สกน.ย้ำ หยุด! นโยบายปิดป่า-ห้ามเผาเหมาเข่ง เหตุตัดแนวร่วมชุมชนป้องกันไฟป่า ซ้ำเติมวิกฤตกระทบความมั่นคงอาหาร

ชี้ ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน วิกฤตสงคราม และทุกวิกฤตที่กระทบปากท้องข้าวของแพง ประชาชนคนยากจน ผู้มีรายได้น้อย คนอยู่กับป่าอยู่รอดได้ ด้วยการเก็บผลผลิต อย่างข้าวไร่หมุนเวียน และพืชผักตามฤดูกาล

จากกรณี สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือจังหวัดลำปาง จำนวนกว่า 200 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ได้รวมตัวกัน เพื่อเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลสำคัญจากผลกระทบจาก ‘มาตรการห้ามเผา’ และ ‘คำสั่งปิดป่า’ ที่บังคับใช้ทั้งจังหวัดลำปาง ส่งผลให้ชุมชนไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์และบริหารจัดการเชื้อเพลิงในขอบเขตพื้นที่ที่ชุมชนดูแลได้

อิทธิพล วัฒนาศักดิ์ดำรง ชุมชนบ้านแม่หมี อ.เมืองปาน จ.ลำปาง เปิดเผยและย้ำกับ The Active ว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านมีส่วนร่วมในการจัดการไฟมาตลอด พยายามคิดถึงการทำแนวกันไฟ ซึ่งในหนึ่งปีก็ทำหลายรอบเพราะใบไม้ไม่ได้หล่นพร้อมกัน หรือหากมีไฟป่าลุกลามมาจากนอกชุมชนเราก็ต้องระดมกำลังกันไปดับ 

“ ทุกวันนี้จัดเวรยามกันอยู่ในจุดเฝ้าระวังไฟทุกวัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะดูแลทรัพยากรของเรา และแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่ว่าถ้าเป็นในพื้นที่ที่ชุมชนเราดูแลทั้ง 12,000 ไร่ คุณไม่ต้องกังวลเลย เราดูแลเอง แต่การออกมาตรการแบบนี้สร้างความกังวลต่อพวกเรา ไม่ใช่แค่ว่าเราจะใช้ประโยชน์จากป่าได้ไหม แต่หมายถึงเราจะเข้าไปดูแลป่าได้อีกไหม เพราะทุกที่ในบ้านเราก็คือเขตป่า การประกาศปิดป่า ก็เท่ากับปิดบ้านเรา” อิทธิพล กล่าว

อิทธิพล ย้ำว่า ชาวบ้านมาส่งเสียงด้วยจิตใจของมนุษย์ มาด้วยจิตใจอ่อนโยนเพื่อมาพบผู้ว่าฯ ให้แก้ไขปัญหาของเรา ไม่ได้มาไล่ ไม่ได้มาทำให้ผู้ว่าฯเดือดร้อน แต่เพราะเราได้รับผลกระทบจากมาตรการห้ามเผาและปิดป่า เราได้ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ในการจัดการป่ามาโดยตลอด แต่ตอนนี้ไม่ให้ชุมชนเข้าป่า ก็เท่ากับเราไม่มีสิทธิ์ร่วมจัดการป่ากับเจ้าหน้าที่ เราเข้าป่าไปเราก็ผิดกฎหมาย ดังนั้นเราอยากจะมาคุยว่าเราจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร

ทั้งนี้เข้าใจเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่ดี เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่มีกำลังจัดการไฟป่าไม่เพียงพอ ฉะนั้นพวกเราก็อยากจะช่วย แต่เมื่อเราถูกปิดกั้นแบบนี้ ป่าที่เราดูแลกันมาหลายปีไม่มีไฟเข้าเลย จะไม่ให้เรามีสิทธิ์ในการเข้าป่าเราทำไม่ได้ เราอยากให้ผู้ว่าฯ มาชี้แจง เจรจากับเราและหาทางออกร่วมกันเพื่อทำงานร่วมกัน

“  PM 2.5 ไม่ได้มาจากการเผาอย่างเดียว แต่มันมีหลายสาเหตุ ดังนั้นถ้าชุมชนจัดการได้ เราก็จะช่วยจัดการ แต่วันนี้ดันมามีมาตรการปิดป่า ก็เหมือนตัดสิทธิ์เรา ควรเปิดโอกาสให้เราได้มีส่วนร่วม มีข้อตกลง เปิดการเจรจาและจัดการไฟแบบแยกแยะ ไม่ใช่ประกาศปิดป่าแบบเหมาเข่ง เรารับไม่ได้ เราดูแลจัดการป่าอยู่แล้ว ดูแลไฟอยู่แล้ว” อิทธิพล กล่าว

ชี้ นโยบายปิดป่า-ห้ามเผาเหมาเข่ง นอกจากตัดแนวร่วมชุมชนป้องกันไฟป่า ยังกระทบความมั่นคงชีวิต ความมั่นคงอาหารประชาชน

พชร คำชำนาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ชี้ว่า ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตสงคราม วิกฤตพลังงาน น้ำมัน ข้าวของราคาแพง  การประกาศปิดป่าหรือประกาศห้ามเผา ยิ่งซ้ำเติมวิกฤตให้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ คนอยู่กับป่ามากขึ้น  

ทั้ง มิติความมั่นคงทางอาหาร เพราะว่าการทำไร่หมุนเวียนของกลุ่มชาติพันธ์ที่ต้องมีการใช้ไฟในช่วงระยะเวลาที่ทางจังหวัด และทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศห้ามเผาพอดี ทำให้กระทบต่อผลผลิตของเขา ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาหลายชุมชนที่เขาไม่ได้เผาตามฤดูกาล ก็คือว่าตัวผลผลิตข้าวมันลดลงในหลายชุมชน ลดลงกว่าครึ่งของผลผลิตเดิม ซึ่งทำให้เขาต้องหาเงินเพื่อไปซื้อข้าวจากข้างนอกมาเพิ่มเติม

“ ทั้งๆที่ความจริง พิสูจน์ชัดว่า ในวิกฤตต่างๆที่ผ่านมา เช่นโควิด ที่สั่งปิดหมู่บ้านชุมชน ชาวบ้านเขาอยู่ได้ ด้วยข้าวไร่หมุนเวียน และพืชผลตามฤดูกาลที่ปลูกและเก็บไว้กินและรับมือสถานการณ์ต่างๆ แถมยังมีแบ่งปันให้เพื่อนพี่น้องที่ประสบปัญหาเข้าถึงอาหารในชุมชนเมืองได้อีก ” พชร กล่าว

การประกาศปิดป่าหรือประกาศห้ามเผา ยังกระทบต่อรายได้ของคนอยู่กับป่า เพราะว่ากลุ่มชาติพันธ์บนพื้นที่สูงเขามีรายได้จากการเก็บของป่า ใช้ประโยชน์จากการจัดการป่าช่วงนี้ เป็นช่วงของการหาเห็ด หาผักหวาน หาน้ำผึ้ง การประกอบพิธีกรรมต่างๆก็ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพื้นที่ป่าเช่น ไม้ไผ่มาสร้างฝายมีชีวิต หรือว่าทำหอพิธีกรรมในการประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ นี่จึงเป็นผลกระทบที่สืบเนื่องกันมา

ดังนั้น จึงคิดว่าทั้งหน่วยงานราชการเอง หรือว่าสังคมเอง คนที่อยู่ในเมือง ควรที่จะทำความเข้าใจความซับซ้อนประเด็นปัญหาที่มันถูกซุกซ่อนอยู่ภายใต้ปัญหาฝุ่นควัน PM  2.5 ไม่ได้มีแค่เรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาลมหายใจของพวกเราทุกคน แต่มันมีปัญหาทับซ้อนอย่างเช่นเรื่องของวิกฤตพลังงาน วิกฤตความมั่นคงทางอาหารเข้าไปด้วย

“ ฉะนั้นการจัดการไฟหรือการประกาศปิดปากห้ามเผาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแยกแยะประเภทของการใช้ไฟ หรือการใช้ประโยชน์จากป่าออกจากตัวมาตรการส่วนกลางที่เป็นการตีขลุมไปทั้งหมดเลยว่าพื้นที่ป่าห้ามเข้า การเผาทุกชนิดห้ามใช้ เพราะว่ามันจะเป็นการกดทับและสร้างปัญหาสังคมเพิ่มเติม โดยที่หลังจากฤดูกาลฝุ่นผ่านไป พอฝนตกลงมาก็จะไม่ได้พูดถึงเรื่องราวอะไรเหล่านี้กันแล้ว ไม่ได้แก้ไขปัญหาฝุ่นควันที่ต้นตอ แต่ว่าจะเป็นการไปทิ้งให้พี่น้องชาติพันธุ์ ชุมชนในเขตป่าแบกรับภาระหลังจากนั้นโดยเพียงลำพัง ” พชร กล่าว

สกน.ลำปาง พอใจผลเจรจา ร่วมลงนามบันทึกผลการเจรจาร่วม 5 ข้อ ใช้แนวทางคุ้มครองสิทธิชุมชน จากคำสั่งปิดป่า-มาตรการห้ามเผา

1.กรณีมาตรการห้ามเผาแบบเหมารวมตามประกาศของจังหวัดลำปาง สร้างผลกระทบต่อการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่การเกษตรแบบไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงในฐานสมาชิกของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ซึ่งต้องมีการจัดการเชื้อเพลิงในไร่หมุนเวียนตามวิถีของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ทางสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) 

“ จึงมีข้อเสนอให้รับรองแผนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงของชุมชนกะเหรี่ยงในพื้นที่ ที่ยังดำรงวิถีชีวิตด้วยการทำไร่หมุนเวียน 6 ชุมชน ให้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ได้รับผลกระทบจากประกาศห้ามเผาในที่โล่งของจังหวัดลำปาง โดยมติที่ประชุมมีแนวทางให้ดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติห้ามเผาของจังหวัดลำปาง ฉบับลงวันที่ 28 ม.ค. 2569 โดยจะประสานไปที่อำเภอที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองประชาชนที่จำเป็นต้องใช้ไฟในช่วงเวลาห้ามเผา ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติเหมือนปี พ.ศ.2568 ” 

2.กรณีประกาศจังหวัดลำปางและประกาศสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) เรื่อง การห้ามมิให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเผาป่าหรือเข้าไปกระทำการใดๆ ในเขตป่าในพื้นที่จังหวัดลำปาง สร้างผลกระทบต่อการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติตามวิถี ได้แก่ การเก็บหาทรัพยากรเพื่อเป็นอาหาร แหล่งรายได้ สร้างสิ่งปลูกสร้าง เป็นเชื้อเพลิง รวมถึงการจัดการไฟ อาทิ การทำแนวกันไฟ ลาดตระเวนไฟ และการดับไฟป่า ซึ่งชุมชนยืนยันว่าพื้นที่ทั้งหมดของชุมชนนั้นต่างอยู่ในเขตป่ารูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง การประกาศ “ปิดป่า” แบบเหมารวมเช่นนี้จึงกระทบต่อสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากรของชุมชนอย่างมาก จึงมีข้อเสนอให้คุ้มครองพื้นที่ชุมชนในฐานสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือทั้งหมด ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง “ปิดป่า” โดยยึดตามพื้นที่การจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน และต้องยุติการกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ที่ละเมิดสิทธิชุมชนและไม่ผ่านการประสานงานฝ่ายปกครองในพื้นที่ ได้แก่ การลาดตระเวน เข้าตรวจค้นในพื้นที่ทำกิน สิ่งปลูกสร้าง เคหสถาน การตรวจยึดสิ่งของประกอบอาชีพ และการตรวจยึดที่ดินทำกิน ซึ่งที่ประชุมมีมติว่า สามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้ตามปกติวิถีของชุมชน เนื่องจากการออกประกาศมุ่งเน้นควบคุมการเกิดไฟป่า โดยเข้าใจหลักการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นอย่างดีว่า ชุมชมมีศักยภาพในการดูและและบริหารจัดการทรัพยากรเป็นอย่างดี

3.กรณีการตรวจยึดแปลงที่ดินทำกินของชุมชนบ้านแม่ฮ่าง อำเภองาว จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ภายใต้การอำนวยการของ นายกรัณย์พล แสงทอง ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) พร้อมด้วยหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป.19 (แม่โป่ง) ได้บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภองาว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.งาว ลงพื้นที่ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าบริเวณบ้านแม่ฮ่าง หมู่ที่ 4 ตำบลนาแก อำเภองาว จังหวัดลำปาง และได้ตรวจยึดพื้นที่ทำกินดังกล่าวเนื้อที่ 9 ไร่ โดยปราศจากการตรวจสอบสิทธิในการใช้ประโยชน์ในพื้นที่บริเวณนั้นและไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วม หรือคำชี้แจงใดๆ ต่อชุมชน ที่ประชุมจึงมีมติให้ให้ทางจังหวัดสั่งการหรือมอบหมายไปยัง สจป.3 และ ทสจ.ในการตรวจสอบแปลงร่องรอยการทำกินร่วมกัน มีสัดส่วนชุมชน ภาคประชาชน และหน่วยงานรัฐอย่างเท่า ๆ กัน โดยต้องย้อนร่องรอยการใช้ประโยชน์ต้องตรวจสอบย้อนไปให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่ข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายจะระบุได้ โดยในระหว่างการดำเนินการร่วมกันนั้นให้ยุติการคุกคามในระดับพื้นที่จนกว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จ

4.กรณีเหตุการณ์การเผากระท่อมของประชาชนบ้านแม่หมี ตำบลหัวเมือง อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เมื่อคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 เกิดเหตุการณ์ที่มีผู้ไม่หวังดีลักลอบเผากระท่อมของชาวบ้านแม่หมี จำนวน 2 หลัง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ชุมชนบ้านแม่หมีได้จัดกิจกรรม “เปิดป่า เปิดแนวกันไฟ” เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน กระทบต่อขวัญกำลังใจของชุมชน ที่ประชุมมีมติให้จังหวัดลำปางมอบหมายนายอำเภอเมืองปานให้จัดเวทีชี้แจง ทำความเข้าใจ และให้กำลังใจชาวบ้านแม่หมี ณ ชุมชนบ้านแม่หมี ภายใน 30 วัน โดยมีหน่วยงานที่ต้องประสานงานเข้าร่วม ได้แก่ นายอำเภอเมืองปาน, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหัวเมือง, กำนันตำบลหัวเมือง, ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรแจ้ซ้อน, หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน, และเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่เข้าร่วม

5.กรณียุติการขออนุญาตประทานบัตรสัมปทานเหมืองแร่ ในพื้นที่ชุมชนบ้านแม่เลียง หมู่ที่ 7 และชุมชนบ้านแม่เลียงพัฒนา หมู่ 6 ตำบลเสริมขวา อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปางชี้แจงข้อมูลเรื่องคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ในพื้นที่ดังกล่าวว่า คำขอของบริษัทเมื่อปี 2565 หลังจากที่รับจดทะเบียนเสร็จเจ้าหน้าที่ก็ได้ไปรังวัด วัดได้เนื้อที่ 100 กว่าไร่ ส่งไปที่กรมอุตสาหกรรมฯ ตีกลับมาว่าพื้นที่ตรงนี้ยื่นคำขอมาเกินขอบเขตกำหนดแหล่งแร่ตามประกาศคณะกรรมการแร่ ก็ได้มีการติดประกาศกรมเมื่อปี 2566 หลังจากนั้นต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ แต่ขณะนั้นพี่น้องคัดค้านไม่ให้จัดเวทีรับฟังความเห็น อุตสาหกรรมจังหวัดก็ไปรับหนังสือ ส่งเรื่องไปที่กรมฯ ว่าประชาชนในพื้นที่คัดค้านการทำเหมืองแร่และคัดค้านเวทีรับฟังความเห็น ซึ่งทางกรมฯยืนยันว่า ต้องจัดเวทีรับฟังความเห็นตามกระบวนการ จึงนำมาสู่การจัดเวทีรับฟังความเห็นในเดือน พ.ย. 2567 ซึ่งขณะนี้การดำเนินการอยู่ในระดับกรมฯ ยังไม่มีการตอบกลับมายังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง ที่ประชุมจึงมีมติให้ยุติการเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ทั้งบริษัทและทางอุตสาหกรรมจังหวัด หากมีความจำเป็นต้องเข้าไปต้องแจ้งให้ชุมชนทราบก่อน และหากมีความคืบหน้าในกระบวนการต้องชี้แจงข้อมูลและรายละเอียดทั้งหมดให้ชุมชนทราบโดยทั่วกัน ต้องประสานไปยังท้องที่ท้องถิ่นให้ทราบด้วย

.

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active