กรมอุตุฯ พยากรณ์ฝนตกหนักหลายพื้นที่ 18-20 ต.ค. ด้านเครือข่ายภัยพิบัติชุมชนฯ ชี้ ภาคใต้เสี่ยงฝนตกลากยาวถึงสิ้นเดือน ต.ค. เตือน “นครศรีธรรมราช” เสี่ยงน้ำป่า-ดินสไลด์ ชี้ ระบบเตือนภัยต้องรวดเร็ว พื้นที่เตรียมพร้อมรับมือ
วันนี้ (18 ต.ค. 69) จาก ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฝนตกหนักถึงหนักในช่วงวันที่ 18-20 ต.ค.โดยระบุว่าภาคใต้และภาคตะวันออกจะมีฝนตกต่อเนื่องและฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ จากนั้นในช่วงวันที่ 21-25 ต.ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้ เนื่องจากในช่วงแรกร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคใต้ตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนล่าง หลังจากนั้นแนวร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านภาคใต้ตอนบน อ่าวไทยตอนบน และภาคตะวันออก ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ปกคลุมภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้
The Active สอบถามการเตรียมรับมือเรื่องนี้กับ โกเมศร์ ทองบุญชู ประธานเครือข่ายภัยพิบัติชุมชน จ.นครศรีธรรมราช เผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ คาดว่าภาคใต้จะมีฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 18 ไปจนถึงสิ้นเดือน โดยเริ่มตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช ประกอบกับปัจจัยความเย็นจากด้านบนที่อาจแผ่ลงมา ทำให้ต้องเฝ้าระวังฝนในพื้นที่ภาคใต้ต่อเนื่องไปจนถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะนี้ จ.นครศรคีธรรมราช ได้เตรียมความพร้อมโดยถอนเรือที่นำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน จ.ปราจีนบุรี กลับมานครศรีธรรมราช และวันนี้ได้ประชุมเตรียมความพร้อมทีมตอบโต้ภัยพิบัติประมาณ 40 คน
“ที่กังวลจริง ๆ ตอนนี้เราเป็นห่วงนครศรีธรรมราช เหตุผลเพราะนครศรีธรรมราชเราไม่เจอภัยมานานแล้ว และชาวบ้านมีความห่างเหินภัย ทำให้ลืมตัวได้เหมือนกัน และเครื่องมืออุปกรณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ยังมีข้อจำกัด”
โกเมศร์ ทองบุญชู
โกเมศร์ ชี้ว่า อีกปัจจัยหนึ่งคือ จ.นครศรีธรรมราช ยังอยู่ระหว่างรอคำสั่งแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่ หลังผู้ว่าราชการจังหวัดคนเดิมย้ายไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน ทำให้ขณะนี้ยังไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่เข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบสั่งการของภาครัฐในช่วงเตรียมรับมือภัยพิบัติ แต่ในส่วนที่เครือข่ายฯ ได้ประสานงาน อีกส่วนที่สำคัญคือกรมชลประทานเพราะในพื้นที่มีอ่าง ต้องให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำให้ดี เพราะเห็นบทเรียนมาจากภาคตะวันออกและภาคตะวันตก ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ชลประทานในจังหวัด รวมถึงผู้บริหารกรมชลประทานในพื้นที่ปากพนังตอนบน ให้ความร่วมมือและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีการประชุมหารือร่วมกับเครือข่ายบ่อยครั้ง
ห่วงนบพิตำ – คีรีวง หวั่น ฝนถล่มต้นน้ำ ดินอุ้มน้ำเต็ม เสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก
เมื่อถามถึงพื้นที่นบพิตำและคีรีวง ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำและเคยได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โกเมศร์ กล่าวว่า ทั้ง 2 พื้นที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ยากเพราะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ต้องภาวนาไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ฝนตกหนักเฉพาะจุด หรือ Rain Bomb ในพื้นที่ต้นน้ำ เพราะอาจทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มได้อย่างรวดเร็ว
“สิ่งที่กลัวมาก คือ ปริมาณฝนที่อาจสูงถึง 200 – 300 มิลลิเมตร โครงสร้างพื้นฐานของนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะคลองผันน้ำเรายังไม่เสร็จ โครงการผันน้ำเมืองนครของกรมชลประทาน และฝนที่ตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ดินอุ้มน้ำไว้จนเต็ม คลองยังมีน้ำอยู่แล้ว หากมีฝนตกลงมาเพิ่มอีกจะกลายเป็นน้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่”
โกเมศร์ ทองบุญชู
โกเมศร์ ชี้ว่า อีกปัจจัยที่น่ากังวลในพื้นที่ อ.นบพิตำ คือ การเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นสวนทุเรียนจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก

เตือน อ.ชะอวด เป็นจุดรวมน้ำ 3 สาย หวั่นซ้ำรอยน้ำท่วมปี 59 – 60
โกเมศร์ ระบุว่า อีกพื้นที่หนึ่งที่เป็นห่วงมาก คือ อ.ชะอวด ซึ่งทางเครือข่ายฯ ได้รับมอบหมายให้ช่วยประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่ เนื่องจาก อ.ชะอวด เป็นพื้นที่รับน้ำจากลำน้ำ 3 สาย ก่อนเชื่อมต่อไปยังลุ่มน้ำปากพนัง หากมีฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยเฉพาะบริเวณราไมและถ้ำพระ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านแหล่งกักเก็บน้ำ ก็อาจทำให้มวลน้ำไหลลงมารวมกันในพื้นที่ชะอวดได้อย่างรวดเร็ว
“ปี 59-60 เราเจอน้ำเข้าไป 350 ล้านลูกบาศก์เมตร อ.ชะอวด อ่วมมิดชั้น 2 เลย ซึ่งเป็นบ้านของผมเองด้วย ตอนนี้เราก็เลยคิดอยู่เสมอว่าจะกลายเป็นแบบปี 59 – 60 หรือไม่ ที่ฝนจะถล่มตะวันตก ไหลมาตะวันออก แล้วก็ขยับมาทางใต้ เต็มไปหมดเลย ไล่ตั้งแต่ จ.ชุมพร ลงมา เป็นเรื่องที่กังวล”
โกเมศร์ ทองบุญชู
เสนอ เตือนภัยโดยเครือข่ายชาวบ้าน
ไม่ต้องรอคำสั่ง หากเห็นสัญญาณอันตราย
เมื่อถามถึงความพร้อมของประชาชนในพื้นที่ โกเมศร์ กล่าวว่า ในส่วนของ อ.ชะอวด มีเครือข่ายประสานงานกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายอำเภอได้มอบหมายให้เป็นที่ปรึกษากองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อ.ชะอวด ได้มอบแนวทางให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประชุมร่วมกัน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ เพราะการเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ของทีมช่วยเหลืออาจไม่เพียงพอ แต่สิ่งที่จำเป็นที่สุดในสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลก ภัยที่รุนแรง ต้องเตือนสติชาวบ้าน ต้องเตรียมความพร้อมก่อนภัยมา ระบบเตือนภัยต้องมีความแม่นยำและแจ้งเตือนได้ทันเวลา ไม่ใช่รอจนสถานการณ์รุนแรงแล้วจึงแจ้งประชาชน
โกเมศร์ เผยว่า จากการพูดคุยกับ รอยบุญ รัศมีเทศ ผอ.การสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ว่าระบบเตือนภัยของหน่วยงานรัฐมีขั้นตอนการดำเนินงาน ซึ่งบางครั้งอาจทำให้การแจ้งเตือนล่าช้า โดยเขายกตัวอย่างบทเรียนการแจ้งเตือนสถานการณ์ฝนในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้ต้องการตำหนิหน่วยงาน แต่ต้องการสะท้อนว่าการแจ้งเตือนที่ช้าอาจทำให้ประชาชนเตรียมตัวไม่ทัน ทางเครือข่ายภัยพิบัติชุมชนจึง เสนอแนวทางเป็นมติร่วมกันว่า หากติดตามสถานการณ์แล้วเห็นชัดว่ากำลังจะเกิดภัยรุนแรง เครือข่ายจะสามารถแจ้งเตือนประชาชนกันเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งจากหน่วยงานรัฐทุกขั้นตอน เพราะหากเตือนแล้วไม่มีน้ำท่วมก็ยังดีกว่าปล่อยให้ประชาชนเผชิญน้ำท่วมรุนแรงโดยไม่ได้เตรียมตัว ซึ่งปัจจุบันเครือข่ายภัยพิบัติชุมชนมีเครือข่ายกระจายอยู่ประมาณ 20 พื้นที่ใน จ.นครศรีธรรมราช และใช้เครื่องมือหลายรูปแบบในการติดตามสถานการณ์ เช่น แอปพลิเคชัน ThaiWater ตลอดจนระบบติดตามข้อมูลน้ำและสภาพอากาศจากหน่วยงานต่าง ๆ และใน จ.นครศรีธรรมราชมีระบบโทรมาตรติดตั้งอยู่หลายพื้นที่ที่รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และ สสน. รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ทำให้สามารถติดตามข้อมูลและเชื่อมโยงการทำงานกับพื้นที่ต่าง ๆ ได้
“ตอนนี้ได้ตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์ไว้ที่ศูนย์ฯ เพื่อให้ทีมงานเชื่อมโยงข้อมูลจากพื้นที่ต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น การกระตุ้นชาวบ้านผมคิดว่า หน่วยงานรัฐกระตุ้นค่อนข้างยาก เพราะว่าเขาไม่ได้ลงำปถึงชาวบ้าน ดังนั้นกลไกที่จะกระตุ้นได้ดีที่สุด ก็คือกำนันผู้ใหญ่บ้านและกลุ่มอาสาสมัคร ซึ่งตอนนี้เราได้ประชุมและแจ้งแนวทางการทำงานกับเครือข่าย ตอนนี้ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยมีหมดแล้ว แต่พื้นที่ที่จะประกาศภัยเราจะสื่อสารกัน”
โกเมศร์ ทองบุญชู


วางแผนพื้นที่เสี่ยง-จัดทีมอาสาสมัคร เผชิญภัย
โกเมศร์ กล่าวว่า คีรีวงยังมีระบบติดตามสถานการณ์โดยชาวบ้านอยู่ แต่ต้องเข้าใจข้อจำกัดของกลไกการทำงานในพื้นที่ เนื่องจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยังต้องรับฟังคำสั่งจากนายอำเภอ จึงไม่กล้าดำเนินการแจ้งเตือนเกินกว่าบทบาทหรืออำนาจที่ตนเองมี แม้จะเห็นสัญญาณความเสี่ยงก็ตาม เครือข่ายภัยพิบัติชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ไม่ได้สังกัดหน่วยงาน มีระบบติดตามสถานการณ์และเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานด้านน้ำหลายแห่ง รวมถึงศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งชาติ ทำให้สามารถแจ้งเตือนและเข้าถึงพื้นที่ก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงขึ้นได้ในบางกรณี
โกเมศร์ ยกตัวอย่าง การทำงานในพื้นที่หาดใหญ่และเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่งเครือข่ายสามารถเตือนภัยและเข้าไปช่วยเหลือก่อนสถานการณ์รุนแรงได้ อย่างไรก็ตาม การทำงานลักษณะนี้ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเครือข่ายมีพื้นที่ครอบคลุมไม่มากนัก สำหรับ จ.นครศรีธรรมราช เครือข่ายได้วางแผนพื้นที่เสี่ยงและจัดทีมอาสาสมัครไว้แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างฝึกทบทวนความพร้อมของทีมและตรวจสอบเครื่องมือที่จะใช้เมื่อเกิดเหตุ เพราะภัยพิบัติในปัจจุบันเกิดขึ้นรวดเร็ว หากรอให้หน่วยงานส่วนกลางเข้ามาช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุแล้ว อาจไม่ทันต่อสถานการณ์
ห่วง กทม. – ภาคตะวันออก น้ำสะสมเต็มพื้นที่
ฝนเพิ่มเพียง 100 มม. ก็อาจหนัก
เมื่อถามถึงความกังวลต่อพื้นที่อื่น โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และภาคตะวันออก ซึ่งบางพื้นที่ยังฟื้นฟูจากน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมาไม่เสร็จ โกเมศร์ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นห่วงทุกพื้นที่ โดยได้พูดคุยกับเครือข่ายในหลายจังหวัด รวมถึงพื้นที่แปดริ้วและเชียงใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้นำเรือไปสนับสนุนการช่วยเหลือ แต่ขณะนี้ต้องถอนกำลังบางส่วนกลับมาปฏิบัติภารกิจใน จ.นครศรีธรรมราช จากประกาศเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า พื้นที่เสี่ยงครอบคลุมทั้งภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และ กทม. ซึ่งเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง เพราะปริมาณน้ำสะสมยังอยู่ในระดับสูง
โกเมศร์ ประเมินว่า หาก กทม. มีฝนตกเพิ่มเพียงประมาณ 100 มิลลิเมตร ก็อาจเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงได้ เช่นเดียวกับภาคตะวันออกที่หากมีฝนเพิ่มในระดับเดียวกัน ก็อาจได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากพื้นที่มีน้ำสะสมอยู่มากแล้ว แม้ในช่วง 1-2 วันนี้จะสามารถพร่องน้ำลงทะเลได้บ้าง แต่บริเวณปลายน้ำในพื้นที่แปดริ้วยังมีน้ำตกค้างจำนวนมหาศาล ทำให้การระบายน้ำและการฟื้นฟูพื้นที่เป็นไปอย่างยากลำบาก
โกเมศร์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน มองว่าผลกระทบในภาคตะวันออกมีความรุนแรงมาก โดยเฉพาะความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่ และกังวลว่าการฟื้นฟูอาจใช้เวลานานถึง 10 – 20 ปี หรืออาจไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ในระยะเวลาดังกล่าว ขณะที่การช่วยเหลือจากภาครัฐทั้งรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังมีข้อจำกัด ขณะที่อาสาสมัครซึ่งเป็นกำลังหลักในการช่วยเหลือประชาชนเริ่มเหนื่อยล้าจากการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
เสนอ จัด “ทีมประจำตำบล” มีอุปกรณ์ประจำพื้นที่
โกเมศร์ กล่าวว่า อาสาสมัครหลายคนทำงานจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน บางคนไม่มีเงินเพียงพอแม้กระทั่งเติมน้ำมันเพื่อเดินทางกลับบ้าน รวมถึงประชาชนและอาสาสมัครในพื้นที่ประสบปัญหาไข้หวัดใหญ่จำนวนมาก จากการทำงานในพื้นที่ประสบภัยและการพักผ่อนไม่เพียงพอ อุปกรณ์ช่วยเหลือก็เริ่มเสื่อมสภาพ โดยเรือที่ใช้ยังเป็นเรือลำเดิม เครื่องยนต์และใบพัดบางส่วนชำรุด แต่การสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์เพิ่มเติมยังมีจำกัด ทำให้เครือข่ายต้องพยายามบริหารทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด
โกเมศร์ เสนอว่า ควรปรับระบบจัดการอาสาสมัครจากเดิมที่ต้องเดินทางข้ามอำเภอเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย มาเป็นการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือประจำตำบล โดยกำหนดให้แต่ละตำบลมีเรือและทีมอาสาสมัครประจำพื้นที่อย่างเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและความเดือดร้อนของประชาชน เช่น ตำบลไหนมีความเสี่ยงสูงก็ควรจัดเรืออย่างน้อย 3 ลำ พร้อมทีมอาสาสมัครเข้าไปประจำพื้นที่ เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้ประสบภัยได้ทันที ไม่ต้องรอให้ทีมจากอำเภออื่นเดินทางเข้ามา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรเข้ามาดูแลเรื่องอาหาร น้ำดื่ม และน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับอาสาสมัคร เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้รับค่าตอบแทน แต่ต้องใช้ทั้งเวลา แรงกาย และทรัพยากรส่วนตัวในการช่วยเหลือประชาชน


ชี้ รัฐต้องใช้ พ.ร.บ.ป้องกันภัยฯ จริงจัง วางระบบสั่งการก่อนเกิดเหตุ
โกเมศร์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีกฎหมายและพระราชบัญญัติรองรับการจัดการภัยพิบัติอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่ได้มีการนำมาใช้ปฏิบัติอย่างเต็มที่เท่าที่ควร สำหรับภาคใต้ ชื่นชมหลายอำเภอเริ่มตั้งศูนย์อำนวยการเพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติ หลังจากได้เห็นบทเรียนจากพื้นที่อื่น โดยเครือข่ายภาคประชาชนมีโอกาสเข้าไปพูดคุยและร่วมวางแผนกับหน่วยงานในพื้นที่ แม้ศูนย์อำนวยการระดับอำเภอที่จัดตั้งขึ้นอาจยังไม่มีเครื่องมือและอุปกรณ์พร้อมใช้งานทั้งหมด แต่การมีศูนย์กลางสำหรับประสานงานก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะเมื่อเกิดเหตุหน่วยงานต่าง ๆ จะสามารถเข้ามารับมอบหมายภารกิจและส่งต่อข้อมูลให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้
“หากเริ่มทำงานตามหลังจากน้ำท่วมไปแล้ว อย่างบทเรียน จ.ปราจีนบุรี จ.นครนายก หรือ จ.ฉะเชิงเทรา เราทำงานตามหลังน้ำ การสั่งการจะยิ่งทำได้ยาก เพราะอุปกรณ์และกำลังคนกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ แต่ถ้าเราออกแบบไว้ก่อน ทำการสำรวจเครื่องมืออุปกรณ์ไว้ ของเขต พื้นที่ ภาคประชาชน ของพื้นที่ไหนว่างให้เอามา แต่เราไม่มีระบบข้อมูลและระบบการสั่งการที่ชัดเจน”
โกเมศร์ ทองบุญชู
โกเมศร์ มองว่า ปัญหาสำคัญที่พบจากบทเรียนในภาคตะวันออก คือ การขาดระบบข้อมูลที่แม่นยำและระบบสั่งการที่ชัดเจน ทำให้การช่วยเหลือบางครั้งกระจุกตัวอยู่กับกิจกรรมเฉพาะหน้า เช่น การลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ โดยไม่มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรที่ครอบคลุมทั้งจังหวัด แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดจะลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน แต่ก็ไม่สามารถเดินทางไปได้ทุกพื้นที่ภายในวันเดียว จึงจำเป็นต้องมีระบบกระจายภารกิจให้หน่วยงานและท้องถิ่นดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
