เตรียมเดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการพื้นที่พักพิงชั่วคราว สำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา เสริมสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ควบคู่การดูแลตามหลักมนุษยธรรม พร้อมส่งเสริมให้ผู้หนีภัย ได้พึ่งพาตนเอง
เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 69 อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมและมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการดูแลพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา โดยมีผู้แทนจากจังหวัดกาญจนบุรี, ตาก, แม่ฮ่องสอน และราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว เข้าร่วม
ดูแลต่อเนื่องกว่า 50 ปี ท่ามกลางโจทย์โลกที่ซับซ้อน
ปลัดกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ไทยให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยจากเมียนมาตามหลักมนุษยธรรมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2518 ปัจจุบันมีผู้หนีภัยอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง รวม 77,324 คน โดยกระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดระเบียบ ดูแลความเรียบร้อย และประสานความร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐ เพื่อให้ความช่วยเหลือขั้นพื้นฐานในด้านต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในเมียนมายังคงมีความไม่แน่นอน ขณะที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ปัญหาอาชญากรรมดิจิทัลข้ามชาติ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศผู้สนับสนุนงบประมาณด้านมนุษยธรรม ส่งผลให้การบริหารจัดการและการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งกลับภูมิลำเนามีความซับซ้อนมากขึ้น
ปรับนโยบายใหม่ หนุนทำงาน-สร้างรายได้-พึ่งพาตนเอง
ทั้งนี้เพื่อให้ตอบโจทย์สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป รัฐบาลได้ปรับแนวทางการดูแลผู้หนีภัย โดยมุ่งเน้นการสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ได้อนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาสามารถออกไปทำงานนอกพื้นที่พักพิงชั่วคราวได้
กระทรวงมหาดไทยจึงได้นำนโยบายดังกล่าวมาขับเคลื่อน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยมีรายได้ ลดการพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอก และเตรียมความพร้อมสู่การดำรงชีวิตอย่างมั่นคงในระยะยาว

เล็งศึกษาควบรวมศูนย์พักพิงฯ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังเสนอแนวคิด ในการพิจารณาควบรวมพื้นที่พักพิงชั่วคราวบางแห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ลดความซ้ำซ้อน และยกระดับการดูแลให้มีความเป็นระบบมากยิ่งขึ้น โดยยังคงยึดหลักมนุษยธรรมและการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองเป็นสำคัญ
ทั้งยังได้กำชับให้นายอำเภอ และปลัดอำเภอในพื้นที่ ใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ในการบริหารจัดการพื้นที่พักพิง เช่น การรักษาความสงบเรียบร้อย, การผลักดันให้พื้นที่พักพิงเป็น “พื้นที่สีขาว” ปราศจากยาเสพติด, การปราบปรามการลักลอบกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ และการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัยอย่างเข้มงวด
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ คือ การสร้างความมั่นคงทางอาหารและส่งเสริมอาชีพขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้หนีภัย อาทิ การเลี้ยงไก่ไข่ และกิจกรรมเกษตรเพื่อยังชีพ เพื่อให้สามารถผลิตอาหารเลี้ยงครอบครัว ลดภาระค่าใช้จ่าย และมีศักยภาพในการดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน
ขณะที่ อรอุมา วรแสน รองหัวหน้าสำนักงานศูนย์ดำเนินการเกี่ยวกับผู้อพยพ บอกว่า ผลจากการประชุม จะถูกนำไปจัดทำข้อเสนอเพื่อปรับปรุงแผนปฏิบัติการบริหารจัดการผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ก่อนเสนอหารือร่วมกับหน่วยงานระดับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการดูแลให้สอดรับกับสถานการณ์โลก และความท้าทายในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
