นักวิชาการ สะท้อนปัญหาหลายหน่วยงานขาดการประเมินความเสี่ยงเพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้า ทำประชาชนหวาดวิตก รถยนต์เสียหายแบบไม่ตั้งตัว จี้ท้องถิ่นประเมิน-แจ้งเตือนภัยได้เอง ไม่ต้องรอส่วนกลาง
วันนี้ (26 ก.ย.69) จากสถานการณ์ฝนตกสะสมในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนประสบปัญหาในการสัญจรและเริ่มกักตุนอาหาร รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในเวลานี้พื้นที่ กทม. และปริมณฑล และจังหวัดอื่น ๆในภาคกลาง และภาคตะวันออกยังคงมีฝนตกในระดับปานกลางถึงหนัก ประชาชนเริ่มหวาดวิตกกังวล
ในขณะที่ผู้ใช้รถหลายรายจำเป็นต้องแบบรับความเสียหายโดยไม่ทันตั้งตัว เนื่องจากหลายหน่วยงานขาดการประเมินความเสี่ยง และความรุนแรงของสถานการณ์เพื่อแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า โดยเฉพาะ ระบบส่งข้อความแจ้งเตือนภัยจากหน่วยงานภาครัฐ หรือ Cell Broadcast Services ที่ส่งไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย ที่ประชาชนเพิ่งได้รับในช่วงเวลาราว 9.22 น. ของวันนี้ ที่นับว่าล่าช้าเป็นอย่างมาก
“นี่เป็นความผิดพลาดอย่างยิ่ง เพราะ Cell Broadcast จะถูกส่งโดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งเขาไม่มีทางรู้ คลองแต่ละแห่งจะล้นตลิ่งหรือไม่ ผู้ที่รู้เป็นคนแรกคือท้องถิ่น ดังนั้น เมื่อระบบเซนเซอร์ระดับน้ำของกทม.แจ้งเตือน กทม.ต้องรีบส่ง Cell Broadcast ด้วยตัวท่านเอง หรือรีบแจ้ง ปภ. ทันที”
ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ อธิบายต่อไปอีกว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการล้มเหลวด้านระบบเตือนภัย และเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นที่ต้องประเมินความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ด้วยตัวท่านเอง
“หลังจากทราบข้อมูลจากกรมอุตุฯ ทุกท้องถิ่นต้องประเมินความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ของท่าน มันไม่มีใครทำแทนท่านได้ ท้องถิ่นต้องรู้ดีที่สุดและแจ้งเตือนได้เองโดยไม่ต้องผ่านส่วนกลาง แต่วันนี้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแล้วแสดงว่าท่านยังไม่ทำการบ้าน”
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่มีประแสในโซเชียล มีเดีย ถึงการแจ้งเตือนสถานการณ์ฝนตกน้ำท่วมหนักของเพจหนึ่งในเฟซบุ๊ก และนำมาซึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าการพยากรณ์ดังกล่าวเป็นการสร้างความตื่นตระหนกหรือไม่
ด้านภาครัฐชี้แจงว่าไม่ควรสร้างความแตกตื่นให้ประชาชน จึงเป็นการชี้แจงในรูปแบบภาคราชการจนกลายเป็นว่าประชาชนขาดการตื่นตัวและเตรียมพร้อม รศ.เสรี ให้ความเห็นว่า รัฐไม่ได้มีหน้าที่ชี้แจงข้อมูลเท่านั้น แต่ต้องแจ้งให้ประชาชนรับรู้ถึงความจำเป็นและความรุนแรง โดยพบว่ามีช่องว่างใหญ่อย่างน้อย 2 ประการ ดังนี้
1.ภาครัฐและส่วนกลางมักจะแจ้งเตือนแบบ play safe คือ จะมีการบอกตัวเลขเฉลี่ยของปริมาณฝนมาเท่านั้น แต่ขาดการแจ้งถึงการประเมินความรุนแรงทั้งที่สามารถพยากรณ์ได้
“แม้กระทั้งในห้องวอร์รูมก็มีเพียงการบอกปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย เช่น 80-100 มล.เท่านั้น แต่เมื่อคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์นี้อาจไม่ปกติ (เช่น มีร่อง มีหย่อม) แล้วกลับไม่มีการแจ้งประชาชนเพิ่มว่าฝนที่ตกนี้ รุนแรงมากในรอบกี่ปี หรือ มีโอกาสเกิดความรุนแรงได้กี่เปอร์เซนต์”
2. ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องประเมินความรุนแรงได้เอง โดย สถานการณ์ที่กรุงเทพฯ ทั้ง 50 เขต น้ำท่วมพร้อมกันทั้งหมดในวันนี้เป็นผลมาจากการประเมินที่ผิดพลาดจากการที่ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทานไม่สามารถนำปริมาณน้ำฝนไปประเมินความรุนแรงในพื้นที่ของตนเองได้
“เหตุการณ์ในวันนี้สะท้อนความล้มเหลวเชิงระบบที่ท้องถิ่นไม่เคยได้ประเมินความรุนแรงมาก่อน พวกท่านไม่คิดว่าฝนจะตกทั่วกทม. แต่ความเป็นจริงกลับตกหนักเกิน 200 มล.ทั่วทั้งหมด นี่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งแก้ เพราะอย่างไรเสียในอนาคตต้องเจออีกอยู่ดี”
ภาคตะวันตกยังน่าห่วง แนะท้องถิ่นคาดการณ์-แจ้งเตือนประชาชนทันที
มีการคาดการณ์ว่าในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑลปริมาณฝนจะเริ่มลดลงตามลำดับอย่างมีนัยยะสำคัญตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย. เป็นต้นไป หลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนจึงเข้าสู่ภาวะปกติ (มีเฉพาะบางพื้นที่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือตอนบน)
อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ภาคกลางบางจังหวัด (จ.กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี นครปฐม ชัยนาท นครสวรรค์ ตาก กำแพงเพชร) และพื้นที่ภาคตะวันตก วันนี้จะยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากอยู่
รศ.เสรี ชี้ว่า เหตุการณ์ที่สะท้อนความล้มเหลวของกทม.ในวันนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ท้องถิ่นต้องรีบประเมินความเสี่ยง
“จากตอนนี้เป็นต้นไป ผู้ว่าฯ ต้องรีบประเมินทันทีแล้วว่าระดับน้ำในเขื่อนในพื้นที่ของท่านสถานการณ์เป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนศรีนครินทร์ หรือเขื่อนวชิราลงกรณ์ มีโอกาสเต็มหรือไม่ หากมีโอกาสเต็มต้องรีบพร่องน้ำ ห้ามให้เขื่อนเต็มเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นหายนะจะตามมา”
อีกสิ่งสำคัญ คือ หากฝนตกในพื้นที่เปราะบางหรือมีความเสี่ยงอาจนำมาสู่สถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก แต่ละพื้นที่ไม่สามารถรอให้ ปภ.เป็นผู้เตือนภัยได้อีกแล้ว เพราะ ปภ. จะไม่รู้รายละเอียดว่าในแต่ละพื้นที่มีความเสี่ยงตรงจุดใดบ้างเป็นพิเศษ ท้องถิ่นเป็นผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ตนเองที่สุด จำเป็นต้องประเมิน และรีบแจ้งเตือนประชาชนของตนเองให้เร็วที่สุด
