Jitasa.care ร่วมมือกับหลายสมาคม รวมถึงมูลนิธิกระจกเงา เร่งระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยใช้การสำรวจแพลตฟอร์มจิตอาสาดอทแคร์ เครื่องมือกลางประสานความช่วยเหลือเพื่อลดความซ้ำซ้อนของเจ้าหน้าที่ พบ ความท้าทายช่วยน้ำท่วมกรุงเทพฯ คือ คนหนาแน่น ขยะ และน้ำเน่าเสีย
ในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ อย่างภัยพิบัติน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และบริเวณโดยรอบ หากจะรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว คงไม่ทันท่วงทีมากพอ ที่ผ่านมาใครหลายคนคงได้เห็นกลุ่มอาสาสมัคร ภาคประชาชนหลายคนออกมาช่วยเหลือผู้ที่กำลังได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็น การแจกจ่ายอาหาร ให้บริการรถเพื่อไปยังจุดต่าง ๆ
“จิตอาสาดอทแคร์ (Jitasa.care)” เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่รวบรวมคนมีจิตอาสา มาเจอกันในแพลตฟอร์มกลางที่พัฒนาขึ้นเพื่อเชื่อมโยงผู้ประสบภัยพิบัติหรือผู้ป่วยในภาวะวิกฤต ให้ได้เจอกับผู้ช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัคร กู้ภัย หรือหน่วยงานรัฐเองก็สามารถนำไปประกอบการเข้าช่วยเหลือได้ โดยในแพลตฟอร์มจะมีการระบุพิกัดและช่องทางติดต่อผู้ขอความช่วยเหลือไว้อย่างชัดเจน
เมื่อได้รับข้อมูล ระบบจะปรากฏหมุดไว้ในแผนที่ของแพลตฟอร์ม จากนั้นทีมกู้ภัยหรือทีมอาสาสมัครก็จะเข้าไปประเมินว่าแต่ละเคสต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง เช่น บางคนอาจจะขอน้ำ ยา อาหาร บางคนขอกระสอบทรายไว้กั้นน้ำ บางคนก็ขอให้พาออกจากพื้นที่ หลังจากนั้นเมื่อทีมงานประเมินแล้วว่า อุปกรณ์พอ สามารถเข้าช่วยเหลือได้ก็จะดำเนินการให้โดยเร็ว ซึ่งหากได้รับความช่วยเหลือแล้ว หมุดที่ปักไว้ก็จะบอกสถานะ ทำให้ไม่มีการช่วยเหลือซ้ำซ้อนและทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
แพลตฟอร์มจิตอาสาดอทแคร์ ถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการพัฒนาและปรับปรุงเรื่อย ๆ เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแล้ว หรืออาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ไฟป่า อย่างกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มนี้ก็ถูกใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างแพร่หลาย

ในวิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ จิตอาสาดอทแคร์ก็กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่เอาไว้ใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเช่นกัน คณาภูมิ บุตรไชยเจริญ ทีมพัฒนาระบบจิตอาสาดอทแคร์ เปิดเผยกับ The Active ว่าช่วงเวลานี้ทางแพลตฟอร์มก็ได้ร่วมมือกับอาสาสมัครหลายภาคส่วน เพื่อเร่งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ได้มากขึ้น
จากการเก็บข้อมูลพบว่าพื้นที่ที่ขอความช่วยเหลือมากที่สุดคือโซนเคหะร่มเกล้าและคลองจั่น โดยส่วนใหญ่จะเป็นการขออาหาร น้ำดื่ม มีบางส่วนขอให้ช่วยเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่อื่นแทน ซึ่งก็ได้สมาคมศิริกรณ์เชียงรายบรรเทาสาธารณภัยเข้ามาช่วยในส่วนนี้
สำหรับกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ที่ต้องอาศัยความชำนาญและทีมงานจำนวนหนึ่งในการเคลื่อนย้าย คณาภูมิระบุว่าตอนนี้จิตอาสาดอทแคร์ก็ได้ทีมอาสาสมัครจากสมาคมปิยะมิตรแม่สายร่วมใจและกลุ่มแพทย์จุฬาฯ ที่เข้าสนับสนุนการช่วยเหลือครั้งนี้ด้วย



อุปสรรคของการเข้าถึงพื้นที่น้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะบริเวณเคหะร่มเกล้าและคลองจั่น คือการที่ในบริเวณนั้นมีขยะค่อนข้างมาก ซึ่งจะลอยมาติดใบเรือ ทำให้การเดินเรือเป็นไปอย่างล่าช้า ประกอบกับเป็นพื้นที่ที่มีประชากรอยู่กันอย่างหนาแน่นจึงทำให้ต้องระมัดระวังในการเดินเรือเป็นพิเศษ เพราะอาจจะเข้าไปชนกับคนที่เดินทางเข้าออกอยู่ได้
“มองเคสในหมุด อาจจะเห็นว่าเป็นแค่หนึ่งหมุด แต่ว่าในความเป็นจริงพอเราเข้าไป สมมติหมุดอยู่กลางซอยหรือท้ายซอย แต่ว่ามันก็จะมีความการขอความช่วยเหลืออื่นพ่วงเข้ามาด้วย มันมีคนอื่นที่อยู่ในระหว่างซอยที่ไม่ได้อยู่ในหมุด ไม่ได้ขอความช่วยเหลือมา ถ้าเรายังมีพื้นที่เหลือ มีทรัพยากรเหลือ เราไปให้ความช่วยเหลือแล้วลากพ่วงกลับมาด้วย”
และด้วยความที่มีน้ำท่วมขังมาเป็นเวลาหลายวัน คณาภูมิระบุว่าในบริเวณดังกล่าวเริ่มมีน้ำเน่าเสีย ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถลงไปช่วยเหลือเป็นเวลานานได้ เนื่องจากมีอาการแสบคันจากการสัมผัสน้ำเสีย
นอกจากการช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญอยู่กับน้ำท่วม คณาภูมิเล่าว่าขณะนี้ก็มีประชาชนหลายคนขอให้ช่วยเหลือในการล้างทำความสะอาดบ้าน อย่างในโซนพื้นที่ที่ลดเริ่มลดแล้วอย่างคลองเตยที่ต้องการกำลังในการฟื้นฟูบ้าน ซึ่งแพลตฟอร์มจิตอาสาดอทแคร์ก็ได้ประสานงานกับมูลนิธิกระจกเงา ให้มาสนับสนุนงานฟื้นฟูโดยเฉพาะ
ก่อนหน้านี้จิตอาสาดอทแคร์ก็เคยลงไปช่วยในเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ที่ผ่านมา คณาภูมิ มองว่าความแตกต่างของน้ำท่วมหาดใหญ่กับน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ มีทั้งมิติประชากรและภูมิศาสตร์ที่ทำให้สองเหตุการณ์นี้มีความยากและง่ายต่างกัน
ที่เห็นได้ชัดขึ้นน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ นั้นเป็นน้ำนิ่ง แต่ที่หาดใหญ่เป็นน้ำเชี่ยว ซึ่งต้องอาศัยกลุ่มคนที่ชำนาญหรือผ่านการฝึกอบรมในสถานการณ์วิกฤตเข้าช่วย รวมถึงต้องเป็นคนที่รู้วิธีการใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือพิเศษอีกด้วย จึงทำให้น้ำท่วมในกรุงเทพฯ เข้าถึงได้ง่ายกว่า แต่ขณะเดียวกันในกรุงเทพฯ ก็ติดปัญหาขยะล้นและเป็นพื้นที่ชุมชนที่มีประชากรและบ้านเรือนหนาแน่น

“ตอนนี้มันเป็นน้ำขัง สูงระดับเอว ระดับอก ซึ่งแน่นอน เรือปกติก็เข้าถึงได้ แต่ว่าการเข้าถึงนั้นมันมีความหนาแน่น มันเหมือนรถมันยังติดอยู่ มีทั้งคน มีขยะ แล้วก็ต้องระวังของข้าง ๆ เพราะมีบ้านคน”
ขณะเดียวกัน คณาภูมิกล่าวว่า อยากชวนทุกคนมาปักหมุดในแพลตฟอร์มมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เห็นข้อมูลการช่วยเหลือต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องของจุดให้บริการอาหาร เพื่อที่จะได้ดูได้ว่าตอนนี้มีที่ไหนที่ใกล้บ้านของผู้ประสบภัย ในขณะเดียวเดียวกันถ้ามีโซนไหนที่ยังขาดแคลนจุดบริการอาหาร ผู้ที่อยากอาสาบริการก็สามารถไปกระจายในบริเวณนั้น ๆ ได้
การปักหมุดจะช่วยให้คนที่อยากลงพื้นที่ช่วยเหลือเห็นภาพรวมมากขึ้นและเร่งการช่วยเหลือได้เร็วขึ้น เพราะพวกเขาจะสามารถเห็นพิกัดได้ชัดเจน คณาภูมิเปรียบเทียบว่าเหมือนผังในกระดาน ที่จะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความซับซ้อนได้
ด้วยความที่สถานการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในระยะเวลาที่ฉุกเฉิน คณาภูมิมองว่าการมีอาสาสมัครไว้ก่อน ก็จะช่วยลดความเสียหายและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ในระดับหนึ่ง เพราะในบางสถานการณ์หากรอให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบอยู่ฝ่ายเดียว ก็อาจจะช้าเกินกว่าความต้องการของผู้ที่กำลังประสบภัย
