เสนอแก้ กม.สัญชาติ หลัง กกต. ตีความตัดสิทธิ์ผู้สมัครชาติพันธุ์ อดลงสนามเลือกตั้งท้องถิ่น

หน.คลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา หวั่น กกต. ตีความตาม ‘มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง’ ทำผู้สมัครชาติพันธุ์ขาดคุณสมบัติลงเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งที่เป็นกลุ่ม “เกิดในไทย” เคยลงสมัคร และ เป็นผู้แทนท้องถิ่นมาตลอด 20 ปี ชี้ กระทบความน่าเชื่อถือ สิทธิชุมชนตามระบอบประชาธิปไตย ลดทอนความเข้มแข็งชุมชนในอนาคต  

ตามที่มีการสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่น เมื่อช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่า ผู้สมัครชาติพันธ์ุ บางส่วนถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่บอกว่า “ผู้เกิดในไทยแต่ไม่ได้สัญชาติโดยการเกิด” ทั้งที่บุคคลเหล่านี้เกิดในประเทศไทย และได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ ส่งผลให้ชุมชนชาติพันธุ์หลายพื้นที่ไม่สามารถส่งผู้แทนลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นได้นั้น

ศิวนุช สร้อยทอง หัวหน้าคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยเรื่องนี้กับ The Active โดยอ้างถึงการตีความของ กกต. ที่เห็นว่าผู้ได้สัญชาติไทยตาม มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ “ไม่ใช่คนไทยโดยการเกิด” จึงไม่มีคุณสมบัติสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่น กรณีดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งท้องถิ่นปี 2568 ทั้งที่ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา คนชาติพันธุ์ที่เกิดในประเทศไทยสามารถลงสมัครและทำหน้าที่สมาชิกสภาท้องถิ่นมาโดยตลอด

ศิวนุช สร้อยทอง หัวหน้าคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเง

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ คือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่สูง แต่กลับมีชาวบ้านที่ลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่น ถูกปฏิเสธสิทธิ์ ทำให้บางพื้นที่ “ไม่มีผู้สมัครเลย” เพราะประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ไร้สัญชาติ แม้เคยได้รับการแก้ปัญหตามโครงการของรัฐ โดยใช้มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ในการคืนสิทธิ์ในสัญชาติก็ตาม

“กลายเป็นพื้นนั้นไม่มีผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ในสภาท้องถิ่น ไม่มี สมาชิก อบต. ที่จะไปมีสิทธิ์ มีเสียง ไปช่วยจัดการงบประมาณ เพื่อเข้าถึงคนในชุมชนได้อย่างเต็ม สุดท้ายก็กลายเป็นการเสียสิทธิ์”

ศิวนุช สร้อยทอง

ศิวนุช ยังอธิบายว่า บุคคลตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง คือ ผู้ที่เกิดในประเทศไทย แต่ในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไข ทำให้ต้องยื่นคำขอรับรองสัญชาติภายหลัง สถานะดังกล่าวแตกต่างจาก “การแปลงสัญชาติ” เพราะจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศไทยเกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิด และหากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ กฎหมายสัญชาติไทยยอมรับหลักสัญชาติ โดยการเกิดมาตั้งแต่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2456 ต่อมา ปี 2515 มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ถอนสัญชาติบุคคลที่เกิดในไทยหากบิดามารดาเป็นต่างด้าว จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและก่อให้เกิดปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวนมาก ต่อมา ปี 2535 จึงมีการปฏิรูปกฎหมาย และบัญญัติมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เพื่อแก้ไขผลกระทบดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การตีความของ กกต. มาจาก คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2567 คดีที่ 23/2567 ซึ่งพิจารณาการถอนสัญชาติกับผู้ที่สร้างภัยความมั่นคง เนื้อความในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่อง ถอนสัญชาติ แต่คำอธิบายในบางส่วนที่เรียกว่า “กระพี้ของคำวินิจฉัย” ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “เป็นไทยภายหลังการเกิด” ทำให้ กกต. หยิบถ้อยคำนี้ ไปตีความขยายความ และตัดสิทธิ์การสมัครรับเลือกตั้ง ของคนมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ส่งผลให้ชุมชนชาติพันธุ์ไร้ผู้แทนในสภา อบต. ขาดกลไกจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง พร้อมย้ำว่า นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะบุคคล แต่เป็นเรื่อง “สิทธิชุมชน” ในการมีผู้แทนในสภา อบต. หากปล่อยให้การตีความขยายวงกว้าง อาจกระทบความน่าเชื่อถือของกระบวนการประชาธิปไตย

ไม่ใช่แค่สิทธิผู้สมัคร แต่คือ ‘สิทธิชุมชน’ หายไป

หัวหน้าคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา ยังระบุด้วยว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็น “สิทธิของชุมชนในการบริหารจัดการตนเองตามระบอบประชาธิปไตย” เพราะเมื่อผู้สมัครถูกตัดสิทธิ์ ย่อมกระทบต่อสิทธิ์ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่ด้วย ซึ่ง กกต. นำไปตีความขยายผล จนเกิดการตัดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งในหลายจังหวัด เช่น เชียงราย, มุกดาหาร, บึงกาฬ และราชบุรี

อย่างไรก็ตาม หลังมีการทักท้วงมูลนิธิกระจกเงา และภาคีเครือข่าย ที่ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย และได้ยืนยันการตีความไปที่ กกต. แล้วว่าผู้ถือสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “เป็นไทยโดยการเกิด” และเตรียมผลักดันแก้ไขกฎหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ปัจจุบันคดีบางส่วนเข้าสู่กระบวนการศาลอุทธรณ์ภาค 5 และ เตรียมยื่นฎีกา ซึ่งจะเป็นกรณีแรกที่ศาลฎีกา พิจารณาประเด็นคุณสมบัติผู้สมัครเลือกตั้ง ที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง

“นี่เป็นเรื่องของผู้สมัคร เรายังไม่นับเรื่องคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ที่เขาเพิกเฉยต่อปัญหา คือ กกต. เองไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบเลยว่า การวินิจฉัยของตัวเอง จะกระทบต่อสิทธิ์ของผู้มีสิทธิที่จะเลือกจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิทธิชุมชน เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก ถ้าปล่อยให้เรื่องนี้ ขยายตัวออกไป หมายความว่าคนในชุมชน แทนที่เขาจะมีตัวเลือกที่เขาจะเลือกได้ตามสิทธิ์ ตามกฎหมาย กกต. ก็ไปตัดสิทธิ์ หรือไปตัดสิทธิ์คนที่จะอยู่ในชุมชน ที่จะมีสิทธิ์มาเป็นผู้แทนของพวกเขาเอง ดังนั้นเรื่องนี้สุดท้ายจะกลายเป็นลดความน่าเชื่อถือของความเป็นประชาธิปไตย หรือลดความเข้มแข็งของชุมชนในอนาคตที่เป็นเรื่องน่าอันตรายมาก”

ศิวนุช สร้อยทอง

เสียงสะท้อน ‘พลเมืองชั้นสอง’

ศิวนุช ยังสะท้อนด้วยว่า ผู้ได้รับผลกระทบหลายรายรู้สึกว่าตนเองถูกทำให้กลับไปเป็น “พลเมืองชั้นสอง” อีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทำหน้าที่ผู้แทนท้องถิ่นและดูแลชุมชนมาโดยตลอด ที่สำคัญ ในจำนวนคดีที่ดำเนินการ มี 1 รายชนะคดีจากการตรวจพบความผิดพลาดทางทะเบียน ส่วนอีก 4 รายแพ้คดี และเหลือเพียง 2 รายที่ยังเดินหน้าต่อ เพราะบางคนหวาดกลัวกระบวนการศาลและผลทางกฎหมาย

อีกทั้งผลกระทบไม่ได้จำกัดแค่ผู้สมัคร แต่ยังสร้างความไม่มั่นคงให้คนในชุมชน เด็กและเยาวชนตั้งคำถามว่า อนาคตจะถูกตัดสิทธิ์ในวิชาชีพอื่นอีกหรือไม่ หากการตีความยังคลุมเครือ

จึงเสนอให้แก้ไขมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ให้ระบุชัดว่า “เป็นไทยโดยการเกิด” เพื่อตัดปัญหาการตีความผิดพลาด และขอให้กระทรวงมหาดไทยยืนยันแนวทางเดิม พร้อมทบทวนหนังสือสั่งการที่อาจเคยมีเอกสารแนบผิดพลาด ส่วน กกต. ควรเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น และพิจารณาผลกระทบต่อชุมชนที่ไม่มีผู้แทนในสภาท้องถิ่น

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active