เวทีสุขภาวะคนข้ามเพศ ชี้ มองรอบด้าน เสนอเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์วัดคุณภาพชีวิต และมูลค่าประหยัดค่ารักษา มุ่งสร้างระบบที่ยั่งยืน และลดข้อขัดแย้งในสังคม
ท่ามกลางกระแสถกเถียง และปมดรามาบนโลกออนไลน์ในการรบรรจุ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ งบประมาณปีละ 140 ล้านบาท กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในมิติของสิทธิ สุขภาพ ความเป็นธรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ รวมถึงการนำไปไปเปรียบเทียบกับ “วัคซีนเด็ก” ทำให้ไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดเป็นวงเสวนา “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศ : สิทธิในร่างกาย และเสียงของชุมชนในนโยบาย” ที่จัดโดยเครือข่ายชุมชนคนข้ามเพศ และเครือข่ายด้านสุขภาวะ ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อสร้างความเข้าใจต่อความสำคัญของการเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพบนหลักการสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางสุขภาพ และการมีส่วนร่วมของเจ้าของประสบการณ์
ณชเล บุญญาภิสมภาร ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ (คขพ.) กล่าวย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์หรือแนวทางการใช้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศอย่างถูกต้อง เมื่อกลุ่มคนข้ามเพศต้องการเข้ามารับคำปรึกษา จึงไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากการไปซื้อ ยาคุมกำเนิด มาใช้แทนฮอร์โมนเพื่อปรับสรีระ
ซึ่งในยุคนั้น กระบวนการส่งต่อความรู้จึงเป็นการลองผิดลองถูก และปรึกษากันเองผ่านกลุ่มเพื่อน พี่ ๆ หรือคนในชุมชนข้ามเพศด้วยกัน ซึ่งภายหลังประเทศไทยมีการพัฒนาด้านสิทธิ และการแพทย์มาอย่างยาวนาน จนปัจจุบันมีหลายองค์กร และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากที่สามารถให้บริการดูแลเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย

ณชเล ย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งมาพูดกัน ในส่วนของตัวเองทำงานผลักดันชุดสิทธิประโยชน์นี้มาตั้งแต่ปี 2020 ปัจจุบันเกือบ 6 ปีแล้ว เห็นพัฒนาการมาเรื่อย ๆ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่เพราะขับเคลื่อนกันมานานแล้ว เพียงแต่ตอนนี้สังคมเริ่มพัฒนาขึ้นจนหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในวงกว้าง
พร้อมชี้แจง 3 ปมดรามา ที่เป็นข้อถกเถียงในสังคมเวลานี้
- มองว่าเป็นสิทธิพิเศษ สังคมบางส่วนมองว่าการจัดสรรฮอร์โมนเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มที่รัฐให้สิทธิมากเกินไป
- นำไปเปรียบเทียบกับสิทธิอื่น มีการนำงบประมาณส่วนนี้ไปเปรียบเทียบกับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่อง “วัคซีนเด็ก” ซึ่งถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก
- ไม่เข้าใจกระบวนการจัดสรรงบประมาณ หลายคนเข้าใจว่าสิทธิประโยชน์ทั้งหมดเป็นงบฯ ก้อนเดียวที่ต้องแย่งกัน แต่ในความเป็นจริง กระบวนการออกชุดสิทธิประโยชน์แต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน มีเส้นทางและเงื่อนไขเฉพาะตัวที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งเรื่องนี้สังคมส่วนใหญ่ยังไม่รับรู้
“ภาคประชาชนพร้อมที่จะพูดคุยด้วยข้อมูลทางวิชาการ และชุดประสบการณ์จริงเสมอ แต่สิ่งที่ขาดหายไปและน่ากังวลที่สุดในเวลานี้ คือ บนโต๊ะนโยบายของรัฐสภาไม่มีคนแบบพวกเรานั่งอยู่ตรงนั้นเลย คุณกำลังพูดถึงเรื่องชุดสิทธิประโยชน์ของพวกเรา แต่ไม่มีพวกเราเข้าไปให้ความเห็น หรือร่วมอธิบายความจำเป็นของกลุ่มชุมชนตรงนี้ มีแต่คนอื่นมานั่งอธิบายแทนพวกเราเยอะมาก ซึ่งนี่คือความกังวลหลักในปัจจุบัน”
ณชเล บุญญาภิสมภาร

นพ. ฐิติสันต์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.ศูนย์บริการสาธารณสุข 28 กรุงธนบุรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินงานด้านสาธารณสุขเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) ระบุว่า ปัจจุบัน กทม. มีศูนย์บริการสาธารณสุขทั้งหมด 69 แห่ง ซึ่งได้เริ่มขับเคลื่อนนโยบายการจัดตั้งคลินิกเฉพาะทางภายใต้ชื่อ BKK Pride Clinic มาตั้งแต่ปี 65 เพื่อให้บริการและให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ
จุดเริ่มต้นเป็นการต่อยอดมาจากงานสาธารณสุขเชิงป้องกัน เดิมทีศูนย์บริการสาธารณสุขมุ่งเน้นการให้บริการเกี่ยวกับเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงการจ่ายยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ (PrEP) และยาป้องกันหลังการสัมผัสเชื้อ (PEP) แต่จากการปฏิบัติงานจริง ทางการแพทย์พบความจำเป็นที่จะต้องขยายขอบเขตการบริการเพื่อให้สามารถดูแลสุขภาวะของผู้รับบริการได้อย่างเป็นองค์รวม
“เรามีความรู้สึกว่าถ้าเรามานั่งดูแค่ว่าเขามีความเสี่ยงเรื่อง HIV หรือโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เพียงแค่นี้ มันอาจจะไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาสุขภาพจิตเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการคิดและการตัดสินใจในพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ยิ่งผู้รับบริการอายุน้อย ยิ่งขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนอย่างถูกต้อง ส่วนใหญ่ซื้อยามาใช้เองโดยไม่มีการตรวจติดตามผล ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งในทางการแพทย์”
นพ. ฐิติสันต์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
นพ.ฐิติสันต์ กล่าวอีกว่า จากการขยายผลการบริการและเก็บข้อมูลในกลุ่มเยาวชนหลากเพศที่เข้ามาโรงพยาบาลหรือศูนย์บริการฯ พบว่า มีความน่ากังวลใน 2 ประเด็นหลัก คือ การใช้ยาฮอร์โมนผิดประเภทหรือผิดขนาด และการขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการตรวจติดตามผลทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งผู้ใช้ฮอร์โมนจำเป็นต้องเข้ารับการเช็กระดับฮอร์โมนให้เหมาะสมอยู่เสมอ รวมถึงการเฝ้าระวังผลข้างเคียงร้ายแรง
ทั้งนี้ การใช้ฮอร์โมนอย่างไม่ถูกต้องและไม่มีแพทย์ควบคุม สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายทั้งในระยะสั้น เกิดความผิดปกติของระดับไขมันในเลือด ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะไขมันอุดตัน และผลกระทบระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจต่างๆ รวมถึงภาวะกระดูกพรุนก่อนวัยอันควร รวมถึงความกดดันทางสังคม และการไม่ยอมรับจากสังคมรอบข้าง ส่งผลให้เยาวชนกลุ่มนี้เผชิญภาวะซึมเศร้า ร่วมกับมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือบางรายอาจไปถึงขั้นการใช้สารเสพติด
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน BKK Pride Clinic จึงได้ปรับมุมมองและกลยุทธ์ในการเข้าหาเยาวชน โดยเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นพูดถึงเรื่องโรคติดต่อหรือ HIV มาเป็นการเปิดพื้นที่ปลอดภัยเพื่อดูแลเรื่องการใช้ฮอร์โมนโดยตรง พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนเดินเข้ามาปรึกษาแพทย์ผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษ ซึ่งปัจจุบัน ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ได้เปิดให้บริการเจาะเลือดเพื่อตรวจเช็กระดับฮอร์โมนฟรีให้แก่ผู้รับบริการมาตั้งแต่ปี 2565 นอกจากนี้ ในส่วนของตัวยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ แม้จะยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบฯ จาก สปสช. ให้เป็นยาฟรีเต็มรูปแบบ แต่ทาง กทม. ได้ใช้วิธีจัดหาและจำหน่ายยาฮอร์โมนให้แก่ผู้รับบริการในราคาทุน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และไม่ให้เยาวชนไปซื้อยาปลอม หรือยาที่ไม่มีคุณภาพจากช่องทางออนไลน์ภายนอก ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยที่ กทม. ยังสามารถนำร่องบริการฉีดวัคซีน PCV ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไปพร้อมกันได้ด้วย

สอดคล้องกับข้อมูลจาก พีราณี ศุภลักษณ์ ผู้เชี่ยวชาญและประสานงานด้านสิทธิเด็ก และความหลากหลายทางเพศ Save The Children Thailand ที่เปิดเผยถึงประสบการณ์จากการลงพื้นที่ร่วมพูดคุยกับกลุ่มเด็ก และเยาวชนที่เป็นผู้หญิงข้ามเพศ พบว่าเยาวชนในกลุ่มดังกล่าวเกือบทั้งหมดเคยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากมีอาการส่งผลต่อสุขภาพจากการซื้อยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนมาใช้เองจนเกินขนาด
สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การขาดการเข้าถึงข้อมูล และการสนับสนุนด้านบริการสุขภาพที่เพียงพอทำให้เด็กเลือกแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล และหน่วยบริการสาธารณสุขยิ่งมีน้อยลงเมื่อเทียบกับกรุงเทพมหานคร พร้อมย้ำว่า เรื่องของฮอร์โมนคือเรื่องของสุขภาพในทุกมิติ ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิตใจ และการใช้ชีวิตในทุกๆ วันของเด็กด้วย
สอดคล้องกับรายงานผลการวิจัยด้านสุขภาพจิต และสุขภาวะของเด็กและเยาวชนเพศหลากหลายในประเทศไทย ซึ่งองค์การ Save the Children ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำขึ้นในปี 2567 ที่ผ่านมา พบข้อมูลสถิติที่น่ากังวล คือ มีความคิดฆ่าตัวตายสูงถึง 50% ของกลุ่มตัวอย่าง มีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล สูงถึง 80% โดยกลุ่มที่เสี่ยงสูงสุด คือกลุ่มชายข้ามเพศ หรือทอม ทรานส์แมน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีตัวเลขความเสี่ยง และภาวะเหล่านี้สูงที่สุด
งานวิจัยยังระบุว่า สังคมไทยยังคงมีค่านิยมในการบังคับให้เด็กต้องเติบโตและเป็นไปตามกรอบเพศชายหรือหญิง (Binary) โดยพบว่ามีเด็กเพศหลากหลายโดนบังคับสูงกว่า 40% แต่ในกลุ่มชายข้ามเพศ กลับถูกกดดันและบังคับสูงถึงกว่า 60% ซึ่งการบังคับเหล่านี้นอกจากจะไม่เป็นผลสำเร็จแล้ว ยังกลายเป็นรากฐานที่สะท้อนว่าสังคมไทยยังขาดความเข้าใจ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิตใจของเยาวชน
ทั้งนี้ หากมองในแง่ของกฎหมาย ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตั้งแต่ ปี 2535 ซึ่งนับเป็นระยะเวลากว่า 34 ปีแล้ว นั่นหมายความว่า รัฐมีหน้าที่ต้องเติมเต็มสิทธิเด็กในทุกๆ ด้าน และทุกการกระทำที่เกี่ยวข้องกับเด็กจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก ซึ่งรวมถึงสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขเพื่อส่งเสริมสุขภาวะโดยรวมด้วย
“ในแง่ปฏิบัติของการข้ามเพศในวัยเด็กนั้น ไม่ใช่เพียงเรื่องของร่างกาย แต่เป็นเรื่องทางจิตสังคม ตั้งแต่การเริ่มเรียกชื่อตนเองและการเปิดตัวกับคนรอบข้าง ซึ่งปัจจุบันการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของเด็กยังจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ดังนั้นการยอมรับของครอบครัว จึงถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด และเป็นด่านแรก ที่จะช่วยให้เด็กสามารถยืนยันเพศสภาพของตนเองได้อย่างปลอดภัย มีสุขภาวะทางจิตใจที่ดี และไม่ต้องเสี่ยงชีวิตไปกับการดูแลสุขภาพแบบผิด ๆ อีกต่อไป
พีราณี ศุภลักษณ์
ย้อนเส้นทางต่อสู้โดยภาคประชาชนเพื่อได้ชุดสิทธิประโยชน์ “ทำแท้งปลอดภัย – HIV”

ปสุตา ชื้นขจร เจ้าหน้าที่รณรงค์เชิงนโยบาย มูลนิธิทำทาง เล่าถึงเส้นทางการต่อสู้เพื่อแก้ไขกฎหมายยุติการตั้งครรภ์ครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2564 กว่าจะเดินมาถึงจุดเปลี่ยนนี้ ได้เกิดแรงขับเคลื่อน และการต่อสู้จากภาคประชาสังคมมาอย่างยาวนาน
โดยก่อนหน้านี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือเพื่อแก้ไขกฎหมายมาแล้ว 4 ครั้ง เช่น ในปี พ.ศ. 2548 แม้กฎหมายอาญาจะยังไม่เอื้ออำนวย แต่กลุ่มผู้ขับเคลื่อนมองว่าเรื่องนี้คือ สิทธิในเนื้อตัวร่างกาย ที่กฎหมายไม่ควรปิดกั้น เพราะการบังคับให้ตั้งครรภ์ต่อทั้งที่ไม่มีความพร้อม จะยิ่งผลักให้ผู้หญิงต้องหันไปพึ่งพาการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย และเป็นอันตรายต่อชีวิต
ภายหลังแพทยสภา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ มีการปรับแก้ข้อบังคับแพทยสภา เพื่อเปิดทางให้แพทย์สามารถตกลงใจยุติการตั้งครรภ์ได้หากการตั้งครรภ์นั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของสตรีผู้ตั้งครรภ์ จนกระทั่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้แก้ไขกฎหมายอาญาในที่สุด
ปสุตา ยังได้สะท้อนมุมมองว่าสิทธิในการยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัย และสิทธิของกลุ่มคนข้ามเพศ เป็นสิ่งที่เกิดจากความเข้าใจ และการรอคอยความเข้าใจของสังคม ความก้าวหน้าด้านกฎหมายทั้งไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องสิทธิของผู้หญิง แต่ยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก จากเดิมที่ไทยถูกยกย่องว่าเป็นสวรรค์ของกลุ่ม LGBTQIAN+ หรือดูมีความก้าวหน้า แต่ยังไม่ได้ให้สิทธิในเนื้อตัวร่างกายอย่างเต็มที่
“การแก้ไขกฎหมายในเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของปัจเจกบุคคล แต่เป็นภาพลักษณ์ของประเทศที่จะช่วยยกระดับระบบโครงสร้างต่าง ๆ รวมถึงระบบเศรษฐกิจให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นในสายตาชาวโลก”
ปสุตา ชื้นขจร

ขณะที่ ยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวถึงช่วงเริ่มต้นของการประกาศใช้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2545 ซึ่งในเวลานั้น “ยาต้านไวรัส HIV” กลับถูกยกเว้นไม่รวมอยู่ในสิทธิประโยชน์หลัก โดยภาครัฐให้เหตุผลหลัก 2 ประการ คือ ยามีราคาแพงมาก และหน่วยบริการไม่มีความพร้อมเนื่องจากผู้ป่วยต้องกินยาต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์อาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง
นอกจากนี้ ในยุคดังกล่าวผู้ติดเชื้อ HIV ยังต้องเผชิญกับอคติและมายาคติจากสังคมที่มองว่า โรคนี้เกิดจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม จึงเกิดกระแสคัดค้านและคำถามว่าสมควรจะได้รับสิทธิประโยชน์นี้หรือไม่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสิทธิฮอร์โมนของคนข้ามเพศในโลกโซเชียลยุคปัจจุบัน เครือข่ายผู้ติดเชื้อและภาคประชาสังคมจึงได้ร่วมมือกับนักวิชาการ และองค์การเภสัชกรรม ในการศึกษาโครงสร้างราคายา ตรวจสอบสิทธิบัตร จนกระทั่งองค์การเภสัชกรรมสามารถเตรียมการผลิตยาต้านไวรัสเองภายในประเทศเพื่อลดต้นทุนได้สำเร็จ
ส่วนข้อจำกัดเรื่องบุคลากรไม่เพียงพอ ภาคประชาสังคมได้เสนอตัวเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบบริการร่วมกับโรงพยาบาล โดยทำหน้าที่เตรียมความพร้อมให้กับผู้ป่วย สร้างความรู้ความเข้าใจในการกินยาอย่างต่อเนื่อง ตรงเวลา และคอยติดตามดูแลช่วยเหลือกันเองในพื้นที่ เพื่อช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข พร้อมกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ สปสช.ตัดสินใจบรรจุยาต้าน HIV เข้าสู่สิทธิประโยชน์ในเวลาต่อมา คือราคายาที่ลดลงอย่างมากจากกระบวนการจัดซื้อร่วม และการต่อรองราคายาของคณะทำงาน ซึ่งเมื่อเทียบกับในอดีต ปัจจุบันราคายาต้านไวรัสถูกลงมาก โดยค่าใช้จ่ายต่อคนในตอนนี้ไม่ถึง 1,000 บาทต่อเดือน ยังเป็นสูตรยาที่เป็นมิตร กินง่ายเพียงวันละ 1 มื้อ และมีผลข้างเคียงน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก
ยุพา เล่าว่า ในอดีตเคยมีผู้ป่วยเข้าถึงยาแล้วรอดชีวิต แต่ต้องเผชิญกับผลข้างเคียงของยาที่รุนแรงจนรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไป ไม่สวยงาม ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็นเพราะแม้จะรอดชีวิตแต่ไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับความต้องการเข้าถึงฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศในปัจจุบัน การที่บุคคลต้องใช้ชีวิตอยู่ในเพศสภาพที่ไม่ตรงกับจิตใจ โดยไม่สามารถเข้าถึงการดูแลทางการแพทย์ที่ปลอดภัยได้ ย่อมส่งผลให้เกิดความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ
“การเรียกร้องสิทธิในระบบสาธารณสุข ทั้งเรื่องยาต้าน HIV ในวันนั้น หรือเรื่องฮอร์โมนในวันนี้ จึงไม่ใช่การเรียกร้องสิทธิที่เหนือกว่าคนอื่น แต่คือการเรียกร้องสิทธิ์ในการมีชีวิตรอด และการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้ผู้คนเหล่านั้นพร้อมที่จะเติบโตไปทำประโยชน์ให้กับครอบครัวและประเทศชาติต่อไปในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง”
ยุพา สุขเรือง
นักเศรษฐศาตร์ สธ.แนะ สปสช. เก็บข้อมูล 4 ด้าน ดันสิทธิ “ฮอร์โมนข้ามเพศ” ให้สังคมเข้าใจ
ศ.ภก.อาทร ริ้วไพบูลย์ ประจำภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้บอกเล่าถึงแนวทางที่จะช่วยให้สิทธิประโยชน์ฮอร์โมนข้ามเพศในระบบบัตรทองขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน โดยอาจารย์มองว่าหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนความรู้สึกให้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่จับต้องได้ เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าบริการนี้มีประโยชน์จริง ๆ

เริ่มจากข้อมูลความจำเป็น เพื่อดูว่าจริง ๆ แล้วมีคนต้องการเข้าถึงบริการนี้มากน้อยแค่ไหน โดยศึกษาผ่านตัวเลขทางระบาดวิทยา เช่น อุบัติการณ์และความชุกของโรค แล้วนำมาแปลงเป็นต้นทุนของการเจ็บป่วยในเชิงเศรษฐศาสตร์ ถัดมาคือข้อมูลการบริการ ที่ต้องเข้าไปดูรูปแบบ คุณภาพ และจำนวนหน่วยบริการ ควบคู่ไปกับการศึกษาต้นทุนอย่างรอบด้าน ทั้งฝั่งคนให้และคนรับบริการ เพื่อเอามาใช้ทบทวนผลกระทบต่องบฯ กันใหม่ ส่วนด้านที่สามคือข้อมูลผู้รับบริการ เพื่อคอยประเมินว่าหลังจากเปิดระบบไปแล้ว มีคนเข้าถึงบริการได้จริงตามที่คาดการณ์ไว้ไหม และถ้าเข้าไม่ถึงเกิดจากอุปสรรคอะไร และด้านสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยคือข้อมูลผลลัพธ์ทางคลินิก เพื่อติดตามดูว่าหลังจากกลุ่มเป้าหมายได้รับฮอร์โมนไปแล้ว ผลสุขภาพดีขึ้นจริงไหม ช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยหรือลดการวิ่งเข้าออกโรงพยาบาลได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้วัดความคุ้มค่าในขั้นต่อไป
ศ.ภก.อาทร ขยายความต่อว่า สิ่งที่ภาควิชาการอยากเห็นมากที่สุด คือการนำข้อมูลทั้ง 4 ด้านนี้มาคำนวณและแปลงออกมาเป็นมูลค่าเงินที่ประหยัดได้ เช่น ถ้าเราพิสูจน์ได้ว่าการให้ฮอร์โมนอย่างถูกวิธี ช่วยลดค่ารักษาพยาบาลจากอาการแทรกซ้อนลงไปได้ถึง 1 แสนบาทต่อราย ตัวเลขนี้จะกลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับสาธารณะที่เข้าใจง่ายที่สุด ช่วยลดความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกันเหมือนที่ผ่านมา และยังเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้โรงพยาบาลต่าง ๆ อยากเปิดให้บริการมากขึ้นด้วย พร้อมแนะว่าถ้าบรรจุสิทธิประโยชน์นี้เข้าสู่ระบบบัตรทองแล้ว ระดับนโยบายไม่ควรปล่อยแต่ต้องมีกลไกหรือระบบคอยติดตามการทำงานของหน่วยบริการอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยขจัดอุปสรรคหน้างาน และร่วมกันพัฒนารูปแบบการบริการให้ดีขึ้น เป็นการสร้างพื้นที่ให้ผู้ปฏิบัติงานและฝ่ายนโยบายได้คุยกันตลอดเวลาเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด
สำหรับกระบวนการพิจารณาสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง ศ.ภก.อาทร ระบุว่า เมื่อมีสิทธิประโยชน์ให้พิจารณา ผู้กำหนดนโยบายจะใช้หลักการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (Health Technology Assessment : HTA) โดยนำข้อมูลด้านประสิทธิผล ความปลอดภัย ความเป็นธรรม ผลกระทบต่อสังคม และจริยธรรม มาใช้พิจารณาร่วมกันทั้งหมด ไม่ได้มองเพียงแค่ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เท่านั้น อย่างไรก็ดี หากผู้กำหนดนโยบายเห็นควรให้ประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ก่อน จะมีการส่งเรื่องมายังคณะทำงานด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อศึกษารร่วมกัน แต่หากสิทธิประโยชน์ใดได้รับการพิจารณาว่ามีความเหมาะสมแล้ว ไม่จำเป็นต้องคำนวณความคุ้มค่าด้านเศรษฐศาสตร์ ก็สามารถตัดสินใจเชิงนโยบายหรือดำเนินการต่อไปยังขั้นตอนอื่นได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในทุกสิทธิประโยชน์
ขณะเดียวกัน ในส่วนหลักการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของสิทธิประโยชน์ มีอยู่ 3 วิธีหลัก ได้แก่ วิธีแรกคือ การประเมินผลลัพธ์ทางคลินิก เช่น การลงทุนในยารักษามะเร็งที่ช่วยให้มีผู้ป่วยรอดชีวิตเพิ่มขึ้น วิธีที่สองคือ การประเมินจากผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิตที่ได้รับจากสิทธิประโยชน์นั้นๆ ทั้งในด้านการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคและด้านการรักษาพยาบาล และวิธีสุดท้ายคือ การประเมินผลลัพธ์มูลค่าการบริการ เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของสิทธิประโยชน์
“การขับเคลื่อนสิทธิประโยชน์นี้ให้ราบรื่นและยั่งยืนในอนาคต จะต้องอาศัยการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์มาคุยกันแทนความรู้สึก การร่วมพัฒนารูปแบบบริการแก่โรงพยาบาลในทางปฏิบัติ และระบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการย่อยกรอบเกณฑ์ทางวิชาการให้กลายเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายสำหรับทุกฝ่าย เพื่อลดความขัดแย้งและเดินหน้าไปในเส้นทางเดียวกัน”
ศ.ภก.อาทร ริ้วไพบูลย์

เครือข่ายคนข้ามเพศและคนทำงานด้านสิทธิ สุขภาวะ และความเป็นธรรมทางเพศ ยังร่วมกันอ่านแถลงการณ์ ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ คือสิทธิทางสุขภาพ และเป็นบริการที่จำเป็นต่อสุขภาวะของคนข้ามเพศ ช่วงหนึ่งกล่าวถึงการเข้าถึงฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพไม่ใช่สิทธิพิเศษ ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย และไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่รัฐไม่ควรเกี่ยวข้อง แต่เป็นบริการสุขภาพที่จำเป็นต่อสุขภาวะของคนข้ามเพศ และเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิทางสุขภาพที่รัฐพึงคุ้มครองอย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน และเคารพศักดิ์ศรีของผู้รับบริการ
ข้อถกเถียงเรื่องการบรรจุฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะคำถามเรื่องงบประมาณ ความคุ้มค่า หรือหลักฐานทางการแพทย์เท่านั้น แต่ควรถูกพิจารณาในฐานะประเด็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในเนื้อตัวร่างกาย และความเป็นธรรมทางสุขภาพของประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ถูกมองข้ามและถูกผลักออกจากระบบบริการสุขภาพมาอย่างยาวนาน
“คนข้ามเพศไม่ควรถูกบังคับให้ต้องพิสูจน์ว่าความทุกข์ของตนเอง จริงพอ หรือสุขภาพของตนเอง จำเป็นพอ เพื่อแลกกับสิทธิขั้นพื้นฐาน รัฐไม่ควรถามว่าคนข้ามเพศสมควรได้รับการดูแลหรือไม่ แต่ควรถามว่า ระบบสุขภาพจะดูแลคนข้ามเพศอย่างไรให้ปลอดภัย มีศักดิ์ศรี เท่าเทียม และเป็นธรรม”
เครือข่าย จึงมีข้อเสนอแนะต่อผู้มี่สวนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อกังวลหรือคัดค้านนโยบายนี้ ดังต่อไปนี้
- ขอให้พิจารณาเรื่องฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพบนฐานของสิทธิทางสุขภาพ หลักฐานทางวิชาการ ความจำเป็นทางสุขภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่บนฐานของอคติทางเพศหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนข้ามเพศ
- ขอให้หลีกเลี่ยงการสื่อสารที่ทำให้คนข้ามเพศถูกมองว่าเป็นภาระของระบบสุขภาพ หรือเป็นผู้แย่งทรัพยากรจากเด็ก ผู้ป่วย หรือประชาชนกลุ่มอื่น เพราะการสื่อสารเช่นนี้อาจนำไปสู่การตีตรา ความเกลียดชัง และความเข้าใจผิดในสังคม
- ขอให้ใช้บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบและพัฒนานโยบายอย่างสร้างสรรค์ โดยตั้งคำถามต่อคุณภาพบริการ ความปลอดภัย ระบบติดตามผล งบประมาณ และการประเมินผลได้อย่างรอบด้าน แต่ไม่ควรนำไปสู่การยกเลิกหรือทำให้คนข้ามเพศหลุดออกจากสิทธิที่จำเป็นต่อสุขภาพ
- ขอให้รับฟังเสียงของคนข้ามเพศ องค์กรชุมชน บุคลากรทางการแพทย์ นักวิชาการด้านสุขภาพ และภาคประชาชนที่ทำงานในประเด็นนี้โดยตรง เพราะนโยบายสุขภาพที่ดีควรเกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่การตัดสินแทนโดยปราศจากประสบการณ์ชีวิตของผู้รับบริการ
- ขอให้สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพให้มีมาตรฐาน ปลอดภัย เข้าถึงง่าย เคารพความเป็นส่วนตัว และไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลที่คุ้มครองสิทธิ สะท้อนความหลากหลายของคนข้ามเพศ และช่วยให้รัฐสามารถวางแผนนโยบายได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
- ขอให้ร่วมกันปกป้องหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือการดูแลประชาชนตามความจำเป็นด้านสุขภาพ ไม่ใช่ตามบรรทัดฐานทางเพศ ความนิยมของสังคม หรือเสียงคัดค้านที่ตั้งอยู่บนความกลัวและความเข้าใจผิด
