งานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 15 “ซาบีดา – อัครา” มอบนโยบาย ร่วมเป็นพยานผลักดันการคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ‘ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท’ ชี้ ต้องไม่ใช่แค่การรับทราบปัญหา แต่ต้องพิสูจน์ผลงาน มีความคืบหน้า
เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2568 ซึ่งเป็นวันที่สองของงานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 15 ซึ่งปีนี้ฝ่ายนโยบายเข้าร่วมงานต่อเนื่อง หลังวันแรก (21 พ.ย.) ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานและมอบนโยบายคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล
วันถัดมา อัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นำทีมปลัด อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงเยี่ยมชาติพันธุ์ภาคใต้ ในงานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ณ ชุมชนชาวเลอูรักลาโว้ย บ้านแหลมตุ๊กแก (เกาะสิเหร่) จ.ภูเก็ต ร่วมเป็นพยานคิกออฟ “MOU คุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมชาวเล ชุมชนแหลมตุ๊กแก (เกาะสิเหร่) จ.ภูเก็ต พร้อมประกาศ “ขอเป็นอีกหนึ่งแรง ในการขับเคลื่อนให้เข้าถึงสิทธิ์ 100%” พร้อมฝากถึงนายกฯ อนุทิน นำปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ภาคใต้รายงานต่อ ครม. สัปดาห์หน้าทันที เร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหา การเข้าถึงสิทธิทุกมิติ
ด้าน ภาคประชาชน จับตา ไม่ใช่แค่การมารับทราบปัญหา แต่ต้องพิสูจน์ผลงาน เห็นความคืบหน้าเร่งแก้ปัญหา รวมถึงการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองวิถีชีวิตชาติพันธุ์ เพื่อวางทิศทางการแก้ปัญหา ด้วย พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ก่อนการยุบสภา
รมว.พม. ลั่น ขอเป็นอีกหนึ่งแรง ร่วมขับเคลื่อนให้ชาวเข้าถึงสิทธิ์ 100%
อัครา พรหมเผ่า รมว.พม. ร่วมเป็นพยาน ในการลงนามข้อตกลงร่วมเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าชาวเลชุมชนแหลมตุ๊กแก (เกาะสิเหร่) ตามมติ คณะรัฐมนตรี 2 มิ.ย. 53 ระหว่าง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต, สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต, สํานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดภูเก็ต, สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต, สํานักงานศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต, สํานักงานประมงจังหวัดภูเก็ต, สํานักงานยุติธรรมจังหวัดภูเก็ต, สํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต, สํานักงานเกษตรจังหวัด ภูเก็ต, สํานักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดภูเก็ต, ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองท้ายเหมือง จังหวัดพังงา, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ , มูลนิธิชุมชนไท, ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move), เครือข่าย ชาวเลอันดามัน และชุมชนแหลมตุ๊กแก (เกาะสิเหร่)
โดยมีข้อตกลงร่วมกัน ดังต่อไปนี้
- ประสานความร่วมมือในการขับเคลื่อนและยกระดับการส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตชาติพันธุ์ชาวเล ตลอดจนดําเนินการตามแผนและขั้นตอนการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 2 มิ.ย. 53 เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถี ชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568
- จัดทําแผนส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิต ให้มีความมั่นคงในที่ดิน การเข้าถึงสิทธิและสถานะบุคคล สามารถ ยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาที่อยู่อาศัย ระบบสาธารณูปโภค พัฒนาการหลักสูตรการศึกษาตามวิถีชุมชน การเข้าถึงระบบ บริการสุขภาพ และการฟื้นฟูประเพณี – วัฒนธรรม ตามมติคณะรัฐมนตรีให้เป็นรูปธรรม ด้วยความร่วมมือของทุกภาค ส่วน ภายใต้มติคณะรัฐมนตรีกรอบกฎหมาย นโยบาย และแนวทางปฏิบัติของราชการ



นอกจากนี้ อัครา พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพและการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้ได้รับบาดเจ็บจากการประกอบอาชีพ และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย พร้อมรับฟังสถานการณ์ปัญหาที่ชาวเลอันดามันทั้ง 5 จังหวัด และชาติพันธุ์ภาคใต้ ทั้ง กลุ่ม มันนอ โอรังอัสรี ชาวไทดำ ต้องเผชิญปัญหาที่ดินทำกินอยู่อาศัย การเข้าถึงสิทธิและการพัฒนาคุณภาพชีวิตในมิติต่าง ๆ โดยได้เขียนข้อความ ปักธง สิ่งที่ตั้งใจจะทำเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์ ข้อความระบุว่า “ขอเป็นอีกหนึ่งแรง ในการขับเคลื่อนให้พวกเราเข้าถึงสิทธิ์ 100%”
รมว.พม. ย้ำว่า สำคัญที่สุดวันนี้ คือการเดินหน้าในเรื่องของสิทธิ์พี่น้องชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม ทั่วประเทศให้เข้าถึงสิทธิ์ 100% อาจจะยากหน่อยแต่ก็ต้องมีการบูรณาการทุกกระทรวง โดยทุกปัญหาที่ตนรับมาทั้งหมดจะนำเรียนท่านนายกรัฐมนตรีเป็นวาระในการหารือเพื่อดันเข้าสู่ ครม. แก้ไขปัญหาเรื่องของสิทธิ์ เชื่อแน่ว่าหลังจากที่ตนได้ถอดบทเรียนนำเสนอก็จะเป็นอีกหนึ่งนโยบาย Quick Win ของรัฐบาลชุดนี้ คือเมื่อเป็นรัฐบาลที่มีเวลาเหลือน้อย ทำอะได้ต้องทำให้เร็วที่สุด เรื่องไหนที่สามารถที่จะแก้ไขกับพี่น้องชาติพันธุ์ก็จะเร่งแก้ไขให้เร็วที่สุด คือต้องเห็นใจ เพราะกลุ่มชาติพันธุ์มีที่ดินทำกิน แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ และยังมีหน่วยงานราชการที่ออกเอกสารครอบทับพื้นที่ชุมชน ก็ต้องขับเคลื่อนในระดับจังหวัด ตนในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องคน ก็จะทำหน้าที่ในการพิทักษ์สิทธิ์ แล้วก็ส่งเสริมให้พี่น้องเข้าถึงสิทธิ์ให้มากที่สุด
ทั้งนี้ ตนคิดว่านายกรัฐมนตรี เป็นผู้บริหารประเทศที่เข้าใจเรื่องมิติคน เรื่องสิทธิ์ เป็นคนที่ตัดสินใจเร็ว ทุกเรื่องที่ พม. ขอไป นายกฯ ไม่เคยปฏิเสธ ท่านเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ท่านก็พูดตลอดว่างบประมาณที่เอามาดูแลก็เป็นภาษีประชาชน ภาษีมาจากพี่น้องประชาชน ถ้าท่านอนุมัติได้ในกรอบอำนาจของท่าน ก็จะเร่งทำให้เร็วที่สุด ตนเชื่อมั่นโดยเฉพาะเรื่องของสิทธิในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทย นายกฯก็กำกับอยู่แล้ว
“อยากจะใช้พื้นที่ตรงนี้สะท้อนไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และ ครม.ทุกท่าน ว่ามีกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ที่อยู่ชายขอบ หลายชีวิตยังรอในเรื่องของการเข้าถึงสิทธิ์ ผมไม่ได้มาในนามรัฐมนตรี แต่มาในนามพี่น้อง มาในนามครอบครัวชาติพันธุ์ พาครอบครัว พม. มาใกล้พี่น้องชาติพันธุ์ อยากจะสะท้อนปัญหาตรงนี้จากภูเก็ตไปให้ ครม. ทุกท่านได้รับฟัง เร่งแก้ไขในเรื่องของสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดินทำกิน สิทธิส่วนบุคคล เรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรประชาชนทั้งหลาย วันอังคารนี้ขออนุญาตพบท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็จะนำปัญหาทั้งหมดนี้ไปนำเสนอแก่ท่าน”
อัครา พรหมเผ่า
ส่วนเรื่องเตรียมปรับโครงสร้างในเรื่องของการตั้งกองชาติพันธุ์ เพื่อรองรับต่อการแก้ปัญหานั้น ได้ให้ทางปลัดกระทรวง พม. เป็นผู้ชี้แจง โดยระบุว่ากรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ดูแลเรื่องนี้อยู่ จากกลุ่มงานที่ดูแลพี่น้องชาติพันธุ์ ทั้งชาวเลและมันนิ โดยมีกลุ่มงานที่รับผิดชอบขึ้นมา มีท่านอธิบดีฯเป็นแม่งานใหญ่ ได้ร่วมกับพี่น้อง เช่นกลุ่มพีมูฟ มูลนิธิชุมชนไท แล้วก็ผู้นำของกลุ่มต่างๆที่มาจัดงานกันครั้งนี้ ส่วนจะเดินหน้าสู่การตั้งกองชาติพันธุ์หรือไม่ ต้องดูโครงสร้าง ต้องดูเงื่อนไขหลายๆอย่างตามกฏหมายกำหนด แต่ว่าอย่างน้อยวันนี้ มีกลุ่มงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ชัดเจน
ไมตรี ชี้ ต้องไม่ใช่แค่การรับทราบปัญหา แต่ต้องพิสูจน์ผลงาน มีความคืบหน้า
ไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท กล่าวว่า เป็นโอกาสที่ดีที่งานรวมญาติชาติพันธุ์ปีนี้ มีรัฐมนตรีมาถึงสองคน สิ่งที่เราอยากจะเห็น และต้องเกิดขึ้นจริงให้ได้ก่อนที่จะยุบสภา คือต้องมีการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ภายใต้ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ขึ้นมาซักครั้งหนึ่งก่อนยุบสภา

“ไม่ใช่การประชุมเพื่อแค่ให้เห็นว่าเป็นการจัดประชุมแล้วเท่านั้น แต่ต้องเป็นการประชุมเพื่อวางทิศทางในการคุ้มครองส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ประสานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ให้เกิดการปรับแก้ระเบียบกฎหมายให้เอื้อสอดคล้องกับกฎหมายฉบับใหม่ที่ออกมา เพราะว่ากฎหมายกระทรวงทรัพฯ ที่ออกมาก่อนหน้านั้น ทั้ง พ.ร.บ.อุทยานฯ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ และ พ.ร.บ.ป่าชายเลน แต่ยังไม่มีรูปแบบไหนที่เกิดการเอื้อในเรื่องของการจัดการทรัพยากรแบบมีส่วนร่วม แบบแปลงรวมเลย ความท้าทายคือว่าถ้ารัฐบาลอยู่ต่อในอนาคต ไม่ว่าจะพรรคไหนการเมืองไหน ผมคิดว่าต้องมีนโยบายที่ชัดเจนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์”
ไมตรี จงไกรจักร์
ไมตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างน้อยที่สุดต้องประกาศเป็นนโยบายตอนหาเสียง เพราะมีกลุ่มชาติพันธุ์ไม่น้อยกว่า 7 ล้านคน เพราะฉะนั้นการดำเนินการของรัฐบาลที่เป็นพรรคการเมืองที่ดูแลกระทรวงเหล่านี้ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงทรัพฯ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงมหาดไทย และปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัยของพี่น้องชาติพันธุ์ ก็อยู่ใน 3 กระทรวงนี้ ถ้ารัฐบาลยังมีเวลาก็เร่งดำเนินการ แต่หากหมดเวลาก็ประกาศเป็นนโยบายของพรรค นี่คือความท้าทายที่กลุ่มชาติพันธ์ชาวเล พร้อมสนับสนุนพรรคการเมือง ที่สนับสนุนนโยบายในเรื่องนี้
