‘ค่าไฟฟ้า’ ภาระหนักการเงิน! กสม. ชงข้อเสนอปรับโครงสร้างราคาเป็นธรรมคนทุกกลุ่ม

เดินหน้ารวบรวมข้อมูลสำรวจรายภาค พบ ประชาชนแบกรับภาระค่าไฟสูง จ่ายใกล้เคียงกับรายได้ ขณะที่ กลุ่มเปราะบาง ชุมชนพื้นที่เกาะ พื้นที่ห่างไกล เจอปัญหาข้อพิพาทที่ดิน ยังเข้าไม่ถึงไฟฟ้า ห่วง พรรคการเมืองขายนโยบายลดค่าไฟ ช่วยเพียงระยะสั้น หวั่นภาระงบประมาณ เตรียมจัดทำข้อสรุป ข้อเสนอเชิงนโยบาย ถึง ครม. เน้นเป้าหมายกลุ่มเปราะบางต้องไม่ให้ตกหล่นจากสิทธิขั้นพื้นฐาน ปรับปรุงโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าให้เป็นธรรมกับทุกคน

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 69 จุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า ภายหลัง กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนถึงผลกระทบจากราคาค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน เช่น ปริมาณไฟฟ้าสำรองที่เกินความจำเป็น และรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่ทำให้ต้นทุนส่วนเกินถูกส่งต่อมายังบิลค่าไฟของประชาชน เพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม กสม. จึงได้มีโครงการจัดทำข้อเสนอแนะในการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและรับฟังเสียงรอบด้านจากทุกภาคส่วน โดยจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนใหม่ เพื่อหาจุดสมดุลที่ลงตัวระหว่างความมั่นคงด้านพลังงานและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เพื่อสร้างมาตรฐานราคาค่าไฟฟ้าที่ยุติธรรมและยั่งยืน

กสม. โดยคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือน ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ แม่โจ้โพล (ภาคเหนือ), อีสานโพล (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) และ หาดใหญ่โพล (ภาคใต้) ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นประชาชนกว่า 4,000 คน ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผลสำรวจเบื้องต้น ดังนี้ 

  1. สถานะทางการเงินและภาระค่าไฟฟ้า พบว่า กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 53.73 % มีรายจ่ายใกล้เคียงกับรายได้, ส่วนอีก 40.49 % มีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้, และมีผู้ตอบแบบสอบถาม 5.78 % ที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือนอย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาถึงระดับภาระค่าใช้จ่าย พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มองว่า “ค่าไฟฟ้า” เป็นภาระทางการเงินอันดับต้นๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่ระบุชัดเจนว่าค่าไฟคือภาระหนักที่สุดเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายอื่น สะท้อนว่าความรู้สึกแบกรับภาระไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดเงินในบิลค่าไฟเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับระดับรายได้และจำนวนสมาชิกในครอบครัวด้วย

  2. พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าและความเข้าใจต่อมาตรการของรัฐ ผลการสำรวจชี้ว่าประชาชนทุกภูมิภาคใช้ไฟฟ้าสูงสุดช่วง 18.00 – 21.00 น. ซึ่งเป็นช่วงกลับบ้านพักผ่อน เมื่อสอบถามถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบคิดค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาใช้งาน (Time of Use Tariff: TOU) พบว่าร้อยละ 77.19 ไม่รู้จักระบบค่าไฟตามช่วงเวลาใช้งาน (TOU) หรือระบบที่ช่วยให้ค่าไฟถูกลงหากปรับเวลาใช้ไฟ ข้อมูลนี้สะท้อนถึงช่องว่างขนาดใหญ่ในการสื่อสารที่รัฐต้องเร่งให้ความรู้แก่ประชาชน

  3. การเข้าถึงสิทธิการอุดหนุนค่าไฟฟ้าจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บิลค่าไฟไม่เกิน 315 บาท) พบว่ากว่าร้อยละ 68.62 ไม่เคยได้รับสิทธินี้เลย และร้อยละ 16.40 เคยได้รับ แต่ปัจจุบันหลุดเกณฑ์ไปแล้ว โดยให้เหตุผลว่า “ใช้ไฟเกิน” เพราะสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นและอุปกรณ์ไฟฟ้าจำเป็นมีมากขึ้น เช่น พัดลม แอร์ ตู้เย็น และจำนวนสมาชิกในครัวเรือนมากขึ้น ทำให้วงเงินช่วยเหลือเดิมไม่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตจริงในปัจจุบัน

  4. ผลกระทบในช่วงที่ค่าไฟฟ้าราคาสูง พบว่าผลกระทบที่รุนแรงที่สุดคือ ประชาชนต้องลดค่าอาหารและค่าเดินทางเพื่อนำเงินมาจ่ายค่าไฟ รวมถึงส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานที่บ้าน (Work from Home) เนื่องจากกังวลเรื่องค่าไฟจากการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

นอกจากผลโพลแล้ว กสม. ยังได้จัดเวทีรับฟังความเห็นในภาคอีสาน ที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 และภาคใต้ ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ประชาชนร่วมกันสะท้อนปัญหา เช่น ประเด็นความโปร่งใสของโครงสร้างราคา ประชาชนกังวลเรื่อง ค่า Ft และค่าความพร้อมจ่าย ที่ต้องแบกรับภาระแทนโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง 

ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยกับ The Active  ภายหลังได้ลงพื้นที่ร่วมเวทีรับฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา โดยได้แบ่งกลุ่มอภิปรายเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้สะท้อนปัญหาและนำเสนอข้อเสนอแนะ ซึ่งจากการอภิปรายและระดมความคิดเห็น ได้ข้อสรุปที่สำคัญดังนี้

1. ประเด็นปัญหาสำคัญที่พบในภาคใต้ 

โดยพบประเด็น ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงไฟฟ้าของกลุ่มพื้นที่เฉพาะ เช่น ชุมชนบนเกาะ ชุมชนที่ไม่มีเอกสารสิทธิหรือที่มีข้อขัดแย้งเรื่องที่ดินกับรัฐ ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงมิเตอร์ถาวร ซึ่งการใช้มิเตอร์ชั่วคราวทำให้มีภาระค่าไฟสูง โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่บนเกาะ ต้องอาศัยการปั่นไฟของเอกชนซึ่งมีราคาค่าไฟฟ้าสูงถึงหน่วยละ 20 บาท บางเกาะต้องจ่ายก่อนถึงจะมีสิทธิใช้ไฟ ในขณะที่บางเกาะยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เช่น ชุมชนมอแกน

  • ผลกระทบเชิงพื้นที่ พื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้าต้องรับภาระด้านสิ่งแวดล้อม แต่กองทุนโรงไฟฟ้าไม่ได้ถูกนำมาแก้ปัญหา และได้รับการกระจายผลประโยชน์จากกองทุนอย่างไม่เป็นธรรม

  • คุณภาพในการบริการ พบปัญหาไฟตกและไฟดับบ่อยครั้ง ความยุ่งยากในการเตรียมเอกสาร รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการให้บริการ รวมถึงความยุ่งยากซับซ้อนในการใช้โซลาร์เซลล์ และความโปร่งใสในการให้บริการ

  • กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ หรือครัวเรือนที่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ไฟ ไม่ได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึง

  • การกำหนดราคาค่าไฟฟ้าในอัตราก้าวหน้าส่งผลให้ครัวเรือนที่มีสมาชิกมากต้องจ่ายในอัตราที่แพงขึ้น ในขณะที่ค่าเฉลี่ยการใช้ไฟต่อหัวใกล้เคียงกับครัวเรือนทั่วไป
ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ภาพ : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

2. ข้อเสนอแนะจากที่ประชุม 

  • ควรมีแผนแม่บทในการจัดการพลังงานในระดับพื้นที่ เพื่อกระจายอำนาจให้ประชาชนและหน่วยงานในระดับภูมิภาคหรือท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เนื่องจากรับรู้สภาพปัญหาในพื้นที่ รวมทั้งเสนอให้หน่วยงานควรมีการบูรณาการข้อมูลในการกำหนดมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

  • รัฐควรส่งเสริมชุมชนในการใช้พลังงานทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ

  • รัฐควรสนับสนุนโซลาร์เซลล์ชุมชนสำหรับกลุ่มพื้นที่ที่มีปัญหาเฉพาะ

  • ควรกำหนดให้กลุ่มที่มีความจำเป็นต้องใช้มิเตอร์ชั่วคราวเป็นกลุ่มผู้ใช้ไฟประเภทใหม่ และควรปรับแก้ไขหลักเกณฑ์เพื่อให้กลุ่มคนดังกล่าวได้เข้าถึงมิเตอร์ถาวรอย่างเป็นธรรม

  • อุปกรณ์ติดตั้งระบบไฟฟ้าควรเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่รัฐควรสนับสนุน

  • เสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บค่าไฟเพื่อให้ค่าธรรมเนียมในการจัดเก็บเป็นรายได้พัฒนาท้องถิ่น

ขณะที่ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงสรุปข้อเสนอที่ได้จากเวทีรับฟังเสียงประชาชนทั้งในภาคอีสาน และภาคใต้ ที่ตรงกัน ประกอบด้วย

  • ขอให้รัฐเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริงอย่างตรงไปตรงมา และทบทวนการคิดค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า

  • ความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ห่างไกล ชุมชนคนจนเมืองและชาวเกาะที่ไม่มีสิทธิในที่ดิน ไม่สามารถติดตั้งมิเตอร์ถาวรได้ ทำให้ต้องจ่ายค่าไฟประเภทชั่วคราวในราคาที่สูงกว่าปกติมาก

  • สิทธิการมีส่วนร่วม การร่างแผนพลังงาน (PDP) มักทำผ่านเว็บไซต์ซึ่งเข้าถึงยาก ประชาชนจึงต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายอย่างแท้จริง
จุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ภาพ : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมเวทียังตั้งคำถามถึง ความยุติธรรมของราคาค่าไฟเท่ากันทั่วประเทศ (Uniform Tariff) โดยเห็นว่าชุมชนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าซึ่งเสียสละพื้นที่และแบกรับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ควรได้รับส่วนลดค่าไฟเป็นการชดเชย 

พร้อมเสนอให้รัฐชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อลดปริมาณไฟสำรองที่ล้นเกิน และเรียกร้องให้มี “กองทุนโซลาร์เซลล์” สนับสนุนการติดตั้งบนหลังคาเรือนโดยให้ประชาชนผ่อนชำระคืนในภายหลัง เพื่อลดภาระค่าไฟในระยะยาว

ห่วง ‘นโยบายลดค่าไฟ’ ของพรรคการเมือง ช่วยเพียงระยะสั้น ส่งผลภาระงบประมาณ

ส่วนกรณีที่หลายพรรคการเมือง ที่กำลังเดินหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล ล้วนมีนโยบายในการลดค่าครองชีพประชาชน ด้วยการแข่งลดค่าไฟฟ้า เหลือหน่วยละ 3 บาทบ้าง 3.50 บาทบ้างนั้น กสม. เห็นตรงกัน เป็นเพียงการแก้ปัญหาในระยะสั้น ไม่ยั่งยืน และ ส่งผลกระทบภาระงบประมาณที่ต้องนำมาใช้อุ้ม หรือ อุดหนุน ในภาวะที่งบประมาณมีจำกัด 

“ต้องไม่ลืมว่า การกำหนดเพื่อลดค่าไฟฟ้า ที่คิดขึ้นมาได้ตัวเลข 3 บาทบ้าง 3.50 บ้าง เป็นการเอาเงินภาษีประชาชนมาอุดหนุน ไม่ได้แก้โครงสร้างค่าไฟ ที่พิจารณาจากต้นทุนที่แท้จริง สิ่งนี้แหละที่ กสม.อยากจะเปิดเผยข้อมูลนี้ให้ประชาชนได้เห็นว่าต้นทุนค่าไฟที่แท้จริงมาจากอะไร จากก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าแต่ละโรงที่สร้างมากขึ้น แค่ไหนอย่างไร และภาคธุรกิจพลังงานได้มารับชอบในส่วนนี้ไหม ซึ่งอาจจะลดค่าไฟได้โดยที่เราไม่ต้องนำภาษีประชาชนมาอุดหนุน เพราะธุรกิจพลังงานเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เรามีพลังานหมุนเวียนเข้ามาด้วย เหล่านี้เป็นต้นทุนที่ต้องเอามาเปิดเผย มาหาค่าไฟฟ้ที่เป็นธรรมไม่เป็นภาระภาษีประชาชน อันนี้จึงเป็นนโยบายที่ยั่งยืนในภาวะที่มีงบประมาณจำกัด”

ศยามล ไกยูรวงศ์

“เรื่องนี้เราได้หารือกัน มองว่าสุดท้ายการลดราคาค่าไฟ หรือช่วยจ่ายค่าไฟจะเป็นมาตราการระยะสั้น ที่เป็นเรื่องการสงเคราะห์ เพราะโครงสร้างค่าไฟไม่ได้กระเทือนอะไร เพียงแต่บิลค่าไฟลดลง เนื่องจากเอาเงินอีกก้อนหนึ่งเข้ามาสนับสนุน เพราะฉะนั้น เราก็เกรงว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นแค่การเดินหน้ารักษาสิ่งที่หาเสียงไว้กับประชาชน แต่ความยั่งยืนก็จะเป็นคำถามต่อไป เพราะถ้าเราดูในเรื่องของโครงสร้างไฟฟ้า การคิดค่าไฟที่ กสม.กำลังเดินหน้า และจะมีข้อเสนอไปยังรัฐบาล อันนี้น่าจะเป็นมาตรการที่ยั่งยืนกว่าในเชิงนโยบาย เพราะเป็นการลงลึกไปถึงโครงสร้างในการคิดค่าไฟที่เป็นธรรมยั่งยืนให้ประชาชน”  

จุมพล ขุนอ่อน

(ภาพ : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

ทั้งนี้ กสม. เดินหน้าเก็บข้อมูลต่อเนื่อง โดยจะมีเวทีรับฟังความเห็นอีก 2 ครั้ง ได้แก่ ภาคเหนือ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดเชียงใหม่ และภาคกลาง-ตะวันออก-ตะวันตก และในวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จะปิดรับโพลสำรวจออนไลน์ เมื่อรวบรวมข้อมูลครบทุกภูมิภาคแล้ว กสม. จะนำข้อมูลทั้งหมดมาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือ เพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบางไม่ให้ตกหล่นจากสิทธิขั้นพื้นฐาน และปรับปรุงโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าให้เป็นธรรมกับทุกคนอย่างแท้จริง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active