เครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง หวัง การแก้รัฐธรรมนูญ ยอมรับตัวตนชนเผ่าพื้นเมือง ส่วนร่วมกำหนดนโยบาย สู่การเข้าถึงสิทธิต่างๆอย่างเท่าเทียม
ในวงพูดคุยออนไลน์หัวข้อ “ ชนเผ่าพื้นเมืองอยู่ตรงไหน ในสมการเลือกตั้ง ” ผ่านเพจ Facebook IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 69 ผศ.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ชวนตั้งคำถามว่า การเลือกตั้งของรัฐไทย ได้มีการออกแบบให้ชนเผ่าพื้นเมือง ปรากฏตัวในฐานะเจ้าของอำนาจหรือไม่
ทั้งนี้ เวลาเราพูดถึงการเมืองการเลือกตั้ง นั่นคือการที่ประชาชนยอมมอบอำนาจของตัวเองให้ผู้แทนไปทำหน้าที่เป็นตัวแทน หรือ ผู้แทนราษฎร แต่กลับเป็นออกแบบให้ชนเผ่าพื้นเมืองได้ปรากฏตัวในฐานะผู้ถูกรวม แต่อยู่ภายใต้โครงสร้างเดิม เพราะถ้าไม่ตั้งคำถามนี้ เราอาจจะอธิบายการเมืองชาติพันธุ์เป็นแค่อาการ แต่เราไม่เคยแตะโครงสร้างของปัญหา ทำไมในพื้นที่การเมืองระดับชาติ ทำไมพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ไม่ได้ทะลุทะลวงไปอย่างมีความหมาย
ดังนั้น ประเด็นที่อยากจะชี้ คือ 1. ถ้ามองในเชิงโครงสร้างนโยบายของพรรค หรือการเลือกตั้งครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับชนเผ่าพื้นเมืองมากน้อยเพียงใด หากมองภาพรวมเชิงโครงสร้าง “เหมือนจะมีชื่อ แต่ไม่มีเสียง” หากเราวิเคราะห์นโยบายของพรรคการเมืองที่มีอยู่ ของพรรคต่างๆ จะพบสิ่งหนึ่งก็คือ “ชนเผ่าพื้นเมือง หรือชาติพันธ์ ถูกกล่าวถึงมากขึ้น แต่ยังไม่ถูกยอมรับในฐานะผู้กำหนดนโยบาย” ไม่มีพื้นที่หรือสมการในการร่วมกำหนดนโยบายของพรรค ไม่ปรากฏเด่นชัดซักพรรคการเมือง
ชาติพันธุ์ถูกปรากฏในนโยบายในฐานะอะไรบ้าง ที่ปรากฎในพรรคการเมืองที่เห็น คือ เป็นส่วนหนึ่งของผู้ยากไร้ เป็นส่วนหนึ่งของผู้ขาดโอกาส เป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ต้องได้รับการพัฒนา เป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ต้องถูกรวมในระบบของรัฐ แต่ไม่ปรากฏว่าชาติพันธุ์หรือชนเผ่าพื้นเมือง ต้องเป็นผู้ถือสิทธิทางการเมืองเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และต้องมีอำนาจในการจัดการพื้นที่หรือทรัพยากร หรือต้องเป็นผู้มีโลกทัศน์ทางการเมืองของตนเอง จึงเรียกสภาวะนี้ว่า “เป็นการเมือง เชิงสงเคราะห์ แต่ไม่ยอมรับเชิงอำนาจ” ดังนั้นจึงชัดว่า นี่คือสมการที่เป็นการปรากฏชื่อ ปรากฎรูป ปรากฎนาม แต่ไม่มีเสียงในพรรค ในสมการของนโยบายพรรคการเมือง
2.เวลาเราพูดถึงการเมือง การเลือกตั้งในรอบนี้ จะเห็นว่ามีบางพรรค ที่หยิบยกเรื่อง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ แต่สมการของการพูดถึงเรื่องนี้ เป็นการยอมรับที่ไปไม่ถึงแก่น จริงๆแล้ว พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ แต่ว่าในเชิงมนุษย์วิทยาทางการเมือง ก็ต้องพูดตรงไปตรงมาว่า รัฐยอมรับวัฒนธรรม แต่ไม่ยอมรับอำนาจในการกำหนดทิศทางวัฒนธรรมโดยเจ้าของวัฒนธรรม ยอมให้รักษาวิถี แต่ไม่ยอมคืนอำนาจการตัดสินใจเชิงพื้นที่ ว่าวิถีที่เราเป็นจะไปทิศทางไหน
“เหมือนใน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ที่เรามีเรื่องของพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ยอมให้อนุรักษ์ แต่ต้องทำตามที่รัฐให้อนุรักษ์ ถ้าทำนอกเหนือจากนี้ยังไม่ได้ จึงเกิดภาวะที่เรียกว่า ยอมรับวัฒนธรรม แต่ปฏิเสธอำนาจทางการเมือง มันจึงปรากฎเห็นร่องรอยวัฒนธรรม แต่ยังไม่มีการปรากฎถึงการยอมรับอำนาจทางการเมือง การหยิบใช้ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ในสมการการเมืองครั้งนี้ จึงหยิบใช้ในเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าเชิงโครงสร้าง เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางวัฒนธรรม แต่ไม่ใช่ที่ต่อรองเชิงอำนาจ“ ผศ.สุวิชาน กล่าว

3. ในสมการการเมืองรอบนี้ มองว่านโยบายของพรรคการเมืองที่เกี่ยวกับชาติพันธ์ุชนเผ่าพื้นเมืองในฐานะชายขอบจินตนาการทางพรรคการเมือง ไม่ได้บอกว่าชนเผ่าพื้นเมือง หรือชาติพันธุ์ หายไปจากพรรคการเมืองรอบนี้ แต่ถูกวางไว้ในฐานะนโยบายพื้นที่ชายขอบของจินตนาการของพรรค “อยู่ในเอกสาร แต่ไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางการตัดสินใจของพรรค” ถูกกล่าวถึง แต่ไม่ถูกฟัง ถูกนับแต่ไม่ถูกนับว่าสำคัญพอที่จะเป็นนโยบายหลักของพรรค เพราะว่าเห็นบางพรรคเริ่มมีการกำหนดปีกชาติพันธุ์ออกมา มีการกำหนดนโยบายออกมา แต่นั่นคือนโยบายของปีก ไม่ได้ปรากฎในนโยบายหลัก
ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ ถูกใช้ในเชิงเครื่องมือยุทธศาสตร์ มากกว่าพื้นที่ต่อรองเชิงโครงสร้างทางการเมือง เพียงเพื่อไม่ให้กระทบฐานเสียง หรือ กระแสหลักของพรรคการเมือง
ผศ.สุวิชาน ยังชี้ว่า ในสนามการเลือกตั้งครั้งนี้ เห็นการปรากฎตัวของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ใน 4 ลักษณะ คือ ไม่ได้ดำรงอยู่ในอัตลักษณ์วัฒนธรรมเท่านั้น แต่ถูกทำให้เป็น ทรัพยากรทางการเมืองของการเลือกตั้งครั้งนี้ ผ่านกระบวนการจัดวางวาทกรรม โครงสร้างอำนาจพรรคการเมือง 4 ประการ
1.สมการชาติพันธุ์ ถูกวางในบทบาทของผู้แสดง บทบาทเชิงตัวแทน มีหลายพรรคพยายามหยิบเอาชาติพันธุ์ไปจับใส่เป็นผู้แสดงเป็นผู้สมัคร ไม่ว่าจะในระดับเขต หรือ ผู้สมัครในระดับปาตี้ลิสต์ มีทั้งระดับต้น ๆ ระดับกลาง ระดับท้าย ๆ ถูกทำให้เป็นร่างแทนตัวแทนชาติพันธุ์ นโยบายพรรคจึงไม่ถูกถักทอเข้ากับอัตลักษณ์ หรือประวัติศาสตร์ของพรรค หรือความทรงจำร่วมชาติพันธุ์ จึงไม่สำคัญกับภูมิหลัง และวาระสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์
2.ชาติพันธุ์ถูกวางในสมการ ในฐานะตัวตน แต่ถูกทำให้เงียบงัน คือ ปรากฏในพรรค แต่ไม่มีตัวตน คือไปอยู่แบบไร้ตัวตน เช่น บางคนไปสมัครเป็นผู้สมัคร แต่เงียบเหงาไปเลย ไม่ปรากฏตัวในสาธารณะ แต่ปรากฏลิสต์ของพรรคการเมือง คือพรรคใช้ตัวตนชาติพันธุ์ เพื่อสร้างภาพความหลากหลาย แต่หลีกเลี่ยงการผลักดันวาระชาติพันธุ์โดยตรง ชาติพันธุ์จึงกลายเป็นทุนสัญลักษณ์ มากกว่าทุนเชิงนโยบาย และไม่แน่ใจว่าคนชาติพันธุ์ไปเข้าอยู่ในนั้น เอาวาระชาติพันธ์ไปอยู่ด้วยหรือเปล่า
“ดังนั้นชาติพันธุ์ถูกใช้เชิงเครื่องมือยุทธศาสตร์ มากกว่าพื้นที่ต่อรองเชิงโครงสร้างทางการเมือง คือ การทำให้ชาติพันธุ์กลายเป็นวัตถุทางการเมือง เพื่อไม่ให้กระทบฐานเสียง หรือ กระแสหลักของพรรค คือเป็นเฟอร์นิเจอร์ ไม่ใช่โครงสร้าง” ผศ. สุวิชาญ กล่าว
3.ดีขึ้นมาบ้าง คือตัวแทนชาติพันธุ์เข้าไปอยู่ในฐานะวาระรองเชิงโครงสร้าง แต่ก็มีบทบาทในการนำเสนอนโยบายของชาติพันธุ์ในพรรคบ้าง รูปแบบนี้มีความซับซ้อน พบปรากฏตัวในบางพรรคขึ้นมา เพราะฉะนั้นชาติพันธุ์จึงอยู่ในวาระของพรรค แต่อยู่ในวาระเสริม ชาติพันธุ์ปรากฎในนโยบายต่าง ๆ เช่น นโยบายการจัดการทรัพยากร การจัดการที่ดินและป่าไม้มีแล้ว แต่ไม่บอกว่าการจัดการทรัพยากรโดยชาติพันธุ์ ความมั่นคงชายแดนมี แต่ไม่ได้บอกว่า ความมั่นคงชายแดนโดยฐานชาติพันธุ์ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากมีแล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้นิเวศปัญญาชาติพันธุ์ คนกำหนดวาระ เริ่มมีตัวตนชาติพันธุ์มาร่วมกำหนดวาระนี้ เป็นสัญญานบวกขึ้นมา

4.ชาติพันธุ์ กลายเป็นสมการในฐานะจุดตัดของพื้นที่ทรัพยากรและความมั่นคง ในมิตินี้ชาติพันธุ์ถูกวางไว้ในสมการพื้นที่ชายแดน ความมั่นคงรัฐ การจัดการทรัพยากร แต่จะพูดถึงประเด็นความมั่นคงของชาติเป็นหลัก เช่นประเด็นเรื่องยาเสพติด เรื่องทรัพยากร และ PM 2.5 แต่มันอยู่ในบริบทนิเวศการเมืองที่คนชาติพันธุ์ไปอยู่ในแก่นของเรื่องเหล่านี้ เช่นเวลาเราพูดถึงเรื่องชายแดนพี่น้องชาติพันธุ์ส่วนใหญ่เราอยู่ในพื้นที่ตรงนี้อยู่แล้ว อยู่ในนั้นอยู่แล้ว แต่จะไม่พูดถึงชาติพันธุ์เป็นหลัก จะพูดถึงในฐานะจุดตัดของพื้นที่ทรัพยากรความมั่นคง ชาติพันธุ์ไม่ถูกมองในฐานะผู้มีสิทธิ แต่ถูกมองในฐานะตัวแปลความมั่นคงของรัฐ พูดถึงแค่เรื่องการจัดการพื้นที่ตรงนี้ แต่ไม่ได้มองเรื่องของการจัดการวัฒนธรรมที่ให้เจ้าของวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นส่วนร่วมในการจัดการ แต่รัฐต้องไปจัดการพื้นที่เหล่านี้ เพราะเป็นพื้นที่ที่ชาติพันธุ์อยู่
“เพิ่มเติมอีกประเด็น เห็นว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ถูกทำให้เป็นพ่อค้าคนกลางของการหาเสียง ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ระหว่างพรรค กับ ชุมชน คือไม่ได้เป็นตัวแทน แต่เป็นตัวกลาง เป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์จากพรรค เข้าไปสู่เครือญาติ เข้าไปสู่ชุมชนตัวเอง เป็นกลไกระดมเสียงเชิงวัฒนธรรม ใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจที่คนชาติพันธุ์มีมากกว่านโยบายพรรค ความสำคัญเชิงศีลธรรม มากกว่าสัญญาทางการเมือง คือใช้เรื่องที่สมมติว่า ถ้ามีพี่น้องของคุณมาเป็นตัวกลางแล้ว คุณต้องช่วยพี่น้องของคุณ จึงกลายเป็นเครื่องมือตัวกลางของพรรคการเมือง” ผศ.สุวิชาน กล่าว
หวัง เห็นการหน้าแก้รัฐธรรมนูญ ยอมรับตัวตนชนเผ่าพื้นเมือง มีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย
ปิ่นสุดา นามแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเด็กและเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง กล่าวว่า สิ่งที่อยากให้แก้ไขมากที่สุด คือการที่รัฐไทยมีการยอมรับ การมีตัวตนของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งแม้ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จะมีและบังคับใช้แล้วในไทย แต่บางประเด็นเช่นเรื่องของสิทธิชุมชน สิทธิที่ดินที่อยู่อาศัยของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองยังถูกจำกัดสิทธิอยู่ รวมไปถึงเรื่องของการศึกษา คุณภาพการศึกษาอาจจะมีความไม่เท่าเทียมกันในบริบทพื้นที่ หรือว่าถิ่นที่อยู่อาศัย สวัสดิการต่าง ๆในการเข้าถึงเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เห็นชัดเจนกับพี่น้องชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง และจากที่ทำงานกับพี่น้องชาติพันธุ์ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่หรือเยาวชน อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ
”เพราะเราเห็นว่า ถ้ากฎหมายสูงสุดในประเทศไทยสามารถแก้ไข ปรับเปลี่ยนเนื้อหาในการยอมรับตัวตนกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง ปรับเปลี่ยนสถานภาพ นำมาสู่การเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น“ ปิ่นสุดา กล่าว


ซ้าย : ปิ่นสุดา / ขวา : อาดัง
เช่นเดียวกับ อาดัง อาจอ แกนนำเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง เห็นว่าการเลือกตั้งปี 69 เป็นปีที่กลุ่มเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง ค่อนข้างจะตื่นตัวมาก เห็นได้จากการทำงานในเรื่องของการสร้างความเข้าใจต่อกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งความหวังและจับตาว่าจะมีพรรคไหนที่จะโชว์เรื่องความเป็นชนเผ่าพื้นเมืองขึ้นมาบ้าง แต่ถ้ามองในบริบทโดยรวม คำว่าชนเผ่าพื้นเมือง ก็ยังไม่เห็นพรรคไหนที่มีการหยิบยกขึ้นมา โดยเฉพาะในประเด็นของการที่มีตัวตนอยู่ในสังคมไทย
“สำคัญคือการยอมรับสถานะชนเผ่าพื้นเมือง ไม่ใช่แค่นิยามคำว่าชาติพันธุ์ อันนี้คือด่านแรกที่อยากให้สังคมยอมรับ และเรื่องสถานะบุคคล หรือเรื่องของสัญชาติด้วย เพราะเป็นจุดเริ่มต้นใบเบิกทางของหลาย ๆ สิทธิ ทั้งที่ดินที่อยู่อาศัยก็จะถูกยอมรับไปพร้อมกัน“ อาดัง กล่าว
ด้าน ผศ.สุวิชาน เห็นว่า หากพูดเชิงมนุษย์วิทยาการเมือง เรื่องการยอมรับการมีตัวตนในความหมายของพี่น้องชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ไม่ใช่แค่เฉพาะการมีตัวตนเชิงวัฒนธรรม ถ้าเราดูนโยบายที่มีและเหมือนจะยอมรับวัฒนธรรมของเรา แต่ไม่ยอมรับสิทธิในการกำหนดอนาคตจัดการวัฒนธรรมของเรา หมายความว่านโยบายที่ยอมรับการอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่ไม่มีการยอมรับสิทธิในการกำหนดและจัดการวัฒนธรรมของตนเอง ถ้ามองว่าวัฒนธรรมของชาติพันธุ์เป็นซอฟต์พาวเวอร์ มันไม่ได้หมายความว่า ไม่ใช่แค่ให้คุณรักษา แล้วเราจะใช้ แต่ชาติพันธุ์ต้องลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของวัฒนธรรมและมีสิทธิมีอำนาจกำหนดทิศทางซอฟต์พาวเวอร์ของตนเองได้ อันนี้เป็นนโยบายที่เราจะอยากเห็นประเด็นแรก
ประเด็นที่สองในฐานะที่ตนเป็นนักวิชาการ อยากเห็นนโยบายปฏิรูปการศึกษา ที่ไม่ใช่อย่างที่หลายพรรคประกาศจะนำไปสู่การศึกษาสมัยใหม่ การเป็นเลิศแข่งขันในระดับสากล แต่กลับไม่เห็นพรรคไหนที่นำเสนอนโยบายการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม ภาษา ความหลากหลายทางวิถีชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์ในประเทศไทย ดังนั้นจึงอยากเห็นนโยบายที่กอบกู้ศักดิ์ศรีชนเผ่าพื้นเมืองต่าง ๆบนฐานนิเวศวัฒนธรรม
สุดท้ายคือเรื่องของการให้สิทธิในการเข้าถึงการจัดการทรัพยากรอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม หรือใช้คำว่านโยบายคืนสิทธิความเป็นเจ้าของในการเข้าถึงการจัดการทรัพยากรของประชาชนกับรัฐ co-creation หรือ เป็นผู้ร่วมการจัดสรร ไม่ใช่ผู้รับการจัดสรรทรัพยากร
