‘รถเก่า แลกรถใหม่’ ก่อนไป EV ระบบควบคุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมแค่ไหน ?

นักวิชาการ จี้ รัฐบาล เดินหน้าต่อ กม.PRTR และ ร่างแก้ พ.ร.บ.โรงงาน รองรับนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถ EV หวั่น ซากรถเก่าซ้ำเติมปัญหา ‘ขยะอิเล็กทรอนิกส์’ ล้นเมือง ไร้การจัดการที่ถูกต้อง 

จากนโยบายรัฐบาล “รถเก่าแลกรถใหม่” รวมถึงการให้สินเชื่อ Soft Loan ซื้อยานยนต์ใหม่ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน และลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าในส่วนของรถยนต์เก่าจะถูกนำไปจัดการต่ออย่างไร ?

สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ให้ความเห็นประเด็นนี้กับ The Active โดยชวนตั้งคำถามถึงมาตรการควบคุมกำกับดูแลการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถ EV โดยเฉพาะร่างกฎหมายอย่างน้อย 2 ฉบับ ที่ผ่านสภาฯ วาระแรกไปแล้วก่อนยุบสภา แต่อาจไม่ถูกนำกลับมาผลักดันให้เดินหน้าต่อ ได้แก่

  1. ร่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

  2. ร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. …. (กฎหมาย PRTR) โดยภาคประชาชน และกรมโรงงานอุตสาหกรรมมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน
สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

รถเก่าไม่ใช้ จัดการอย่างไร ?

สนธิ ระบุว่า ล่าสุดรัฐบาลมีนโยบายเอารถยนต์น้ำมันเก่าแลกเป็นรถ EV คาดว่าจะมีแนวทางในการจัดการ ซึ่งอาจเป็นการถอดแยกชิ้นส่วนรีไซเคิล ในส่วนประกอบของรถยนต์จะมีส่วนที่เป็น “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” หรือ “ขยะอุตสาหกรรม” ซึ่งเป็นอันตรายจะนำไปฝังกลบอย่างปลอดภัย หรือว่าไปดำเนินการต่อ แต่ในอนาคตขยะอิเล็กทรอนิกส์จะเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่ารถ EV ส่วนประกอบที่สำคัญก็คือแบตเตอรี่

“เรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องที่เร่งด่วน เพราะการส่งเสริมการใช้รถ EV แบตเตอรี่เก่า เครื่องยนต์ที่หมดสภาพจะจัดการอย่างไร แต่กลับกลายเป็นว่ากฎหมายที่จะกำกับดูแลชัดเจนยังไม่ออกมาในตอนนี้”

สนธิ คชวัฒน์

“ขยะอิเล็กทรอนิกส์” มากกว่า 4 แสนตันต่อปี เข้าระบบจัดการแค่ 20%

สนธิ ระบุด้วยว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์จากการสำรวจมีมากกว่า 400,000 ตันต่อปี แต่พบว่ามีเพียงแค่ 20% เท่านั้น ที่นำไปกำจัดอย่างถูกต้อง ส่วนอีก 80% มีการจัดารที่ไม่ถูกต้อง กล่าวคือ ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยมี “นโยบายตั้งโรงงานอุตสาหกรรม” โรงงานรีไซเคิล โรงงานประเภท 106 เพื่อรีไซเคิลขยะพลาสติกขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือขยะอันตราย แต่ก่อนหน้านี้มี คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม สำหรับการ ประกอบกิจการ บางประเภท กลายเป็นช่องว่างที่ทำให้โรงงานไปตั้งอยู่ตรงไหนก็ได้ โดยที่ไม่มีผังเมือง ทำให้เกิดโรงงานประเภทนี้มากกว่า 2,500 แห่ง ในภาคตะวันออก ภาคกลาง และตั้งอยู่ในพื้นที่ในชุมชน และมีการลักลอบดำเนินการโดยที่ประชาชนไม่เห็นด้วย จนเกิดการร้องเรียนหลายครั้ง

“โรงงานที่กำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกกฎหมายมีค่อนข้างน้อย เพราะต้องขออนุญาต รง.4  (ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน) โดยเฉพาะประเภท 105 และ 106 พอไปเปิดเสรี ตั้งโดยที่ไม่มีผังเมืองทำให้เกิดโรงงานขึ้นจำนวนมาก พอสุดท้ายเนื่องจากขยะเยอะ การควบคุมไม่ดีพอ ไม่เข้มงวดเรื่องกฎหมาย ทำให้เกิดกรณีแบบ แว็กซ์กาเบจ ที่ จ.ราชบุรี และ วินโพรเสส ที่ จ.ระยอง ที่ลักลอบฝังกลบจนเกิดไฟไหม้เป็นปัญหามลพิษในพื้นที่”

สนธิ คชวัฒน์

สนธิ ยังชี้ว่า จริง ๆ แล้วไทยมีโรงงานกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกกฎหมายประมาณ 20% และจำเห็นว่ามีผู้ประกอบการบางส่วนจากญี่ปุ่น มาตั้งในนิคมอุตสาหกรรม หรือค่ายโทรศัพท์มือถือ ที่รับซื้อเครื่องเก่าไปดำเนินการ แต่ยังถือว่ามีน้อย 

“ส่วนหนึ่งมาจากความไม่คุ้มค่า และ เราไม่มีกฎหมายในการแยกขยะ ทำให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ทุกวันนี้ไปฝากไว้ที่ไหนไปซาเล้ง รวบรวมจากบ้านไป ก็ไปแยกไปขาย บางส่วนก็จะทิ้งบ้าง ขยะพวกนี้ไปปนเปื้อนกับขยะชุมชน เทศบาลก็เอาไปฝังกลบ บางทีไม่ได้ฝังกลบก็ไปเทกอง 2,000 แห่งทั่วประเทศ นี่คือปัญหาบ้านเรา เพราะเราไม่มีกฎหมายในการแยกขยะที่ชัดเจน”

สนธิ คชวัฒน์

ร่างแก้ พ.ร.บ.โรงงาน – PRTR ช่วยควบคุมอย่างไร ?

ในส่วนของ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน และ ร่าง พ.ร.บ.PRTR จะมีส่วนสำคัญในการควบคุมขยะอิเล็กทรอนิกส์จากนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่ EV อย่างมาก ซึ่ง สนธิ เชื่อว่า สำหรับร่าง แก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน นั้น กมธ. ทำการศึกษาเสร็จเรียบร้อยพร้อมนำส่งกลับเข้าสภาฯ เดินหน้าต่อในวาระ 2-3 แต่มีการยุบสภาฯ เกิดขึ้น โดยหัวใจสำคัญของการ แก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน คือ จะแยกเป็นโรงงานอันตรายและไม่อันตราย จากปกติ โรงงาน คือ 50 แรงคน 50 แรงม้า ที่จะเป็นโรงงาน ส่วนที่ต่ำกว่านี้ไม่ใช่ ทำให้โรงงานที่อันตรายแต่ต่ำกว่า 50 แรงคน 50 แรงม้า ตกไปอยู่ในการดูแลของท้องถิ่น ทำให้เกิดปัญหา อย่างโรงงานผลิตพลุระเบิด และยังมีการกำหนดประเภทและขนาดของโรงงาน เช่น โรงงานประเภท 105 (เน้นคัดแยก ฝังกลบ) 106 (เน้นนำของเสียมาผลิตใหม่หรือรีไซเคิล) โดยการก่อตั้งต้องรับฟังความเห็นจากประชาชน ต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงาน ทำให้ประชาชนและหน่วยงานสามารถติดตามตรวจสอบได้ โดยโรงงานมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้สาธารณะรับทราบด้วย

“เพราะฉะนั้นถ้าคุณเอาขยะไปแอบไปซ่อนจะทำไม่ได้ อันนี้คือข้อดีของ ร่างแก้ พ.ร.บ.โรงงาน รวมไปถึง การเพิ่มบทลงโทษพวกพวกที่ไปแอบลักลอบฝังกลบเจะค่อนข้างรุนแรง”

สนธิ คชวัฒน์

ส่วนกฎหมายอีกฉบับที่จะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมคือ ร่าง พ.ร.บ. PRTR คือ การรายงานข้อมูลมลพิษและทำเนียบการปลดปล่อยมลพิษและการเคลื่อนย้ายมลพิษ สนธิ อธิบายว่า กฎหมายฉบับนี้มีข้อดี คือ ให้ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับมลพิษรวมทั้งสารเคมีการเคลื่อนย้ายสารเคมีให้ประชาชนรับทราบด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อโรงงานไหนมาตั้งอยู่ข้างบ้าน เขาจะต้องบอกว่าโรงงานมีสารเคมี กากอุตสาหกรรมอยู่ปริมาณเท่าไหร่ ประเภทใดบ้าง ปล่อยมลพิษทางอากาศมลพิษทางน้ำปริมาณเท่าไหร่ เพราะที่ผ่านมาจะเห็นตัวอย่าง จากโรงงานไฟไหม้ที่มีสารเคมีในครอบครอง แต่ชาวบ้านไม่เคยรู้เลย แต่ในอนาคตจะต้องมีกฎหมายที่บอกว่าผู้ประกอบการต้องรายงานให้หน่วยงานทราบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำข้อมูลลงเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนได้รู้ว่าโรงงานเหล่านี้มีอะไรอยู่ และต้องตรวจตรวจสอบได้

“ทั้ง 2 ฉบับนี้ เป็นที่น่าเสียดายที่รัฐบาลปัจจุบัน ไม่หยิบยกขึ้นมาภายใน 60 วัน อย่าง PRTR ผู้ประกอบการบอกว่าไปกระทบเขา ว่าถ้าไปบอกหมดเลยว่าโรงงานมีสารเคมีอะไร มีกากอุตสาหกรรมอะไร ประชาชนก็แตกตื่นแล้วมาตรวจโรงงานจนไม่ได้ทำอะไรเขากังวลตรงนี้ แต่ในต่างประเทศ เขาไม่กังวลนะ ถ้าโรงงานคุณดี ผังเมืองถูกต้อง การอนุญาต รายงานถูกต้องจะไม่มีปัญหา แต่บ้านเรากลายเป็นผู้ประกอบการกลัวแล้วก็พยายามขัดขวางไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ออกมา”

สนธิ คชวัฒน์

“ร่าง กม.คืนซาก” อีกเครื่องมือที่ยังไม่ถูกดันสู่ สภาฯ

สนธิ ยังระบุว่า หากรัฐบาลจะเดินหน้าสู่ EV อย่างจริงจัง ร่างกฎหมายอีกฉบับที่ควรได้รับการสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการบังคับใช้ คือ พ.ร.บ. การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. … ที่กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรมร่วมร่างขึ้นมาและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนไปตั้งแต่ปี 2567 ที่ให้ผู้ผลิตผู้นำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีหน้าที่จัดตั้งระบบรับคืนซากผลิตภัณฑ์และจัดการอย่างถูกต้อง ซึ่งในต่างประเทศมีบังคับใช้แล้ว โดยขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่ หลอดไฟ ถ่านไฟฉาย จะทิ้งไม่ได้ ต้องคืนกับผู้ผลิต ซึ่งร่างกฎหมายนี้ยังไม่ถูกเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี ปัญหา คือ มีโรงงาน มีผู้ประกอบการหลายราย บอกว่าไปสร้างภาระ ต้องสร้างโรงงานรีไซเคิล โรงงานคัดแยก ซึ่งอาจจะไม่คุ้มค่า

“กฎหมายทั้ง 3 ฉบับนี้ ถ้าไม่มีถ้าไม่เกิดจะอันตรายมาก เพราะว่าพอเอารถเก่าไปแลกรถใหม่ รถเก่าไปเป็นซาก ไปกำจัดน้ำมันเครื่อง พวกแบตเตอรี่ พวกเครื่องยนต์ต่าง ๆ มันเก่า นี่คือขยะอันตรายทั้งนั้น เสี่ยงปนเปื้อนน้ำใต้ผิวดิน เพราะฉะนั้นถ้ามีกฎหมายรองรับ ผู้ประกอบการที่เอารถใหม่มาขายต้องเอาของเก่าไปจัดการ ไปรีไซเคิลในโรงงานที่ถูกกฎหมาย ส่วน PRTR ก็ช่วยให้บอกว่าโรงงานปล่อยอะไรบ้าง คุณเอากากอุตสาหกรรมไปไว้ไหน จัดการอย่างไร พ.ร.บ.โรงงาน ก็จะช่วยบอกว่าโรงงานตั้งที่ไหน มีการควบคุมกำกับดูแลอย่างไร ประชาชนตรวจสอบได้ เมื่อทุกอย่างโปร่งใส แต่น่าเสียดายว่าทั้ง 3 ฉบับนี้ รัฐบาลไม่เอา”

สนธิ คชวัฒน์


Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active