‘รวมญาติชาวเล’ ปักหมุดนโยบาย แก้ปัญหาทุกมิติเพื่อชาวเลมั่นยืน ด้วย กม.ชาติพันธุ์

‘ซาบีดา’ ลงพื้นที่พบชาวเลอันดามันชุมชนแหลมตุ๊กแก (เกาะสิเหร่) จ.ภูเก็ต ครั้งแรก ลั่นเร่งแก้ไขปัญหา พัฒนาศักยภาพ และคุณภาพชีวิต ยัน นโยบายรัฐบาล หนุนทุนวัฒนธรรม บังคับใช้ กม.ชาติพันธุ์ พร้อมรับปาก เร่งหารือทุกฝ่าย เดินหน้าพื้นที่คุ้มครองฯ แก้ปัญหาที่ดิน โฉนดชุมชน มีส่วนร่วมบริหารจัดการทรัพยากร คืนสิทธิชุมชมดั้งเดิม

วันนี้ ( 21 พ.ย.68 ) เครือข่ายชาวเลอันดามัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ชาวเลมอแกน, ชาวเลมอแกลน และ ชาวเลอูรักลาโว้ย ตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยตามพื้นที่ชายฝั่งและเกาะแก่งในทะเลอันดามัน 5 จังหวัด ประกอบด้วย ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และจังหวัดสตูล ร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยการสนับสนุนของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรองค์การมหาชน ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต มูลนิธิชุมชนไท สถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน รวมญาติชาติพันธ์ชาวเลครั้งที่ 15 ณ ชุมชนชาวเลแหลมตุ๊กแก (เกาะสิเหร่ ) ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต

โดย ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่เยี่ยมชุมชนชาวอูรักลาโว้ยแหลมตุ๊กแก พร้อมเป็นประธานในพิธีเปิดงานและมอบนโยบายในงานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ครั้งที่ 15 “ชาวเลมั่นยืนด้วยกฎหมายชาติพันธุ์”

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่ชุมชนชาวอูรักลาโว้ยแหลมตุ๊กแก จ.ภูเก็ต
ร่วมงาน “รวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล” ครั้งที่ 15

ปักหมุดแก้ไขปัญหาชาวเลครอบคลุมทุกมิติ
หนุนทุนวัฒนธรรม พัฒนาคุณภาพชีวิต ตามเจตนารมณ์ กม.ชาติพันธุ์

ซาบีดา ระบุว่า กล่าวว่า พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอัตลักษณ์ และวิถีวัฒนธรรมที่โดดเด่น เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาประเทศด้วยการใช้ทุนวัฒนธรรม รวมทั้งยังเป็นพลังสำคัญช่วยปกป้อง ดูแลทรัพยากรของประเทศให้มีความมั่นคงและยั่งยืนตามวิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญา การจัดงานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลยังเป็นรูปธรรมที่แสดงให้เห็นศักยภาพ ความเข้มแข็งของพี่น้องชาวเลที่มีทุนทางสังคม สามารถมารวมตัวกันในลักษณะของเครือญาติที่ได้มาร่วมกันแลกเปลี่ยนความทุกข์ ความสุข และสร้างความสัมพันธ์กับเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และเครือข่ายภาคประชาสังคมที่จะร่วมทุกข์ ร่วมสุขไปพร้อมกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลเป็นประจำทุกปี

ซาบีดา ยังกล่าวแสดงความยินดีกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลและกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่ผ่านมาได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมกับหน่วยงานองค์กร ภาคีทั้งภาครัฐ ภาคประชาชนร่วมกันผลักดันอย่างเข้มแข็ง มีเจตนารมย์ในการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติ มุ่งสร้างความเข้าใจในวิถีชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย สร้างพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

รมว.วัฒนธรรม บอกอีกว่า กฎหมายฉบับนี้มีหัวใจหลักในการดำเนินงานทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ แบ่งเป็น 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ระดับประเทศ ซึ่งมีนายกหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นกลไกการมีส่วนร่วมของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ที่จะเข้ามาร่วมนำเสนอข้อมูล สถานการณ์ปัญหา ความต้องการและแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และยังมีกลไกด้านวิชาการในการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการดำเนินงานทั้งในระดับพื้นที่และนโยบาย และหัวใจสำคัญอีกประการคือ พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ถือเป็นกลไกในระดับพื้นที่ที่มุ่งให้เกิดการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ บนฐานการเคารพสิทธิชุมชนและสิทธิทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งจะต้องมีการสำรวจ จัดทำข้อมูลและแผนบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกันระหว่างชุมชนกับหน่วยงานในระดับพื้นที่

“ขอถือโอกาสนี้แสดงความยินดีกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล และกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งประเทศที่ได้มีกฎหมายชาติพันธุ์เป็นเครื่องมือที่จะเป็นหลักประกันในการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญาให้ดำรงอยู่อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี โดยส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กรภาคีเครือข่ายต่าง ๆ จะร่วมกันขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ไปสู่เป้าหมายที่เราคาดหวังร่วมกัน ในนามรัฐบาล พร้อมให้การสนับสนุนพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มอย่างเสมอภาค โดยใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนให้ทุกกลุ่มวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมที่เป็นธรรม

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์


จากนั้น รมว.วัฒนธรรม ได้เขียนข้อความ ปักหมุดเดินหน้านโยบาย ซึ่งมีข้อความสำคัญระบุว่า

“เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้แก่พี่น้องกลุ่มชาติพันธ์ชาวเล ให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิต”

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

รมว.วัฒนธรรม ยังย้ำต่อสื่อมวลชน ว่า เรื่องการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ต้องมีการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ให้สามารถใช้ทุนทางวัฒนธรรมสร้างเป็นรายได้ คือจากรากสู่รายได้ และทำให้มีสิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราจึงต้องมีการสร้างความเสมอภาค ปฏิบัติอย่างเป็นธรรมโดยที่ไม่เลือกปฏิบัติ มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น มีการแลกเปลี่ยนแนวคิดในเรื่องของการพัฒนาต่างๆกับกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์

ส่วนเรื่องปัญหาที่ดินที่ชาวเลเกาะสิเหร่ มีปัญหาข้อพิพาทพื้นที่รัฐ ทั้งที่ดิน น.ส.ล.กระทรวงมหาดไทย ที่ดินป่าชายเลน ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและแวดล้อม จะเร่งหารือดำเนินการแก้ไข

“ในระดับของพื้นที่ ก็ต้องขอความกรุณาท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ซึ่งก็มีความยินดีที่จะเข้ามาดูแลในส่วนนี้ และในส่วนการหารือกับคณะรัฐมนตรี ก็ได้มีการพูดคุยกับทาง ผอ.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน ) และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และจะมีการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ให้พี่น้องประชาชนอยู่อย่างมีความสุข จะเร่งไปดำเนินการก็จะหารือกับคณะรัฐมนตรี”

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

ชาวเลเกาะสิเหร่ ภูเก็ต หวังเดินหน้าประกาศพื้นที่คุ้มครองฯ
คืนสิทธิชุมชมดั้งเดิม

วิรัช ประโมงกิจ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านแหลมตุ๊กแก (เกาะสิเหร่) เล่าประวัติการก่อตั้งชุมชน โดยยืนยันสิทธิชุมชนดั้งเดิม อยู่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่นี้กว่า 100 ปี จนถึงปัจจุบัน มีประชากรรวมกว่า 1,659 คน 349 ครัวเรือน ปลูกสร้างบ้านเรือนค่อนข้างถาวรด้วยอิฐ เป็นบ้านชั้นเดียวหรือยกพื้นเตี้ย ส่วนบ้านแบบชาวเลดั้งเดิมเหลืออยู่น้อย

ชาวเลอูรักลาโว้ยบ้านแหลมตุ๊กแก ยังคงยึดอาชีพการทำประมงตามพื้นบ้านตามวิถีภูมิปัญญาเป็นอาชีพหลักเช่น หากุ้ง หอย ปูปลา ดำปริงทะเล จับกุ้งมังกร วางลอบวางไซ เป็นต้น เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่ตั้งของชุมชนเป็นหลักตุ๊กแกเป็นพื้นที่ติดทะเลทั้งสามด้านประกอบกับกลุ่มชาติติพันธ์ชาวเลมีภูมิปัญญาและความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวเพราะมีวิถีชีวิตผูกพันกับท้องทะเลมาตั้งแต่เกิด อาชีพประมงจึงถือเป็นอาชีพหลักของคนในชุมชน

แต่ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธ์ชาวเลมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเนื่องด้วยทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลมีจำนวนลดลงและในบางพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ทรัพยากรตามกฏหมายทำให้ไม่สามารถเก็บหาทรัพยากรทางทะเลได้เหมือนในอดีต กลุ่มชาติพันธ์ชาวเลบางส่วนจะเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นๆเช่นทำสวนรับจ้างทั่วไปค้าขายและรับจ้างงานบริการท่องเที่ยวเป็นต้นแต่ส่วนใหญ่ยังประกอบอาชีพเกี่ยวกับทะเล

สถานการณ์ปัญหาชุมชนชาวเลบ้านแหลมตุ๊กแก มีทั้งด้านความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย ไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินบ้านบางหลังไม่มีเลขที่บ้านอยู่ในโฉนดที่ดินคนอื่นยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิ์หรือรับรองการอยู่อาศัยของชุมชนทางราชการการสาธารณูปโภคเนื่องจากขาดกรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่สามารถออกบ้านเลขที่ได้ส่งผลให้ต้องจ่ายค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าในราคาที่สูงกว่าที่รัฐบาลกำหนดเพราะต้องต่อพ่วงจากบ้านอื่นมาใช้จำนวนหลายหลังคาเรือน

“เราอยู่แบบดั้งเดิม อาศัยมาแต่บรรพบุรุษ ไม่มีความรู้เรื่องการยื่นขอเอกสารสิทธิที่ดิน แต่พื้นที่ริมหาดภูเก็ตแพงขึ้น ถูกเอกชนอ้างสิทธิฟ้องชาวเล 5 ราย พร้อมบริวาร รวม 11 ไร่ กินพื้นที่กว่าครึ่งชุมชน แม้ศาลฎีกาตัดสินแล้วว่า เอกชนรายดังกล่าวไม่มีสิทธิฟ้องชาวเล แต่ปัญหาการแย่งยึดไล่รื้อยังคงอยู่ และที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินรัฐ ทับซ้อนกัน ทั้ง น.ส.ล. ของมหาดไทย และ ป่าชายเลน กรมทรัพยากรทะเลชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ การยื่นขอไฟฟ้า พัฒนาสาธารณูปโภค ถนนหนทางมีข้อจำกัด เกิดปัญหาถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ค่าน้ำค่าไฟพ่วงต้องจ่ายแพง จึงอยากให้ประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีวัฒนธรรม และเดินหน้าโฉนดชุมชน หรือกรรมสิทธิร่วม เร่งแก้ไขปัญหาตามที่ รมว.วัฒนธรรม รับปากจะเร่งหารือกระทรวงที่เกี่ยวข้องเดินหน้าแก้ปัญหาให้ชาวเล”

วิรัช ประโมงกิจ

นอกจากนี้ยังมีปัญหา ด้านพื้นที่สื่อสารและพื้นที่จิตวิญญาณปัญหาพื้นที่ทางจิตวิญญาณสุสานที่ฝังศพอยู่ในที่ดินของเอกชนทำให้ชุมชนไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ตามวิถีวัฒนธรรมและแนวปฏิบัติดั้งเดิมของตนได้

ด้านที่ดินทำกินดั้งเดิมในทะเลพื้นที่ทำกินในทะเลใช้สำหรับจับสัตว์น้ำตกปลาวังรอบถูกจำกัดด้วยการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติทำให้ไม่สามารถทำกินตามวิถีดั้งเดิมได้ส่งผลให้ต้องออกเรือไปในทะเลในระยะทางที่ไกลและมีความเสี่ยงมากขึ้น

ขณะที่ อัตลักษณ์และภาษาปัจจุบันเยาวชนชาวเลหรือคนรุ่นใหม่ขาดความมั่นใจและความภูมิใจในอัตลักษณ์และวัฒนธรรมด้านภาษาชาวเลเนื่องจากการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมและภาษาที่มากขึ้นเป็นความเสี่ยงต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นในอนาคต

หนุนข้อมูลวิชาการ ฐานข้อมูลชุมชน เดินหน้าคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

ขณะที่ ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ระบุว่า การจัดงานชาวเลครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อติดตามสถานการณ์การดำเนินงานขับเคลื่อนแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล และการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 โดยมุ่งให้เกิดการสื่อสาร ความรู้ สร้างความเข้าใจข้อมูลสถานการณ์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล และการดำเนินงานในระดับนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมศักยภาพเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลในการรวมกลุ่มทำกิจกรรมอนุรักษ์ ฟื้นฟูและสืบสานวิถีวัฒนธรรม นำเสนออัตลักษณ์ที่โดดเด่น และมีส่วนร่วมนำเสนอชุดข้อมูลสถานการณ์ปัญหา แนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทวิถีชีวิต วัฒนธรรม

นอกจากนั้นยังพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลกับหน่วยงานราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม ที่จะร่วมกันออกแบบและกำหนดแผนการดำเนินงานคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลที่สอดคล้องเท่าทันกับบริบทการดำเนินงานในระดับนโยบายและกฎหมายในปัจจุบัน

    โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร องค์การมหาชน พร้อมสานพลังภาคส่วนต่าง ๆ สนับสนุนการจัดทำข้อมูลทางวิชาการ และกลไกภายใต้กม.ชาติพันธุ์ เดินหน้าในการส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

    Author

    Alternative Text
    AUTHOR

    The Active

    กองบรรณาธิการ The Active