ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ย้ำการกักตุนอาหารในระยะยาวยังไม่จำเป็น ควรเตรียมสำรองอาหารให้เพียงพอ 3-4 มื้อ เสื้อผ้าที่เบาพกพาง่าย 2-3 ชุด และอุปกรณ์จำเป็นส่วนตัว เชื่อหากมีฐานข้อมูล จะทำให้การกักตุนอาหารเกิดขึ้นในเฉพาะพื้นที่เสี่ยง ที่มีความจำเป็นจริง ๆ และทำให้มีอาหารเพียงพอสำหรับทุกคน
วันนี้ (26 ก.ย.69) จากสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่เมื่อวาน ลากยาวต่อเนื่องจนถึงวันนี้ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมขังหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล ส่งผลให้ประชาชนเริ่มเดินเท้าออกจากบ้านเพื่อสำรองอาหารและนำรถยนต์จอดไว้ในที่ปลอดภัย ในขณะที่รถยนต์อีกหลายคันเคลื่อนย้ายไม่ทันการและได้รับความเสียหายในที่สุด
ชวลิต จันทรรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ จาก TEAM GROUP เปิดเผยกับ The Active ว่าแม้ประชาชนไทยจะได้ยินข่าวล่วงหน้ามาแล้ว แต่กลับยังไม่มีการพูดอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมาว่าประชมชนควรเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร ในขณะที่ ระบบส่งข้อความแจ้งเตือนภัยจากหน่วยงานภาครัฐ หรือ Cell Broadcast Services ที่ถูกส่งถึงหน้าจอมือถือของประชาชนราว 9.22 น. ของวันนี้อาจล่าช้าเกินไป และไม่ได้เหมาะสมกับประชาชนในทุกพื้นที่ พร้อมเสนอให้มีการจัด ผังกำหนดเขตภัยพิบัติ (Disaster Risk Zoning) ในประเทศไทย
“ในญี่ปุ่นจะมีการจัด ผังกำหนดเขตภัยพิบัติ โดยแบ่งเป็นโซนตามความรุนแรง ในหมู่บ้านเดียวกัน หรือซอยเดียวกัน บ้านแต่ละหลังอาจอยู่กันคนละโซนก็ได้”
นอกจากแบ่งตามลักษณะทางกายภาพแล้ว จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อมูลด้านประชากร เช่น จำนวนผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ป่วยจิตเวช รวมถึงกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของท้องถิ่นในแต่ละโซนอย่างชัดเจน
ชวลิต อธิบายว่า การจัดโซนลักษณะนี้มีประโยชน์หลายด้านทั้งในเรื่องความถี่ – ความเข้มข้นของการอบรมด้านภัยพิบัติ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุด้วย แต่กลับแทบไม่เห็นรูปแบบการจัดระบบลักษณะนี้มากนักในประเทศไทยทั้งที่ควรทำอย่างเอาจริงเอาจัง
โดยในรูปแบบสากล มักมีการกำหนด 4 โซน ตามความรุนแรง ได้แก่
- โซนสีแดง – อันตรายขั้นสูงสุด น้ำท่วมถึงชั้น 2 หรือท่วมมิดหลังคา ต้องอพยพออกจากพื้นที่ทันที
- โซนสีส้ม – น้ำท่วมถึงระดับอกหรือชั้น 1 ของบ้าน หากอพยพไม่ทันให้ขึ้นชั้น 2
- โซน สีเหลือง – น้ำท่วมระดับหัวเข่าถึงเอว การเดินลุยน้ำเริ่มยากลำบาก
- โซนสีเขียว – น้ำท่วมระดับพื้นบ้าน
เขาอธิบายต่อไปอีกว่า สำหรับประเทศไทยแล้ว ควรออกแบบให้เหมาะสมตามบริบท โดยหากสถานที่ไหนที่คาดการณ์ว่าจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสูง ต้องจัดให้อยู่ในโซนสีแดง และจำเป็นต้องมีความเข้มข้นในเรื่องสการซักซ้อมรับมือภัยพิบัติด้วยความถี่ที่สูงมากกว่าที่อื่น (เช่น ทุก 1-3 เดือน) มีการเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคสำรองไว้ในยามฉุกเฉิน รูปแบบการจัดโซนเช่นนี้ทำแล้ว เช่น ญี่ปุ่นและไต้หวัน
“ประชาชนที่รู้ตัวว่าอยู่ในโซนสีแดงจะถูกกระตุ้นด้วยระบบการซ้อมและการให้ความรู้ที่เข้มข้น สม่ำเสมอ และรัฐต้องให้การสนับสนุนเรื่องข้าวของเครื่องใช้ที่เตรียมไว้ในยามเกิดเหตุ หรือการลดครึ่งสินราคาสำหรับประชาชนในโซนดังกล่าว”
สำหรับกรุงเทพฯ อาจค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เนื่องจากพื้นที่มีลักษณะแบนราบเหมือนกันไปหมด แต่เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ในเวลานี้อาจเป็นโอกาสอันดีในการเริ่มจัดทำข้อมูล
“เทศบาลต้องเป็นเจ้าภาพในการทำดาต้าเบส เริ่มจากเก็บข้อมูลวันนี้ว่าบ้านไหน พื้นที่ไหนท่วมสูงให้เป็นพื้นที่สีแดง แล้วพรุ่งนี้กลับมา verify อีกครั้งหากยังน้ำไม่ลดให้คงเป็นพื้นที่สีแดงอยู่ หากลดแล้วให้เป็นสีเหลือง แล้ววันถัดไปมาดูอีกว่าตรงไหนน้ำยังคงไม่ลดก็จัดว่าเป็นโซนสีแดง ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็จะได้ฐานข้อมูลทั่วกทม.”
ชวลิต อธิบาย พร้อมชี้ว่า หากมีฐานข้อมูลลักษณะนี้ จะทำให้การแจ้งเตือนมีประสิทธิภาพและตรงจุดกว่า ย่อมดีกว่าการส่งข้อความให้ประชาชนทุกเขตพื้นที่แล้วกลายเป็นสร้างความตกใจและตื่นตระหนกไปทั่วเมืองจนกระทั่งเห็นภาพการเริ่่มกักตุนอาหาร
สำรองอาหารแต่พอดี วางแผนระยะสั้น-ยาว
ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ จาก TEAM GROUP ระบุชัดว่า จากข้อมูลในเวลานี้คาดการณ์ว่าในวันพรุ่งนี้ (27 ก.ย.) สถานการณ์ในกรุงเทพฯ จะเริ่มคลี่คลาย ลมฝนจะมุ่งไปสู่ฝั่งจ.นครปฐม และต่อไปยังราชบุรี (28 ก.ย.) จากนั้นไปยังเมืองทวาย ย่างกุ้ง และเนปิดอร์ ประเทศพม่าแทน ในขณะที่ประเทศไทยพบว่าจังหวัดกาญจนบุรีและแม่ฮ่องสอนจะรับน้ำฝนต่อ
ดังนั้น การกักตุนอาหารในระยะยาวอาจยังไม่จำเป็นนัก ควรเตรียมสำรองอาหารให้เพียงพอ 3-4 มื้อ เสื้อผ้าที่เบาพกพาง่าย 2-3 ชุด และอุปกรณ์จำเป็นส่วนตัวอื่น ๆ (เช่น เครื่องช่วยฟัง ยาประจำตัว ฯลฯ) และสิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลเรื่องไฟฟ้าภายในบ้าน
“เราเห็นปรากฎการณ์อาหารในร้านสะดวกซื้อเกลี้ยงตู้ นั่นเพราะประชาชนไทยไม่มั่นใจ และไม่แน่ใจในข้อมูล แต่หากเรามีฐานข้อมูล จะทำให้การกักตุนอาหารเกิดขึ้นในเฉพาะพื้นที่เสี่ยง (โซนสีแดง) ที่มีความจำเป็นจริง ๆ และทำให้มีอาหารเพียงพอสำหรับทุกคน และประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจะมีโซนปลอดภัยที่สามารถนำรถไปจอดไว้ได้อย่างเพียงพอ ไม่ใช่เต็มทุกลานจอดดังเช่นในเวลานี้”
ท้ายที่สุด ชวลิต มองว่า เรื่องภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้ แม้ไม่ได้เกิดบ่อยครั้งและรุนแรงเหมือนเช่นในประเทศญี่ปุ่น หรือเนปาล แต่เป็นโอกาสสำคัญที่จะใช้บทเรียนในครั้งนี้สร้างองค์ความรู้ กระตุ้นความเข้าใจให้ประชาชน พร้อมสร้างฐานข้อมูลที่อัปเดตสม่ำเสมอเพื่อให้ผู้ประสบภัยเข้าถึงความช่วยเหลือ ป้องกันการสูญเสีย และจัดสรรรัพยากรที่จำเป็นให้กับผู้ประสบภัยที่แท้จริงได้อย่างเหมาะสมมากกว่านี้ในอนาคต
