อุตุฯ-สทนช. ย้ำ 10-13 ต.ค.นี้ ทั่วไทยเตรียมรับมือฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก นักวิชาการ ชี้เป้าด่วน ภาคกลาง-ตะวันตก-กทม.-ใต้ เจอฝนหนัก เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่า ดินถล่ม จับสัญญาณเสี่ยง “อ่างเก็บน้ำ” ตัวแปรที่อย่ามองข้ามในภาคตะวันตก-ตะวันออก ส่วน กทม. “น้ำเหนือ” ไม่น่าห่วงเท่า “ฝนหนัก” หวั่นท่วมขังซ้ำ ในช่วงระบบระบายน้ำเมืองยังวิกฤต
สถานการณ์น้ำและสภาพอากาศของประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเฝ้าระวังอีกครั้ง ข้อมูลล่าสุดจากกรมอุตุนิยมวิทยา (ประกาศฉบับที่ 7) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุตรงกันว่า ในช่วงวันที่ 10-13 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนัก
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยมีผลกระทบจนถึงวันที่ 13 ต.ค. 2569 ฉบับที่ 7 (253/2569)
โดยในช่วงวันที่ 10-13 ต.ค. 69 บริเวณประเทศไทยจะมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีลักษณะของฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะมีผลกระทบตามภาคต่าง ๆ ตามช่วงเวลาดังนี้
- ในวันที่ 10 ต.ค. 69: บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้
- ในวันที่ 11 ต.ค. 69: ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้
- ในวันที่ 12 ต.ค. 69: ภาคใต้
- ในวันที่ 13 ต.ค. 69: ภาคใต้

เนื่องจากในช่วงปลายฤดูฝนบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับมีลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และอ่าวไทย
ส่วนมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ในขณะที่ร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังได้ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง
สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยในบริเวณฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรตรวจสอบเส้นทางและเดินเรือด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง






รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต เตือนด่วนว่า ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันนี้ (10 ต.ค.) ลากยาวไปจนถึงช่วงสายของพรุ่งนี้ กลุ่มฝนจะเน้นหนักที่ ภาคกลาง และภาคตะวันตก (เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง กทม. และปริมณฑล สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสมุทรปราการ) พื้นที่เขตเมืองต้องเตรียมรับมือน้ำท่วมรอระบายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

12-13 ต.ค. จับตาภาคใต้เสี่ยง!
ฝนตอนบนจะเริ่มลดลง แต่กลุ่มฝนจะเลื่อนลงไปตกหนักและแช่ขังในภาคใต้ สทนช. เตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม ใน จ.ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) พร้อมเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งในแม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำสายบุรี และแม่น้ำโก-ลก

ทำไม ? รอบนี้ถึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
- “วิกฤตอ่างเก็บน้ำ” ตัวแปรที่มองข้ามไม่ได้ในภาคตะวันตกและตะวันออก ข้อมูลปริมาณน้ำอ่างเก็บน้ำรายภาค ณ วันที่ 10 ต.ค. ชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่ากังวล โดยเฉพาะ “ภาคตะวันตก” ที่มีน้ำกักเก็บสูงถึง 96% และ “ภาคตะวันออก” 87% เมื่อมีมวลอากาศเย็นปะทะความชื้น ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่เหล่านี้ (เช่น กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ตราด) เขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำเต็มความจุอยู่แล้ว จะไม่มีพื้นที่รองรับน้ำฝนใหม่ ทำให้ต้องเร่งระบายน้ำออก ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่ท้ายน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันทันที
- กทม. กังวลน้ำเพิ่มจากน้ำหลายด้าน “น้ำเหนือไม่น่ากลัวเท่าน้ำฟ้า” ปัจจุบันการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,200 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำในแม่น้ำที่นครสวรรค์ยังต่ำกว่าตลิ่งกว่า 3 เมตร แปลว่า “น้ำเหนือ” ยังอยู่ในเกณฑ์ที่บริหารจัดการได้ แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงของ กทม. และปริมณฑลในช่วง 1-2 วันนี้คือ “น้ำฟ้า” หรือฝนตกหนัก เฉพาะถิ่นจากการปะทะกันของมวลอากาศ หากฝนตกหนักสะสมตามที่คาดการณ์ ระบบระบายน้ำในเขตเมืองจะเกิดภาวะคอขวด นำไปสู่น้ำท่วมผิวจราจรและพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างรวดเร็ว
- สัญญาณเตือน “ปลายฝนต้นหนาว” การเกิดฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และอีสาน เป็นสัญญาณทางอุตุนิยมวิทยาที่ชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านฤดูกาล ภัยคุกคามในสัปดาห์นี้จึงไม่ใช่แค่น้ำท่วมเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงอันตรายจากลมพายุที่อาจพัดโครงสร้าง ป้ายโฆษณา และต้นไม้ใหญ่โค่นล้ม ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต้องไม่อาศัยเพียงการแจ้งเตือนจากรัฐ แต่ต้อง “ประเมินความเสี่ยงด้วยตนเอง” เพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สินให้ปลอดภัยที่สุดในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้

