พรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ กล้าธรรม เคลื่อนไหว เห็นพ้องเลือกตั้ง 69 ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่ประกันสังคม วางรากฐานรองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง และลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว

วันนี้ (25 ม.ค.69) ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาสำนักงานประกันสังคม ว่า สำนักงานประกันสังคมตั้งมา 31 ปีแล้ว น่าจะถึงเวลาปฏิรูปให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งตนได้ให้นโยบายมาตั้งแต่แรก โดยได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงแรงงานดำเนินการ จัดจ้างสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญสูง เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ และเสนอแนวทางในการปฏิรูประบบ และโครงสร้างการบริหารการประกันสังคมของประเทศไทย โดยมุ่งเน้น การบริหารโดยมืออาชีพ เน้นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านการเงินการคลัง และมีความเข้าใจในบริบทความต้องการของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง โดยข้อจำกัดสำคัญที่ต้องแก้ไขโดยเร็วคือ “ปัญหาเชิงระบบและโครงสร้างการบริหาร” ที่ส่งผลต่อความคล่องตัวและการดูแลผู้ประกันตน
รมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า ตนเองได้ให้นโยบายมาก่อนหน้านี้แล้วในเรื่องการปฏิรูประบบและโครงสร้างประกันสังคมใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยความเห็นส่วนตัว คิดว่าสำนักงานประกันสังคมควรมีความเป็นอิสระและคล่องตัว เพื่อประโยชน์ของทั้งผู้ประกันตน 24 ล้านคน และนายจ้างอีกกว่า 500,000 ราย และยังได้มอบให้ปลัดกระทรวงแรงงานไปศึกษาโมเดลการบริหารงานที่แยกออกจากระบบราชการเดิม เช่น การปรับรูปแบบให้คล้ายคลึงกับ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือการบริหารจัดการในลักษณะ สถาบันการเงิน ที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยเป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปครั้งนี้คือการสร้างระบบสิทธิประโยชน์ที่ “เหมาะสมและยั่งยืน” ให้กับผู้ประกันตนทุกมาตรา
“ยืนยันว่าการตัดสินใจลงทุน และการนำเงินกองทุนไปใช้ในอนาคต จะต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่แม่นยำ (Big Data) มีการวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน และยึดหลักธรรมาภิบาลที่ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์คือน้ำพักน้ำแรงของผู้ประกันตน ภารกิจของกระทรวงแรงงานคือการเปลี่ยนโฉมองค์กรให้เป็นมืออาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่ากองทุนนี้จะเป็นที่พึ่งที่มั่นคงและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทั้งผู้ประกันตนและประชาชนอย่างแท้จริง”
ตรีนุช เทียนทอง
หลายพรรคเห็นพ้อง ผ่าตัดใหญ่ประกันสังคมเพื่อประชาชน
บรรยากาศหาเสียงวันนี้ หลายพรรคยังลงพื้นที่กันอย่างต่อเนื่อง ชูนโยบายเพื่อซื้อใจพี่น้องประชาชนก่อนวันเลือกตั้ง

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นําทีมผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า รับฟังปัญหาประชาชนในย่านลาดกระบัง และยังได้เสนอแนวคิดปฏิรูปโครงสร้างระบบประกันสังคมครั้งใหญ่ โดยเห็นว่าถึงเวลาต้อง “ผ่าตัดใหญ่” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทย พร้อมผลักดันให้สํานักงานประกันสังคมยกฐานะเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อให้การบริหารกองทุนที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง
พร้อมชี้ให้เห็นถึงปัญหาสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลที่ผู้ประกันตนต้องแบกรับภาระซ้ำซ้อน ทั้งการส่งเงินสมทบและการเสียภาษีให้กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่กลับได้รับสิทธิที่น้อยกว่าในบางกรณี โดยพรรคมีแนวคิดให้ผู้ประกันตนเข้าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้ได้รับสิทธิการรักษาที่เท่าเทียม และนําเงินสมทบส่วนดังกล่าวไปเพิ่มสวัสดิการด้านอื่น เช่น เงินออมชราภาพ เพื่อความมั่นคงในบั้นปลายชีวิต
“การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานรองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง และลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาวอย่างเป็นระบบ”
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ด้าน หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคกล้าธรรม โพสต์ข้อความกรณีประกันสังคม ว่า แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นเรื่องที่ดำเนินการมานาน แต่ในอดีตเสียงของผู้ประกันตนอาจดังไม่พอ ส่วนหนึ่งเพราะช่องทางการสื่อสารยังไม่หลากหลายเหมือนในปัจจุบัน ประกอบกับช่วงเวลานี้เป็นช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง จึงเป็นธรรมดาที่บางพรรคการเมืองจะหยิบยกประเด็นการปรับปรุงการทำงานของประกันสังคมขึ้นมานำเสนอต่อประชาชน
สำหรับการชี้แจงจากคณะกรรมการหรือผู้เกี่ยวข้อง ที่ระบุว่า การบริหารกองทุนประกันสังคม สามารถทำกำไรได้ถึง 7–8 หมื่นล้านบาทนั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นคนละประเด็นกับคำถามหลักที่สังคมกำลังตั้งอยู่ การมีกำไรถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ ต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับ ต้นทุนที่ลงทุนไปว่าผลตอบแทนคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ และอัตราผลตอบแทนนั้นอยู่ในระดับที่เหมาะสมและน่าพอใจหรือไม่
“ที่สำคัญ เงินที่นำไปลงทุนเป็นเงินของผู้ประกันตน ซึ่งก็คือประชาชนวัยทำงาน ที่มอบเงินออมในอนาคตของตนเองให้รัฐบริหาร เพื่อใช้หลังเกษียณอายุ ดังนั้น เงินก้อนนี้จึงไม่ใช่เงินส่วนตัวของผู้บริหาร การใช้เงินจึงต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ เหมาะสม และโปร่งใส แม้ภาพรวมจะมีกำไร แต่หากมีโครงการใดที่ขาดทุน ไม่เหมาะสม หรือมีข้อสงสัยด้านความโปร่งใส ก็สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา”
หิมาลัย ผิวพรรณ
ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ย้ำว่า การแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ไม่ได้มีเจตนาโหนกระแสหรือโจมตีบุคคลใด แต่เป็นความเห็นที่มีมาโดยตลอดว่า ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้นำเงินของส่วนรวมไปบริหาร หากเกิดความเสียหาย ควรต้องอยู่ภายใต้กระบวนการตรวจสอบ และหากพบพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริต ก็ควรต้องได้รับการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเหมาะสม เพราะเงินที่ดูแลอยู่นั้นคือเงินของประชาชน
หลักการนี้ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงกองทุนประกันสังคมเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงกองทุนของรัฐทุกประเภท การอ้างเพียงว่า ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบ ไม่ควรเป็นข้ออ้างเพื่อปัดความรับผิดชอบอีกต่อไป สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือเจตนา ความเหมาะสม และพื้นฐานทางธุรกิจของการลงทุน ไม่ใช่การนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาลงหรือมองไม่เห็นอนาคตอย่างชัดเจน

ด้าน รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ก่อนหน้านี้ออกเผยแพร่ข้อมูลของกองทุนประกันสังคม ที่มีการนำเงินของผู้ประกันตนไปสร้างโรงอาหารที่กระทรวงแรงงาน โดยใช้บริการได้ แต่ไม่สามารถเปิดแอร์และทีวีได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบร้องเรียนนั้น ล่าสุดโพสต์ข้อความ ต่อกรณีที่มีผู้โพสต์ว่าพนักงานประกันสังคมบอกว่าระบบล่มให้รออีก 2 เดือนเจ้าหน้าที่จะมีเอกสารส่งมาให้ว่าจะได้รับเงินบำเหน็จหรือบำนาญในวงเงินเท่าไหร่ ฉันเลยถามเจ้าหน้าที่ว่าเพราะอะไร..เจ้าหน้าที่บอกระบบเปลี่ยนหมดเลยทั้งประเทศ
โดยระบุว่า อยากให้รู้ว่าการทุจริตคอร์รัปชั่น มันใกล้ตัวท่านมากกว่าที่คิด ฉากหน้าคือการจ่ายเงินไม่ได้ แต่ฉากหลังคือโครงการทำระบบ web app 850 ล้านบาท ที่ลงทุนเพื่อทำระบบหลังบ้าน ซึ่งเป็นโครงการส่อทุจริตตั้งแต่การประมูล และตอนนี้ผลปรากฏว่า กำลังทำคนเดือดร้อน เป็นแสนๆล้านๆ ทั้งผู้ประกันตน และเจ้าหน้าที่ประกันสังคม
ทั้งนี้ รักชนก ยังร่วมลงพื้นที่กับสมาชิกพรรค เดินรณรงค์เชิญชวนประชาชนร่วมโหวต “ไม่เห็นด้วย” ในการประชาพิจารณ์ของสำนักงานประกันสังคม กรณีการแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการเปลี่ยนสัดส่วนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ
