สูญเสียกลางภารกิจช่วยชีวิต เปิดความเสี่ยง “นักฉุกเฉินการแพทย์” อาชีพหลังสายด่วน 1669

สมาคมนักฉุกเฉินการแพทย์ฯ ชี้ ทุกครั้งที่ไซเรนดัง คือ การออกไปเผชิญความเสี่ยง ทั้งอุบัติเหตุ ถนนอันตราย และหน้างานที่คาดเดาไม่ได้ สธ. เผย 3 ปี รถพยาบาลชน 186 ครั้ง เสียชีวิต 32 ราย ขณะบุคลากรระดับสูงยังขาดแคลนหนักทั่วประเทศ

วงการแพทย์ฉุกเฉินไทยต้องเผชิญความสูญเสียอีกครั้ง หลัง “น้องจูน” เจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ (AEMT/EMT-I) ของโรงพยาบาลน้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ จากอุบัติเหตุรถพยาบาลเสียหลักลงข้างทาง ขณะออกไปรับผู้ป่วยฉุกเฉิน เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความเสี่ยงของการทำงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน แต่ยังสะท้อน “คุณภาพชีวิต-สวัสดิการ-ความมั่นคงในอาชีพ” ของบุคลากรด่านหน้า ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาและความเป็นความตายอยู่ทุกวัน

ฉพ.เจษฎากร เจนพาณิชพงศ์ นายกสมาคมนักฉุกเฉินการแพทย์ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ The Active  สะท้อนภาพชีวิตของบุคลากรในระบบ 1669 ว่า แม้ประชาชนจะคุ้นเคยกับรถพยาบาลและหมายเลขสายด่วนฉุกเฉิน แต่คนจำนวนมากยังไม่รู้จัก “นักฉุกเฉินการแพทย์” และ “เจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์” ซึ่งเป็นกำลังหลักของระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทย

ฉุกเฉิน
ฉพ.เจษฎากร เจนพาณิชพงศ์ นายกสมาคมนักฉุกเฉินการแพทย์ประเทศไทย

เบื้องหลังรถพยาบาล 1669 คือทีมบุคลากรที่ทำงานแข่งกับเวลา

ฉพ.เจษฎากร อธิบายว่า เมื่อประชาชนโทรแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1669 หากเป็นผู้ป่วยทั่วไปหรืออาการไม่รุนแรงมาก อาจใช้รถพยาบาลระดับพื้นฐาน ซึ่งมีอาสาสมัครกู้ชีพหรือหน่วยกู้ภัยเข้าดูแล

แต่หากเป็นผู้ป่วยวิกฤต เช่น หัวใจหยุดเต้น หายใจล้มเหลว สงสัยโรคหลอดเลือดสมอง หรือชักรุนแรง ระบบจะจัด “รถพยาบาลขั้นสูง” หรือ Advanced Life Support (ALS) ออกปฏิบัติการทันที โดยรถระดับนี้ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้โรงพยาบาล โดยเฉพาะสังกัดกระทรวงสาธารณสุข

บุคลากรหลักในทีมประกอบด้วย “นักฉุกเฉินการแพทย์” หรือ Paramedic ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี 4 ปี และสามารถทำหัตถการขั้นสูงได้หลายอย่าง เช่น ช็อกไฟฟ้าหัวใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ ให้น้ำเกลือ และให้ยากู้ชีพ บางหัตถการสามารถปฏิบัติได้ใกล้เคียงกับแพทย์ภายใต้ระบบกำกับทางการแพทย์

อีกกลุ่มคือ “เจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์” หรือ EMT-I/AEMT ซึ่งเรียนหลักสูตรระดับ ปวส. 2 ปี จากวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร มีหน้าที่ช่วยปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินขั้นสูงในระดับรองลงมา เช่น ให้ออกซิเจน ให้น้ำเกลือ ช่วยดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน และร่วมเป็นทีมในรถ ALS

เขาระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนักฉุกเฉินการแพทย์ประมาณ 1,100-1,200 คน ขณะที่เจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์มีราว 3,000 กว่าคน และส่วนใหญ่อยู่ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข

ระบบ 1669 โตต่อเนื่อง แต่บุคลากรระดับสูงยังขาดแคลน

ข้อมูลจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนการปฏิบัติการฉุกเฉินผ่านระบบ 1669 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 1,326,305 ครั้งในปี 2558 เป็น 2,331,425 ครั้งในปี 2568 หรือเพิ่มเฉลี่ยปีละกว่า 100,000 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมีผู้ปฏิบัติการในระบบการแพทย์ฉุกเฉินเกือบ 120,000 คน แต่กว่า 94% เป็นบุคลากรระดับพื้นฐาน ขณะที่ผู้ปฏิบัติการระดับสูงมีเพียงประมาณ 6% เท่านั้น ประกอบด้วย

  • เจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ 3,363 ราย
  • นักฉุกเฉินการแพทย์ 1,147 ราย
  • พยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉิน 3,779 ราย
  • แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน 1,880 ราย

สะท้อนให้เห็นว่า ภารกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังสวนทางกับบุคลากรระดับสูงที่มีจำนวนจำกัด

“ทุกครั้งที่ไซเรนดัง คือความเสี่ยงเริ่มต้น”

นายกสมาคมนักฉุกเฉินการแพทย์ฯ ระบุว่า การทำงานของบุคลากรกลุ่มนี้ต่างจากการทำงานในโรงพยาบาลอย่างมาก เพราะเป็นงาน “นอกโรงพยาบาล” ที่ไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ได้

“เมื่อไหร่ที่เสียงไซเรนดัง รถล้อหมุน ชีวิตของคนบนรถพยาบาลก็อยู่กับความเสี่ยงทันที”

เขาอธิบายว่า นอกจากความเสี่ยงจากการขับรถด้วยความเร่งด่วนเพื่อไปช่วยผู้ป่วยวิกฤตแล้ว ยังมีความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมหน้างานอีกจำนวนมาก เช่น

  • ลงพื้นที่อุบัติเหตุรถชนในจุดเข้าถึงยาก
  • ช่วยผู้ป่วยติดอยู่ในรถหรือพื้นที่อันตราย
  • เดินเท้าเข้าป่าหรือพื้นที่ชนบทห่างไกล
  • ลงเรือไปช่วยผู้ป่วยตามริมแม่น้ำ
  • ทำงานกลางถนนที่ยังมีรถสัญจร
  • เสี่ยงถูกรถชนซ้ำระหว่างช่วยผู้บาดเจ็บ

“หลายครั้งเจ้าหน้าที่กำลังช่วยคนเจ็บอยู่ริมถนน แต่มีรถที่มองไม่เห็นสัญญาณไฟของรถพยาบาลพุ่งเข้าชนซ้ำ จนเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ”

เขาระบุว่า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเป็นงานที่ “ไม่รู้ล่วงหน้า” ว่าหน้างานจะเจออะไร ต่างจากการทำงานในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่มีสภาพแวดล้อมควบคุมได้มากกว่า

สถิติ 3 ปี รถพยาบาลชน 186 ครั้ง เสียชีวิต 32 ราย

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในช่วง 3 ปีงบประมาณย้อนหลัง 2567-2569มีรถพยาบาลประสบอุบัติเหตุรวม 186 ครั้ง และรถยนต์ราชการอีก 11 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตรวม 32 ราย และบาดเจ็บรวม 319 ราย

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่

  • ความอ่อนล้าจากการปฏิบัติงาน
  • ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ
  • ฝ่าฝืนสัญญาณจราจร
  • ถูกตัดหน้าบริเวณทางแยกหรือจุดกลับรถ
  • สัตว์วิ่งตัดหน้า
  • ทัศนวิสัยไม่ดี
  • สภาพอากาศและถนนไม่เอื้ออำนวย

ขณะที่ในปีงบประมาณ 2569 เพียงช่วงเดือนมกราคม-8 พฤษภาคม มีการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยในระบบโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชน รวม 382,626 ครั้ง เกิดอุบัติเหตุรถพยาบาล 21 ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นรถพยาบาลของโรงพยาบาลชุมชนถึง 15 ครั้ง เนื่องจากมีภารกิจส่งต่อผู้ป่วยจำนวนมาก

ข้อมูลการศึกษาอุบัติเหตุรถพยาบาลฉุกเฉินในประเทศไทยยังพบว่า ระหว่างปี 2559-2562 เกิดอุบัติเหตุรถพยาบาลชนรวม 110 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต 318 ราย โดยกว่า 80% เกิดระหว่าง “ส่งต่อผู้ป่วยระหว่างสถานพยาบาล”

น้องจูน

เรียกร้อง “ค่าเสี่ยงภัย-ความมั่นคงในอาชีพ”

ภายหลังเหตุสูญเสียครั้งล่าสุด ฉพ.เจษฎากร ระบุว่า แม้จะมีมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น กำหนดให้รถพยาบาลจำกัดความเร็ว ไม่ทำหัตถการระหว่างรถเคลื่อนที่ และพยายามลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ แต่หลายสถานการณ์ก็ยังควบคุมไม่ได้ เช่น สภาพอากาศ ถนน หรือเหตุไม่คาดคิดบนท้องถนน

สิ่งที่บุคลากรจำนวนมากเรียกร้อง คือ “การดูแลหลังเกิดเหตุ” และ “ความมั่นคงในวิชาชีพ”

เขาระบุว่า ปัจจุบันนักฉุกเฉินการแพทย์และเจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์จำนวนมาก ยังไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ แม้จะทำงานอยู่ในโรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะตำแหน่ง “นักฉุกเฉินการแพทย์” และ “เจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์” ยังไม่มีกรอบตำแหน่งในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

ที่ผ่านมา ช่วงโควิด-19 เคยมีการบรรจุบางส่วน แต่ใช้ตำแหน่ง “นักวิชาการสาธารณสุข” แทน ซึ่งส่งผลต่อสิทธิประโยชน์หลายด้าน โดยเฉพาะค่าตอบแทนเวรและความก้าวหน้าในสายวิชาชีพ

ปัจจุบันบุคลากรจำนวนมากจึงอยู่ในสถานะ “พนักงานกระทรวงสาธารณสุข” หรือ “ลูกจ้าง” มากกว่าจะเป็นข้าราชการ

ชี้ทำงานเสี่ยงสูง แต่ยังไม่มี “ค่าเสี่ยงภัย”

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง คือ บุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉินยังไม่มี “ค่าตอบแทนความเสี่ยงภัย” โดยตรง แม้ต้องทำงานบนความเสี่ยงทุกวัน

“ทุกวันนี้ยังไม่มีค่าตอบแทนพิเศษด้านความเสี่ยง นอกเหนือจากเงินเดือนหรือค่าใบประกอบวิชาชีพ”

นายกสมาคมนักฉุกเฉินการแพทย์ฯ มองว่า หลายวิชาชีพที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยงยังมีค่าตอบแทนเฉพาะด้าน แต่บุคลากรบนรถพยาบาลซึ่งต้องออกเผชิญเหตุจริงกลับยังไม่มีระบบรองรับอย่างเหมาะสม

เขาระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการเยียวยาหลังสูญเสีย แต่คือการทำอย่างไรให้บุคลากรรู้สึกว่า “ระบบเห็นคุณค่า” ของงานที่พวกเขาทำ

“อยากให้คนรู้จักคนหลังรถพยาบาลมากขึ้น”

ฉพ.เจษฎากร ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากสื่อสารต่อสังคมคือ การทำให้ประชาชนรู้จักบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉินมากขึ้น เพราะเมื่อประชาชนโทร 1669 คนที่ออกไปถึงจุดเกิดเหตุ ไม่ได้มีเพียงแพทย์หรือพยาบาลเท่านั้น แต่ยังมีนักฉุกเฉินการแพทย์ เจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ และผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินอีกจำนวนมาก ที่ทำหน้าที่เป็น “ด่านแรก” ของการรักษาชีวิต

“คนกลุ่มนี้คือกำลังหลักที่ขับเคลื่อนระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทย แต่หลายครั้งสังคมอาจยังไม่รู้จักพวกเขามากพอ”


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active