ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ที่จังหวัดคุมาโมโตะเพิ่มเป็น 30 ราย บาดเจ็บกว่า 60 คน เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอิออนมอลล์และโรงงานกระดาษแข่งกับเวลา 72 ชั่วโมงแรก ท่ามกลางวิกฤตประชาชนกว่า 1.5 แสนคนต้องอพยพ และอีกหลายหมื่นหลังคาเรือนไม่มีไฟฟ้า-น้ำประปาใช้ ขณะที่กรมอุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกรุนแรงระดับ 7 และดินถล่มตลอดสัปดาห์นี้

30 ก.ค. 69 สถานการณ์หลังแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.1 แมกนิจูด เขย่าจังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตขยับเพิ่มเป็นอย่างน้อย 30 ราย อาคารบ้านเรือนพังถล่ม ระบบคมนาคมเป็นอัมพาต ภารกิจกู้ภัยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญที่สุดหรือ 72 ชั่วโมงแรก เพื่อค้นหาผู้สูญหายที่ติดอยู่ใต้ซากอาคาร โดยเฉพาะที่ห้างอิออนมอลล์และโรงงานกระดาษ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนญี่ปุ่นยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดจากวงแหวนแห่งไฟ
สรุปสถานการณ์ล่าสุด 30 กรกฎาคม 2026
30 ก.ค. 2569 นายซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งเข้าร่วมการประชุมกองบัญชาการรับมือภัยพิบัติฉุกเฉิน ยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวรุนแรง ขนาด 7.1 ตามมาตราแมกนิจูด ในจังหวัดคุมาโมโตะทางตะวันตกเฉียงใต้ เพิ่มขึ้นเป็น 30 ราย เมื่อนับถึง 12.30 น. ของวันพฤหัสบดี 30 ก.ค.2569 ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 63 คน ในจำนวนนี้ 5 คนมีอาการสาหัส ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุว่าเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวโดยตรงหรือไม่
ปฏิบัติการแข่งกับเวลา 72 ชั่วโมงแรก แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 40 ชั่วโมง ทีมค้นหาและกู้ภัยยังคงทำงานอย่างหนักแข่งกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตในช่วงเวลา 72 ชั่วโมงแรก ซึ่งถือเป็นนาทีชีวิต (Golden Hours) ของผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง
จุดที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ห้างสรรพสินค้าอิออน มอลล์ ที่เมืองคาชิมะ เกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรงและอาคารบางส่วนพังถล่ม โชคดีที่บริษัทสามารถอพยพลูกค้ากว่า 3,000 คนออกมาก่อนหน้านั้น ล่าสุดช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกจากซากได้ 11 คน และยืนยันพบผู้เสียชีวิต ณ จุดนี้ 6 ราย โดยยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายและสืบสวนสาเหตุการระเบิด และที่โรงงานผลิตกระดาษ ที่เมืองยัตสึชิโระ เกิดเหตุปล่องควันถล่มทับร่างคนงาน เจ้าหน้าที่กู้ภัยยืนยันพบผู้เสียชีวิตในจุดนี้ 5 ราย
ผลพระทบขณะนี้ พบว่า ปัจจุบันมีประชาชนกว่า 150,000 คน ได้รับคำสั่งให้อพยพไปยังศูนย์พักพิง ขณะที่ราว 40,000–45,000 ครัวเรือนต้องเผชิญกับภาวะไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ บริการโทรศัพท์มือถือขัดข้องในหลายจุด
ขณะที่คมนาคมเป็นอัมพาต หลังจากรถไฟชินคันเซ็นต้องระงับการให้บริการ รถไฟบรรทุกสินค้าตกราง ขณะที่สนามบินคุมาโมโตะต้องปิดทางวิ่ง ส่งผลให้เที่ยวบินถูกยกเลิกและเปลี่ยนเส้นทาง
ขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังปลอดภัย ซึ่งบริษัท Kyushu Electric Power ยืนยันว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 3 เครื่องในพื้นที่ยังคงทำงานตามปกติ และไม่พบความผิดปกติใดๆ
ลำดับเหตุการณ์แผ่นดินไหวคุมาโมโตะ
วันอังคารที่ 28 ก.ค. เวลา 16.27 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1 แมกนิจูด ศูนย์กลางลึกราว 10 กิโลเมตร วัดแรงสั่นสะเทือนได้สูงสุดระดับ 7 (มาตราชินโด) บนเกาะคิวชู
ช่วง 17.00 – 18.00 น. ทางการประกาศเตือนภัยสึนามิตามแนวชายฝั่ง ก่อนจะประเมินสถานการณ์ว่าศูนย์กลางอยู่บนบก จึงยกเลิกคำเตือนในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมงต่อมา
ค่ำวันที่ 28 ก.ค. เป็นต้นมา เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาแล้วมากกว่า 100 ครั้ง และเกิดเหตุไฟไหม้ อาคารพังถล่มในหลายพื้นที่
30 ก.ค. 2569 นายซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงยืนยัน ว่ายอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวขยับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 30 ราย (นับถึงเวลา 12.30 น. ของวันที่ 30 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น)

ภาพจาก World Forum ข่าวสารต่างประเทศ
แนวโน้มแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น
ข้อมูลทางธรณีวิทยาและการประเมินจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) เปิดเผยความเสี่ยงที่ประเทศญี่ปุ่นอาจต้องเผชิญกับอาฟเตอร์ช็อกระดับ 7 และดินถล่มได้ JMA ยังประกาศเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในช่วง 1 สัปดาห์ข้างหน้า (โดยเฉพาะ 2-3 วันนี้) ว่าอาจเกิดอาฟเตอร์ช็อกที่มีความรุนแรงสูงสุดถึงระดับ 7 รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดดินถล่มซ้ำเติมพื้นที่ที่โครงสร้างดินอ่อนตัวอยู่แล้ว
แผ่นดินไหว ที่ตั้งบน “วงแหวนแห่งไฟ”
ญี่ปุ่นเป็นหมู่เกาะที่มีประชากรราว 125 ล้านคน ตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลกหลัก 4 แผ่นที่เคลื่อนตัวชนกันตลอดเวลา บริเวณขอบด้านตะวันตกของวงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้ญี่ปุ่นมีสัดส่วนการเกิดแผ่นดินไหวคิดเป็น 18% ของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ภาพจาก World Forum ข่าวสารต่างประเทศ
รอยเลื่อนและประวัติศาสตร์ภัยพิบัติ
จังหวัดคุมาโมโตะ เป็นพื้นที่ที่มีรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่าน และเคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่มาแล้วในปี 2016 (ขนาด 6.5 และ 7.3) ซึ่งครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 275 ราย ผู้เชี่ยวชาญยังคงจับตาแนวโน้มการขยับตัวของเปลือกโลกในภูมิภาคนี้ รวมถึงร่องลึกนันไค (Nankai Trough) ที่อาจส่งผลกระทบต่อเนื่อง
การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างเคร่งครัดและระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพยังคงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการลดความสูญเสียของญี่ปุ่น ท่ามกลางความเสี่ยงทางธรรมชาติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
