เครือข่ายสุขภาวะคนข้ามเพศ ตอบ 4 ข้อกังวลต่อสังคม หลอกลวง ละเมิดสิทธิ์ ความเสี่ยงระบบสุขภาพ ภัยความมั่นคง ? หากมีการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ย้ำความเข้าใจด้วยข้อมูล พร้อมชวนพรรคการเมือง ประกาศจุดยืนเมืองเท่าเทียม ด้วยการสนับสนุน กม.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ ในการเลือกตั้ง 69
เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศระดับชาติ และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม จัดเวที เพศของเรากำหนดเอง เพื่อแสดงจุดยืนเรื่อง การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ พร้อมการอ่านแถลงการณ์สนับสนุน สิทธิและศักดิ์ศรีของชุมชนคนข้ามเพศ ทอม กะเทย นอนไบนารี่ (Non-binary) และอินเตอร์เซ็กส์ (Intersex) ในประเทศไทย เพื่อชวนสังคมไทยร่วมคิด ร่วมตั้งคำถาม และร่วมมองหาคำตอบ ต่อข้อกังวลที่ถูกผลิตซ้ำในการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ

หากยกตัวอย่างกรณีล่าสุด ในการหาเสียงเลือกตั้ง 69 ที่บางพรรคการเมืองมีนโยบาย รับรองอัตลักษณ์ทางเพศของคนข้ามเพศ นอนไบนารี่ และอินเตอร์เซ็กส์ และกลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง เช่น
- ผู้หญิงข้ามเพศจะหลอกแต่งงานกับผู้ชาย ?
- การเปลี่ยนคำนำหน้านาม ทำให้สิทธิของผู้หญิงหรือผู้ชายลดลง ?
- บุคคลที่เปลี่ยนคำนำหน้านาม จะเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ยากขึ้นหรือปลอดภัยน้อยลง ?
- การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ เกี่ยวข้องหรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ?
ภาคีเครือข่ายจึงเปิดพื้นที่ในการรับฟังด้วยใจ เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ปลอดภัย มีตัวตน และมีสิทธิของทุกคนอย่างเท่าเทียม

ทั้งนี้ในการตอบข้อกังวลจากทางสังคมหลังจากที่มีประเด็นพูดถึงเรื่องการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ เช่น ถ้าผ่านกฎหมาย พ.ร.บ. รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ ผู้หญิงข้ามเพศจะใช้กฎหมายหลอกผู้ชายแต่งงาน
ฐิติญานันท์ หนักป้อ ผู้อำนวยการมูลนิธิซิสเตอร์ ยอมรับว่า แอบเสียความรู้สึกที่สังคมตั้งกำแพงไว้ก่อน ทั้งที่กฎหมายยังไม่เกิด หรือวิพากษ์โดยขาดข้อมูลมารับรอง โดยเฉพาะประเด็น การหลอกแต่งงานที่ถูกอ้างถึงทั้งในสภาหรือสังคม จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยกขึ้นมาพูดว่า เดี๋ยวเราจะดูไม่ออกว่าใครเป็นยังไง ซึ่งเป็นคำพูดที่ตนเองฟังแล้วเรารู้สึกกระแทกจิตใจ
“การแต่งงานของคนมันไม่ใช่เรื่องที่เปลี่ยนแปลงกันได้ง่าย ๆ ต้องใช้เวลาศึกษากับคนที่เรารักเนิ่นนานกว่าจะตัดสินใจว่าจะแต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไม่ได้เริ่มจากการหลอกลวงกันอย่างแน่นอน รวมถึงการยึดติดภาพลักษณ์ว่ากะเทยไทยสวยจนแยกไม่ออก เรารู้สึกว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ได้มีการรับรองหรือพิสูจน์มารองรับ”
ฐิติญานันท์ หนักป้อ
ผู้อำนวยการมูลนิธิซิสเตอร์ ยังยกตัวอย่างประเทศที่มีกฎหมายเปลี่ยนคำนำหน้านาม เช่น ประเทศไอซ์แลนด์ ยังไม่มีข้อมูลงานวิจัย หรือข้อมูลผลกระทบเชิงลบเรื่องการหลอกลวง ประเทศสวีเดน มีขั้นตอนผ่านกระบวนการรับรองเพศโดยเจตจำนงโดยรัฐซึ่งมีความละเอียดอ่อนอย่างมาก ที่สำคัญหากในกระบวนการรับรองเพศมีพฤติกรรมที่ส่อไปเรื่องของการหลอกลวงจะถูกยกเลิกทันที ซึ่งชัดเจนว่ารัฐก็ควบคุมเรื่องนี้เหมือนกัน ดังนั้นจึงอยากชวนสังคมมองในมุมสากล การศึกษา งานวิจัย เช่น การเปลี่ยนคำนำหน้าทำให้เกิดการหลอกลวงกันมากขึ้นหรือไม่ หรือทุกวันนี้มีการหลอกลวงกันอยู่แล้ว ในรูปแบบอื่นๆ ไม่ความเอาเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศมาผูกโยง และเป็นข้อโจมตี

ส่วนคำถามว่า เปลี่ยนคำนำหน้านามจะทำให้สิทธิของผู้หญิงหรือผู้ชายลดลงหรือไม่ ? อาทิตยา อาษา ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศระดับชาติ ย้ำว่า สิทธิมนุษยชนไม่ใช่สิ่งที่ต้องแย่งกัน การมีอยู่ของคนข้ามเพศในการใช้คำนำหน้าชื่อที่ตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเอง ไม่ได้ทำให้สิทธิของผู้ชายผู้หญิงหายไป
กฎหมายเปรียบเทียบในหลายประเทศ ยืนยันหลักการอย่างชัดเจน เช่น กฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศของ ประเทศมอลตา ที่ได้ระบุไว้อย่างตรงไปตรงมาว่าการได้รับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ จะไม่กระทบสิทธิ หน้าที่ หรือความสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสมรส การเป็นบิดามารดา หรือสิทธิใด ๆ ที่บุคคลเคยมีมาก่อนการเปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้จากประสบการณ์ของประเทศไอซ์แลนด์ สอดคล้องว่า หลังจากการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศแล้ว ไม่พบว่ามีบริการหรือสิทธิที่จัดไว้ตามเพศกำเนิดได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่พักอาศัย การสนับสนุนเรื่องสิทธิสตรี การจัดบริการในโรงพยาบาล หรือการบริหารงานในเรือนจำ
“สิ่งที่เกิดขึ้นจริง คือ การยืนยันการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ ไม่ได้ทำให้สิทธิของใครคนใดคนหนึ่งลดต่ำลง แต่เป็นการที่คนกลุ่มหนึ่งไม่ว่าจะเป็นคนข้ามเพศ นอนไบนารี่ หรืออินเตอร์เซ็กส์ ไม่ต้องถูกปฏิเสธตัวตนอีกต่อไป รวมถึงด้านบริการทางสังคม การคุ้มครองทางกฎหมาย ดังนั้นคำกล่าวอ้างที่ว่ามาผมคิดว่าอาจจะไม่ใช่ข้อเท็จจริง”
อาทิตยา อาษา

ขณะที่ ณชเล บุญญาภิสมภาร รองประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ชี้แจงถึงคำถามที่ว่า หากมีการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อแล้วจะทำให้การเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ยากขึ้น หรือปลอดภัยน้อยลง ว่า ในทางการแพทย์การรักษาพยาบาลพิจารณาจากร่างกายจริงของผู้ใช้บริการนะครับเป็นหลัก ไม่ใช่ดูจากคำนำหน้านามหรือเพศในบัตรประชาชนเพียงอย่างเดียว ดังนั้นคำนำหน้านามไม่ใช่ปัจจัยหลักของการรักษาพยาบาล
และแม้ว่าการรู้เพศกำเนิดจะมีความสำคัญในการวินิจฉัยโรค เพื่อใช้ในการระบุแนวทางในการรักษาที่เหมาะสมได้ แต่การรู้เพศกำเนิดของคนข้ามเพศในทางการแพทย์ไม่ใช่เหตุผลที่จะออกมาคัดค้านการมีกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ
ในระดับสากล องค์การอนามัยโลก (WHO) ยอมรับ และก็สนับสนุนการบริบาลเพื่อการยืนยันเพศ (Gender-affirming care) ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพของคนข้ามเพศ โดยไม่ได้มองว่าการข้ามเพศเป็นเรื่องผิดปกติทางจิต และการบริบาลเพื่อการข้ามเพศ เป็นการช่วยให้คุณภาพชีวิต สุขภาพองค์รวม และเป็นการทำให้สิทธิมนุษยชนของคนข้ามเพศเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ ในสังคม ประเทศมอลตา มีการจัดบริการเฉพาะให้กับคนที่เป็นคนข้ามเพศตั้งแต่ปี 2018 ใช้รูปแบบของ Informed Consent คือ มีการดูแลผู้รับบริการ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศไม่ได้ทำให้การรักษายากขึ้น แต่กลับเป็นแนวทางในการที่จะทำให้การรักษาถูกต้อง เหมาะสม และเป็นมิตรกับคนทุกคนที่เดินเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ
ที่สำคัญ การบริบาลเพื่อการยืนยันเพศไม่ได้หมายถึงแค่ฮอร์โมน หรือการผ่าตัดเพียงเท่านั้น แต่รวมถึงการยืนยันเพศทางสังคม คือการใช้ชื่อ สรรพนาม และคำนำหน้านาม ตามเจตจำนงของผู้ใช้บริการ ซึ่งปัจจุบันการเก็บข้อมูลในสถานบริการสุขภาพ สามารถเก็บโดยที่ใช้แนวทางของการเก็บแบบ 2 ขั้นตอน คือถามเพศกำเนิด หรือถามอัตลักษณ์ทางเพศ แล้วเก็บข้อมูลเหล่านั้นอยู่ในเวชระเบียนของคนไข้ เพื่อเวลาคนไข้เข้าสู่ระบบบริการสามารถที่จะกลับไปดูประวัติคนไข้ว่า คนไข้คนนี้มีเพศกำเนิดใด และมีอัตลักษณ์ทางเพศแบบไหน เพื่อเป็นการวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง และเหมาะสมกับคนไข้ที่มีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างกัน
ดังนั้นสิ่งที่ต้องนำมาคุยกันคือเราจะพัฒนาระบบบริการสุขภาพในรูปแบบนี้ได้อย่างไรเพื่อไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป็นสิ่งที่สังคมต้องร่วมกันหาทางออก และในฐานะคณะทำงานฯ อยากได้การสนับสนุนจากทางสังคม บุคลากรด้านสาธารณสุข ร่วมคิด ร่วมทำ ให้มีแนวทางในการปฏิบัติได้จริง
“แนวทางนี้สามารถเก็บได้กับคนทุกเพศ ไม่ใช่เก็บเฉพาะคนข้ามเพศ เพราะเราเชื่อว่ามนุษย์มีอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลาย สลับไปสลับมา เปลี่ยนแปลงได้ตามเวลานะคะ ดังนั้นการเก็บข้อมูลแบบสองแนวทาง เป็นเรื่องที่มีประโยชน์สำหรับสถานบริการสุขภาพทุกสถานบริการ เราจะได้ไม่ไปเลือกปฏิบัติกับคนที่เป็นคนข้ามเพศ คนที่เป็น นอนไบนารี่ หรืออินเตอร์เซ็กส์”
ณชเล บุญญาภิสมภาร

ส่วนคำถามว่า กฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ หรือการเปลี่ยนคำนำหน้านามจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ คณะทำงานเครือข่ายทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี่ เพื่อความเท่าเทียม (Trans Equal) ตฤณ พัฒนเวโรจน์ ชี้แจงว่า ข้อนี้ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่ายังไม่มีข้อเท็จจริงว่าจะรับรองความกังวลนี้ได้หรือไม่ แต่ในประเทศที่มีกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศที่บังคับใช้มาแล้วยังไม่พบปัญหาความมั่นคง หรือความสงบเรียบร้อยทางสังคม รายงานจากประเทศไอซ์แลนด์ ยังยืนยันว่าหลังออกกฎหมายแล้ว บริการสาธารณะ และการจัดการเรือนจำยังดำเนินการตามปกติด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่ได้มีผลกระทบด้านลบตามที่มีคนกังวล
ในขณะเดียวกัน ประเทศมอลตา ที่มีการแก้ไขกฎหมายโดยที่ให้ผู้ต้องขังสามารถที่จะใช้ใบรับรองรับรองเพศเพื่อจัดให้อยู่ในเรือนจำตามเพศสภาพของตัวเอง ยังเป็นแนวทางที่จะช่วยให้เกิดความปลอดภัยต่อทั้งผู้ต้องขัง และระบบโดยรวม
“รัฐสามารถที่จะออกแบบระบบคุ้มครองได้โดยไม่ละเมิดสิทธิของใครผู้ใดผู้หนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือกฎหมายจะเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีตัวตน มีศักดิ์ศรี แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่สงบ และยั่งยืนต่อไป”
ตฤณ พัฒนเวโรจน์

คณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศระดับชาติ และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ยังร่วมกันอ่าน แถลงการณ์ ว่าด้วยการเปิดพื้นที่ร่วมกันเพื่อรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ และการสร้างสังคมที่เป็นธรรมทางเพศของคนทุกคน เพื่อเน้นย้ำว่าการกำหนดเพศของตนเองตามเจตจำนง ถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้รับการเคารพอย่างเต็มที่ บุคคลทุกคนมีสิทธิส่วนบุคคลในการระบุ และแสดงออกอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง การตัดสินใจดังกล่าวต้องได้รับการเคารพต่อคุณค่า และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างไม่มีเงื่อนไข แนวคิดการรับรองเพศตามเจตจำนงของตนเอง (Self-determination) ได้รับการรับรองอย่างแพร่หลายในระดับสากล ว่าเป็นหัวใจสำคัญของหลักการสิทธิมนุษยชน โดยไม่จำเป็นต้องมีข้อกำหนดด้านการแพทย์ หรือการรับรองจากผู้อื่น ทั้งนี้ นักปกป้องสิทธิได้เน้นย้ำไว้อย่างชัดเจนว่า ทุกคนควรมีสิทธิในการระบุเพศของตนเอง เพราะคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งสะท้อนถึงหลักการสิทธิในการกำหนดชีวิตของตนเอง (Right to self-determination) ที่เรายึดมั่น
แม้ประเทศไทยจะก้าวหน้าด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ ด้วยการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม เปิดโอกาสให้ทุกคู่สามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเสมอภาค แต่ประชาชนกลุ่มคนข้ามเพศ นอนไบนารี่ หรืออินเตอร์เซ็กส์ ยังคงไม่ได้รับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพที่แท้จริงของตนในทางกฎหมาย ระบบกฎหมายปัจจุบันยังคงจำกัดการรับรองสิทธิ และสถานะของบุคคลเพียงกรอบสองเพศ ชาย-หญิง เท่านั้น ส่งผลให้บุคคลคนข้ามเพศ นอนไบนารี่ หรืออินเตอร์เซ็กส์ ยังไม่มีช่องทางเปลี่ยนแปลงสถานะทางเพศ หรือคำนำหน้าชื่อตามที่ตนเองระบุได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผลที่ตามมาคือ คนกลุ่มนี้ต้องประสบกับอุปสรรค และการเลือกปฏิบัติในชีวิตประจำวันหลายด้าน
เช่น การใช้เอกสารราชการที่ระบุเพศไม่ตรงกับตัวตน นำไปสู่ความเสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธการรับเข้าทำงาน หรือถูกตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือในที่สาธารณะและบริการสาธารณะ เช่น การทำธุรกรรมทางการเงิน การใช้บริการสายการบิน การเดินทางเข้าออกประเทศ เป็นต้น การเข้าถึงบริการสุขภาพในบริการเฉพาะทางอาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลในเอกสาร ส่งผลให้ได้รับบริการที่ไม่เป็นมิตร และถูกเลือกปฏิบัติจากการบริการสาธารณสุข ความเสี่ยงที่จะถูกคุกคาม ล่วงละเมิด หรือเผชิญความรุนแรงเนื่องจากอคติทางเพศ ที่ยังฝังรากลึกในสังคม ความไม่มั่นคงทางจิตใจจากการที่รัฐไม่ยอมรับรองการมีอยู่ของอัตลักษณ์ตามเพศที่แท้จริงของบุคคล
กรณีเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า การรับรองเพศสภาพตามเจตจำนงของแต่ละบุคคลไม่ใช่อภิสิทธิ์ที่จะให้หรือไม่ให้กับคนบางกลุ่ม แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการสร้างความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคมไทย ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาสังคมไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง เห็นได้จากการที่มีความพยายามผลักดันร่างกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศออกมาพร้อมกันถึง 4 ฉบับ ทั้งหน่วยงานรัฐ พรรคการเมือง และภาคประชาชน ซึ่งสะท้อนว่าภาคส่วนเห็นพ้องต้องกันถึงความจำเป็นในการรับรองสิทธิดังกล่าว อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายเหล่านั้นมิได้กลายเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้จริง ทำให้กลุ่มประชาชนคนข้ามเพศ นอนไบนารี่ หรืออินเตอร์เซ็กส์ ยังคงต้องรอคอยความยุติธรรมทางกฎหมายที่ควรจะเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานแล้ว
พวกเราจึงมีข้อเสนอต่อพรรคการเมืองทุกพรรค ให้กำหนดนโยบาย และประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ ในช่วงการเลือกตั้งที่จะมาถึง และผลักดันให้เกิดกฎหมายนี้อย่างจริงจัง เมื่อได้เข้ามาทำหน้าที่ในรัฐสภาทุกพรรคการเมืองควรให้คำมั่นร่วมกันว่าจะสนับสนุนการผ่านกฎหมายดังกล่าว เพื่อรับประกันว่าสิทธิ และศักดิ์ศรีของประชาชนทุกเพศจะได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมตามหลักการรัฐธรรมนูญ และหลักการสิทธิมนุษยชน
ในโอกาสนี้ พวกเราขอเชิญชวนภาครัฐ พรรคการเมือง นักวิชาการ ผู้ให้บริการสุขภาพ ภาคศาสนา ภาคธุรกิจ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป ร่วมเปิดพื้นที่พูดคุยอย่างสร้างสรรค์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง รับฟังข้อกังวล และร่วมกันออกแบบกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ ที่ตั้งอยู่บนหลักการของเจตจำนงของบุคคล
พวกเราเชื่อว่า สังคมที่เป็นธรรมทางเพศไม่ได้เกิดจากการเอาชนะกันทางความคิด แต่เกิดจากการร่วมกันรับผิดชอบต่อความแตกต่าง และการยอมรับว่าทุกคนมีคุณค่าในแบบของตนเอง การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพจึงไม่ใช่จุดจบของการถกเถียง หากเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ และเติบโตไปด้วยกันในฐานะสังคมเดียวกัน พวกเรายังคงเปิดพื้นที่ เปิดใจ และพร้อมร่วมพูดคุยกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสังคมไทยที่เคารพศักดิ์ศรีของคนทุกเพศ และก้าวไปสู่ความเสมอภาคอย่างยั่งยืนร่วมกัน
