‘นักพิทักษ์สิทธิสตรีในชุมชน’ บทบาทผู้หญิงช่วยผู้หญิง จัดการความบิดเบี้ยวในกระบวนการยุติธรรม

ความจริงหลังเพิ่งผ่านพ้น ‘วันสตรีสากล’ เมื่อผู้หญิงยังเผชิญชะตากรรมจากกระบวนการยุติธรรม ชี้ชัด ผู้รักษากฎหมาย กลับใช้อำนาจ ตำแหน่ง หลอกลวง เอาเปรียบ ทำร้ายทางเพศ ในขณะที่เหยื่อเลือกที่จะเงียบ เพราะความกลัว หวังบทบาท ‘นักพิทักษ์สิทธิสตรีในชุมชน’ พร้อมด้วยกลไก ‘คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ’ ช่วยผู้หญิงให้ได้รับความยุติธรรม ดึงปัญหาที่ถูกซ่อน มาสู่การตรวจสอบ

สมศรี หาญอนันทสุข ที่ปรึกษาสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) ระบุว่าแม้ใน วันสตรีสากล (8 มี.ค.) จะเป็นวันที่ทั่วโลกออกมาสื่อสารถึงสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิง แต่เมื่อกิจกรรมเหล่านั้นสิ้นสุดลง หลายครั้งพลังของผู้หญิงก็สลายตัวไป พร้อมกับคำพูดและคำประกาศที่สวยงาม โดยที่ชีวิตของผู้หญิงจำนวนมากในสังคม ยังคงเผชิญกับความไม่เป็นธรรมเหมือนเดิม โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องเผชิญชะตากรรมจากความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรม

“ในความเป็นจริง ยังมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อของผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมเสียเอง ผู้ที่ควรจะเป็นผู้รักษากฎหมาย กลับใช้กฎหมาย ใช้ตำแหน่งหน้าที่ และสถานะของตน หลอกลวง เอาเปรียบ ทำร้ายทางเพศ หรือฉกฉวยทรัพย์สินเงินทองของผู้หญิง แล้วสามารถดำรงตำแหน่งหน้าที่อยู่ได้อย่างหน้าตาเฉย”

สมศรี หาญอนันทสุข

สมศรี ยอมรับว่า ผู้หญิงจำนวนมากเลือกที่จะเงียบ เพราะความกลัว คือ กลัวอำนาจ, กลัวการถูกกลั่นแกล้ง และ กลัวว่าการร้องเรียนจะไม่เกิดผล ดังนั้น หากต้องการให้สังคมเปลี่ยนแปลงจริง พลังของผู้หญิงต้องไม่หยุดอยู่ที่การเสวนา คำประกาศเท่านั้น แต่ต้องขยับไปสู่การปกป้องผู้หญิงด้วยกัน ไม่ว่าเธอคนนั้นจะอยู่ในชุมชนของเราเองหรือที่อื่น ๆ

โดยผู้หญิงที่มีการศึกษา มีความรู้ หรือมีบทบาทในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นครู นักกิจกรรม ผู้นำชุมชน นักเขียน หรือประชาชนทั่วไป แม้ไม่ได้เป็นนักกฎหมายหรือทนายความ ก็สามารถทำหน้าที่เป็น “นักพิทักษ์สิทธิสตรีในชุมชน” ได้

สำหรับการช่วยเหลือผู้หญิงด้วยกันในกระบวนการยุติธรรม สามารถเริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่ซับซ้อน เช่น

  • เป็นพยานของความจริง เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งถูกเอาเปรียบ การมีคนรับฟังและพร้อมยืนยันข้อเท็จจริง คือพลังสำคัญที่จะทำให้เธอไม่ต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว

  • ช่วยเก็บข้อมูลและหลักฐาน การจดบันทึกเหตุการณ์ วันเวลา บุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือการเก็บเอกสารต่าง ๆ สามารถช่วยป้องกันการบิดเบือนข้อเท็จจริงในภายหลัง

  • เข้าไปช่วยเหลือในกระบวนการร้องเรียนหรือสอบสวน การมีบุคคลจากชุมชนหรือภาคประชาชนที่รู้ขั้นตอนการร้องเรียน และเท่าทันขั้นตอนที่โรงพัก ร่วมรับรู้ จะช่วยลดโอกาสของการใช้อำนาจโดยมิชอบ ได้อย่างดี

  • ให้กำลังใจและไม่ปล่อยให้เหยื่อถูกทำให้เงียบ ผู้หญิงจำนวนมากยอมเงียบ ยอมจำนน เพราะกลัวอำนาจและกลัวการถูกทำร้ายซ้ำ การมีผู้หญิงด้วยกันยืนอยู่ข้าง ๆ คือกำลังใจสำคัญ

  • ใช้พลังของสังคมและสาธารณะ

“การเขียน การสื่อสาร หรือการเปิดพื้นที่หารือกันในสังคม สามารถทำให้ปัญหาที่ถูกซ่อนอยู่ถูกนำมาสู่การตรวจสอบ”

สมศรี หาญอนันทสุข

คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) กลไกที่ผู้หญิงควรรู้จัก

นอกจากพลังของชุมชนแล้ว สมศรี ก็ระบุว่า กฎหมายได้สร้างกลไกตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจโดยมีตัวแทนภาคประชาชนเข้าไปร่วมพิจารณา ไว้ด้วย นั่นคือ คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565

คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ รับเรื่องร้องเรียน ไต่สวนข้อเท็จจริง และตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ในกรณีที่ประชาชนเห็นว่าตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ละเลยต่อหน้าที่ หรือใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย

ในหลายกรณี ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออาจเป็น ผู้หญิง เด็ก หรือบุคคลที่อยู่ในสถานะเปราะบางทางสังคม เช่น

  • ตำรวจไม่รับแจ้งความ

  • บิดเบือนการบันทึกข้อเท็จจริง

  • ใช้อำนาจกดดันหรือเอาเปรียบ

  • หลอกลวง ล่วงละเมิดทางเพศ อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง

  • หลอกให้รักหวังผลต่อทรัพย์สินของผู้หญิง

  • ละเลยไม่ดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม

“เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ประชาชนสามารถใช้กลไกของ คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ เป็นที่พึ่ง โดยการยื่นคำร้องเพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ผู้หญิงในชุมชนจึงสามารถมีบทบาทสำคัญในการช่วยรวบรวมข้อมูล สนับสนุนผู้เสียหาย และติดตามกระบวนการร้องเรียน เพื่อไม่ให้เรื่องถูกปิดเงียบ”

สมศรี หาญอนันทสุข

ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อคุ้มครองผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรม

หากสังคมไทยต้องการให้ผู้หญิงได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเชิงระบบ โดยเฉพาะในกรณีที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจเองกลายเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง ข้อเสนอที่ควรได้รับการพิจารณา ได้แก่

1. กำหนดมาตรการพิเศษเมื่อผู้เสียหายเป็นผู้หญิงหรือบุคคลเปราะบาง

เมื่อมีข้อกล่าวหาว่าตำรวจเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดหรือเอาเปรียบผู้หญิง ควรมีมาตรการให้หน่วยงานที่เป็นอิสระเข้ามาร่วมตรวจสอบ เพื่อลดปัญหาการสอบสวนกันเองในองค์กรเดียวกัน

2. บังคับให้มีการบันทึกการรับแจ้งความอย่างโปร่งใส

การแจ้งความทุกกรณีควรถูกบันทึกเป็นคดีอย่างเป็นทางการ และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ เพื่อป้องกันปัญหาไม่รับแจ้งความ หรือบันทึกเป็นเพียงบันทึกประจำวันแทนคดีอาญา

3. เพิ่มบทลงโทษกรณีเจ้าหน้าที่ใช้ตำแหน่งแสวงหาประโยชน์จากผู้เสียหาย

การใช้อำนาจหน้าที่เพื่อหลอกลวง ล่วงละเมิดทางเพศ หรือแสวงหาประโยชน์ทางทรัพย์สินจากผู้หญิง ควรถูกกำหนดให้เป็นความผิดร้ายแรงทั้งทางวินัยและทางอาญา ซึ่งได้กำหนดไว้บ้างแล้ว

4. เสริมบทบาทและมาตรฐานการทำงานของคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ

ในกรณีที่มีข้อกล่าวหาว่าตำรวจกระทำผิดวินัยร้ายแรง หรือใช้อำนาจในทางที่ไม่เหมาะสมต่อผู้หญิงหรือบุคคลที่อยู่ในภาวะเปราะบาง คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจควรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระ รอบคอบ และยึดหลักความยุติธรรมอย่างเคร่งครัด

“การพิจารณาเรื่องร้องเรียนควรให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงและผลกระทบต่อผู้เสียหายอย่างจริงจัง ไม่ควรมองการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือการผิดวินัยร้ายแรงว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่สามารถปล่อยผ่านได้ เพราะการเพิกเฉยต่อพฤติกรรมดังกล่าวย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวม”

สมศรี หาญอนันทสุข

5. สร้างเครือข่ายผู้หญิงเฝ้าระวังกระบวนการยุติธรรมในระดับชุมชน

ผู้หญิงที่มีความรู้และบทบาทในสังคมสามารถรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย ติดตามคดี และทำให้สังคมไม่ปล่อยให้ความอยุติธรรมถูกกลบเงียบ

กระบวนการยุติธรรมไม่ควรเป็นพื้นที่ที่ผู้หญิงต้องหวาดกลัว และความยุติธรรมไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าใครมีอำนาจมากกว่า เพราะในความเป็นจริงก่อนที่คดีจะไปถึงศาล ความยุติธรรมของผู้หญิงจำนวนไม่น้อยได้ตายสนิทไปแล้วที่สถานีตำรวจ

“หากผู้หญิงในสังคมเริ่มปกป้องกันและกัน วันสตรีสากลก็จะไม่ใช่เพียงวันแห่งคำพูดแต่จะเป็นวันที่พลังของผู้หญิงเริ่มเปลี่ยนโครงสร้างของความยุติธรรมในสังคม”

สมศรี หาญอนันทสุข

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active