เมืองรับไม่ไหว รัฐต้องคิดแบบ ‘Worst Case Scenario’

นักวิชาการชี้ น้ำท่วมครั้งล่าสุด อีกภาพสะท้อน การทำงานแบบต่างฝ่ายต่างมีข้อมูล แนะปรับจูน ระบบ-วัฒนธรรมเตือนภัยใหม่ พร้อมชี้ผู้ว่าราชการจังหวัด กับ ผู้ว่าฯ กทม.ที่มาจากการเลือกตั้ง เทียบบทบาท-การจัดการยาก เหตุที่มา และกฎหมายรองรับต่างกัน

วันนี้ (27 ก.ย.2569) ผศ.กานต์รวี วิชัยปะ ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้ความเห็นถึงระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินของภาครัฐว่า ในวันแรก (26 ก.ย. 2569) ประชาชนได้รับข้อความจากระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน หรือ Cell Broadcast Service (CBS)จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ล่าช้า และมีเนื้อหากว้างเกินไป

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 ก.ย. 2569 การแจ้งเตือนเริ่มเท่าทันสถานการณ์และเจาะจงพื้นที่มากขึ้น สะท้อนว่าการรับมือเริ่มปรับเข้าสู่มาตรฐาน“แม้ข้อมูลอาจทำให้ประชาชนสับสนในช่วงแรกแต่วันต่อมาเนื้อหาของ CBS เปลี่ยนไปชัดเจน เกิดการร่วมมือกันระหว่าง ปภ. กับ กทม. และสำนักงานเขต มีการแจ้งอย่างเจาะจงว่าศูนย์พักพิงตั้งอยู่จุดใดบ้าง”

ผศ.กานต์รวี ชี้ว่า ปัญหาสำคัญไม่ใช่การที่หน่วยงานใดไม่ทำงานแต่คือการทำงานแบบต่างฝ่ายต่างมีข้อมูลของตัวเอง แต่อยู่กันคนละกระทรวงและคนละศูนย์บัญชาการ

ภาพสะท้อนชัดเจนคือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สั่งการให้กรมอุตุนิยมวิทยาเปิดศูนย์พยากรณ์และเตือนภัยของตนเอง ขณะที่ ปภ.กระทรวงมหาดไทย ก็ตั้งวอร์รูมแยกอีกแห่ง ด้านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศเตือนภัย 30 จังหวัด และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ก็มีศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วมของตนเอง

ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก ฉบับที่ 10 ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันที่ 26 ก.ย. แต่ข้อความ CBS ส่งถึงประชาชนเวลา 09.22 น. ห่างกันราว 4 ชั่วโมง สะท้อนว่าที่ผ่านมายังขาดการประสานความร่วมมือและการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นเอกภาพ

นอกจากปัญหาความซ้ำซ้อนและการประสานงานแล้ว อีกช่องว่างสำคัญคือ การประเมินความเสี่ยงที่ยังไม่ครอบคลุมสถานการณ์รุนแรงสุดขั้ว

“เรารู้กันอยู่แล้วว่าฝนจะตกตั้งแต่วันก่อน ๆ แต่ยังไม่ชัดเจนถึงตำแหน่งฝนแช่และความรุนแรง มันเกินกว่าที่คาดการณ์ และเกินศักยภาพที่ระบบเมืองถูกออกแบบไว้ แต่ปัญหาคือไม่มีใครคิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้ เพราะเรายังไม่ได้วางแผนบนสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case Scenario) อย่างเพียงพอ”

ปกติแล้วทุกเมืองต้องถูกออกแบบให้รองรับปริมาณน้ำและมีศักยภาพการระบายที่ชัดเจน แต่วิกฤตครั้งนี้เกิดฝนตกหนัก รวดเร็ว และแช่ตัวยาวนาน ทำให้ปริมาณน้ำฝนเกินขีดความสามารถที่เมืองจะรับไหว หากปราศจากการวางแผนรับมือบนฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดตั้งแต่ต้น

ผศ.กานต์รวี วิชัยปะ ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

วัฒนธรรมความปลอดภัยและการเตือนภัย

ผศ.กานต์รวี มองว่า อีกหนึ่งมิติที่สำคัญไม่แพ้ระบบเทคโนโลยีคือ วัฒนธรรมด้านความปลอดภัยของสังคมไทย เพราะที่ผ่านมา หากภาครัฐออกคำเตือนแล้วเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นจริง หรือไม่รุนแรงเท่าที่คาดการณ์ สังคมมักจะวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น แรงกดดันนี้ส่งผลให้ภาครัฐมักรอความมั่นใจสูงก่อนจึงค่อยส่งสัญญาณเตือน ซึ่งบทเรียนที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นแล้วว่า การรอความชัดเจนมักทำให้การเตือนภัยล่าช้าและไม่ทันการณ์

“สังคมมักตำหนิภาครัฐหากคำเตือนนั้นไม่เกิดขึ้นจริง ทั้ง ๆ ที่การไม่เกิดเหตุร้ายขึ้นเลยถือเป็นเรื่องที่ดีแล้ว บรรยากาศเช่นนี้ทำให้ภาครัฐมักออกประกาศแจ้งเตือนแบบกว้าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกตำหนิ คนไทยจึงต้องปรับจูน Mindset เรื่องวัฒนธรรมความปลอดภัยเสียใหม่ ในขณะเดียวกัน ภาครัฐเองก็ต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่า ข้อมูลที่เตือนนั้นมีความเป็นไปได้กี่เปอร์เซ็นต์”

ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน สังคมต้องยอมรับธรรมชาติของการเตือนภัยว่า ‘อาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ได้’ เพื่อให้ภาครัฐกล้าที่จะส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า ขณะที่ภาครัฐเองจำเป็นต้องยกระดับการสื่อสารความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุระดับความไม่แน่นอนและโอกาสความเป็นไปได้ของสถานการณ์ให้ประชาชนรับรู้และเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที

เตรียมการหลังน้ำลด

ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ในอีก 2–3 วันนี้ ลมฝนจะพัดเข้าสู่ภาคตะวันตกต่อเนื่องไปถึงประเทศเมียนมา หมายความว่าสถานการณ์บ้านเราจะดีขึ้นและเข้าสู่ช่วงการช่วยเหลือเยียวยา

ผศ.กานต์รวี ชี้ว่า สิ่งที่รัฐจำเป็นต้องทำเป็นอันดับแรก คือ จัดสรรทรัพยากรและงบประมาณเพื่อเข้าถึงกลุ่มเปราะบางที่สุดก่อน เช่น ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้พิการ หรือเด็ก ในขณะที่ในชุมชนเองต้องมีการช่วยเหลือกันเองระหว่างเพื่อนบ้านหรือครอบครัว และผู้ที่พอช่วยเหลือตัวเองได้ ควรดูแลตัวเองและเพื่อนบ้านก่อน เพื่อให้ทรัพยากรของรัฐไปถึงกลุ่มเปราะบางได้เร็วที่สุด ตามหลักการ Self-help, Mutual-help, Public-help แบบเดียวกับที่ญี่ปุ่นใช้จัดการเมื่อเกิดภัยพิบัติ

“เราคิดว่าตอนนี้ กทม.จัดการวิกฤตในระยะเร่งด่วนได้ดี เห็นการพยายามอพยพคนออกจากพื้นที่ มีการจัดศูนย์พักพิง ในขณะที่ภาคเอกชนก็ให้ความร่วมมือ เช่น การเปิดให้เข้าจอดรถฟรี”

ในขณะที่ในระยะยาว กทม.ต้องกลับมาทบทวนเรื่องการประเมินความเสี่ยงและออกแบบเมืองให้มีศักยภาพรองรับน้ำฝน ที่ในอนาคตจะมีปริมาณเยอะ เร็ว มีความถี่สูง และรุนแรงกว่านี้

“เราหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น ส่วนกลาง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะรวบรวม วิเคราะห์ และส่งต่อข้อมูล เพื่อทำให้ประชาชนรู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร หรือปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเกิดภัยพิบัติอีกครั้ง”

บทบาทผู้ว่าราชการจังหวัดกับผู้ว่าฯ กทม.

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบบทเรียนการบริหารจัดการภัยพิบัติของ กทม.ในครั้งนี้กับส่วนภูมิภาคในจังหวัดต่าง ๆ ที่ผ่านมา ย่อมเกิดคำถามว่า ที่มาและการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด กับผู้ว่าฯ กทม.ที่มาจากการเลือกตั้ง ส่งผลต่อการบริหารสั่งการหรือไม่ ?

ผศ.กานต์รวี ชี้ว่า ทั้ง 2 ส่วนยืนอยู่คนละบทบาทหน้าที่ จึงไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้โดยตรง

โดยตามหลักการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ประกอบด้วย ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจังหวัด คือ ส่วนภูมิภาค แต่งตั้งโดยส่วนกลาง (กระทรวงมหาดไทย) จะใช้หลักการแบ่งอำนาจจากส่วนกลางมาตัดสินใจเป็นหลัก ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ผู้ว่าราชการจังหวัดมีฐานะเป็นผู้อำนวยการจังหวัด หน้าที่หลักคือการอำนวยการ ประสานงาน และยกระดับภัยพิบัติ ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เช่น เทศบาลหรือ อบต.เป็นด่านแรกในการเผชิญเหตุ

ในขณะที่ผู้ว่าฯ กทม.จะแตกต่างออกไป กรุงเทพฯ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ผู้ว่าฯ กทม.มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ใช้หลักการแบบกระจายอำนาจ โดยรัฐมอบอำนาจให้ท้องถิ่นในการบริหารจัดการดูแล ในกรณีนี้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ระบุว่าท้องถิ่นมีหน้าที่หลักในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงมีหน้าที่หลักในการจัดการเรื่องภัยพิบัติอยู่แล้ว และ ผู้ว่าฯ กทม. มีฐานะเป็นทั้งผู้อำนวยการกรุงเทพมหานครและผู้บริหารท้องถิ่นในคนเดียว การสั่งการจึงเป็นเอกภาพและรวดเร็วกว่า ดังที่เห็นจากการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขตในครั้งนี้ ทั้งนี้ ขณะที่ภัยยังอยู่ในระดับขนาดกลาง (ระดับ 2) อำนาจจัดการอยู่ที่ผู้ว่าฯ กทม. หากยกระดับเป็นสาธารณภัยขนาดใหญ่ (ระดับ 3) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติจึงจะเข้ามาสั่งการ

ดังนั้น action และบทบาทหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าฯ กทม.จึงแตกต่างกัน เพราะเป็นการปกครองคนละส่วน

“เปรียบเทียบกันโดยตรงไม่ได้ เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นส่วนภูมิภาคที่ทำหน้าที่อำนวยการระดับจังหวัด ส่วนผู้ว่าฯ กทม. เป็นผู้บริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่อำนวยการในพื้นที่ด้วยตนเอง ดังนั้น เขาจึงถือเป็นหน่วยงานที่สำคัญที่สุดในพื้นที่ ใกล้ชิดประชาชนที่สุด ภารกิจด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจึงต้องเป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม.เป็นหลัก แต่ไม่ได้หมายความว่า กทม.ต้องรับผิดชอบเพียงลำพัง เพราะน้ำไม่รู้เขตปกครอง ส่วนกลางและจังหวัดรอบข้างต้องทำงานร่วมกัน”

“เพราะนี่คือเจตจำนงของภาครัฐที่ต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการภัยพิบัติ เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับประชาชนและเข้าใจปัญหามากที่สุด จึงต้องทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการจัดการ” ผศ.กานต์รวี อธิบาย

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active