ปิดฉาก ‘โฉนดชุมชน’ : รัฐบาลหักหลังชาวบ้าน ? ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำกระจายการถือครองที่ดิน

อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะปธ.คกก.จัดให้มีโฉนดชุมชนคนแรก ปี 53 ชี้ รัฐบาลอนุทิน ยกเลิกโฉนดชุมชน เหมือนชาวบ้านถูกหักหลัง สะท้อนรัฐปฎิเสธการต่อสู้ คุณค่าชีวิตผู้คนที่ติดคุก ล้มตาย จากความไม่เป็นธรรมนโยบายการจัดการที่ดิน พร้อมตั้งคำถาม สถานะ และผลกระทบต่อชุมชนที่ยืนหยัดตามแนวนโยบายโฉนดชุมชน จะไปต่ออย่างไร  

วันนี้ (6 พ.ค. 69) สาธิต วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการประสานงานจัดให้มีโฉนดชุมชน คนแรก ตั้งคำถามต่อ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 ว่า การยกเลิกดังกล่าวได้มีการศึกษาเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นรอบคอบแค่ไหน เพราะว่าการยกเลิกโฉนดชุมชน ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลไม่เดินหน้านโยบายนี้ต่อเท่านั้น แต่จะมีปัญหาใหญ่ตามมาหลายเรื่อง

1. เมื่อยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนแล้ว ชุมชนที่ได้รับโฉนดชุมชนไปแล้ว จะอยู่ในสถานะอะไร ? ซึ่งอย่างน้อยที่สุดตอนนี้ เฉพาะสมาชิกของภาคประชาชนที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง อย่างขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ ก็ประมาณ 196 ชุมชน ที่ยังคงยืนยันตามแนวทางนโยบายโฉนดชุมชน ซึ่งพื้นที่แรก ๆ เช่น บ้านคลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม, แม่อาว อ.ป่าซาง จ.ลำพูน รวมชาวบ้านแล้วหลาย 1,000 ครัวเรือน อยู่ทำมาหากินกันมาตั้งแต่ได้รับโฉนดชุมชน และอยู่มาก่อนนั้นก็หลาย 10 ปี 

“สถานะของที่ดินที่ประกาศโฉนดชุมชนจะมีสถานะเป็นอะไร จะกระทบต่อวิถีความวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และสิทธิของชาวบ้านในการทำกินอย่างแน่นอน ซึ่งอันนี้ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลมีการศึกษารอบคอบหรือยัง”

สาธิต วงศ์หนองเตย

2. เมื่อมีการยกเลิกโฉนดชุมชนไปแล้ว ครม.อ้างว่า จะใช้กลไกคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) มาทดแทนเรื่องโฉนดชุมชน แต่ในส่วนของภาคประชาชน ซึ่งเคลื่อนไหวเรื่องของสิทธิสำหรับคนที่ไร้ที่ดินทำกิน ก็เห็นปัญหาของ คทช. ที่โฉนดชุมชนสามารถปิดจุดอ่อนได้ เพราะจริง ๆ คทช.ใช้หลักการคล้าย ๆ กับโฉนดชุมชน แต่เมื่อถึงที่สุดแล้ว ผู้ที่มาบริหารจัดการที่ดินไม่ใช่ชุมชน แต่กลายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในจังหวัดก็จะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด มาบริหารจัดการที่ดิน 

“ชาวบ้านไปอยู่ทำกินในรูปแบบ คทช.และที่ผ่านมาก็มีปัญหาเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานติดต่อขออนุญาตต่าง ๆ ทำได้ยาก แม้กระทั่งการจะขอสาธารณูปโภคต่าง ๆ ไฟ น้ำ ถนน ก็ต้องไปแจ้งผู้ว่าฯ ซึ่งการเข้าพบต่าง ๆ ก็ยากไม่มีความคล่องตัว เพราะฉะนั้นเมื่อยกเลิกโฉนดชุมชนไปแล้ว แม้มี คทช.ก็จะเป็นการตัดสิทธิของชุมชนในการบริหารจัดการที่ดินออกไป” 

สาธิต วงศ์หนองเตย

สาธิต วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

สาธิต ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า การเอาแนวทางของรัฐเท่านั้นในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน คือการใช้รูปแบบของ คทช. ซึ่งใช้รูปแบบของราชการ 100%  ไม่ว่าเป็นเรื่องการจัดหาที่ดิน, เรื่องของการจัดคนลงที่ดิน, เรื่องของประเภทที่ดินต่าง ๆ ที่จะเอามาจัดสรรให้กับพี่น้องประชาชน จะมีขั้นตอนกระบวนการที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และมีสถิติข้อมูลชัดเจนว่าทำได้ช้ามาก

“ถ้าใช้รูปแบบโฉนดชุมชน จะเป็นการบริหารจัดการที่เดียว ชาวบ้านที่ต้องการจะมีที่ดินทำกินในรูปแบบโฉนดชุมชน สามารถที่จะมายื่นที่สำนักงานโฉนดชุมชน ตามระเบียบสำนักงานนายกรัฐมนตรีได้เลย และสำนักงานโฉนดชุมชน ก็จะส่งคนไปประเมิน เมื่อประเมินแล้ว ก็มาผ่านตัวคณะกรรมการ แล้วออกโฉนดชุมชน เพราะฉะนั้นการยกเลิกระเบียบฯ จัดให้มีโฉนดชุมชน จะทำให้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน จะกลายเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นแน่นอน”

สาธิต วงศ์หนองเตย

เหมือนชาวบ้านถูกหักหลัง ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำการถือครองที่ดิน

สาธิต ยังชี้ว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนชัดในปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งที่ผ่านมาที่ดินเป็นสินค้าที่ถูกทำให้เกิดการครอบครอง แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา และผลที่เกิดขึ้น คือ คนไทยจำนวนน้อยมาก ที่จะเป็นเจ้าของที่ดินได้ แล้วจำนวนของที่ดินที่ตกอยู่ในมือของประชาชนส่วนใหญ่ ก็ตกอยู่ในมือของคนร่ำรวย ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งคนที่มีที่ดินมากที่สุดในประเทศไทย โฉนดของพวกเขาน่าจะกองสูงมาก เพราะเท่าที่ทราบมีพื้นที่ใหญ่กว่าเกาะภูเก็ตถึงสามเท่า ในขณะที่คนไร้ที่ดินทำกินในประเทศมีจำนวนมาก 

“รัฐบาลชุดปัจจุบันแทนที่จะมีเจตจำนงในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ แต่กลับยกเลิกโฉนดชุมชน เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่า รัฐไม่สนใจเรื่องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ การแก้ไขปัญหาที่ดินในประเทศไทย แต่กลับไปสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์ ซึ่งมันจะตามมาด้วยกฎหมาย SEC ที่ให้สิทธิต่างชาติ สามารถที่จะเช่าที่ดินในไทยได้เกือบ 100 ปีหรือว่า 99 ปี อันนี้เป็นสัญญาณของการเพิ่มความเหลื่อมล้ำเรื่องที่ดินให้ถ่างกว้างมากยิ่งขึ้น เรื่องของคนยากจนที่ไร้ที่ดินก็จะมีมากขึ้น อันนี้เป็นสัญญาณที่เลวร้ายสำหรับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย”

สาธิต วงศ์หนองเตย

เตรียมตั้งกระทู้ถามสดในสภาฯ หวัง รัฐบาลทบทวน ‘โฉนดชุมชน’

สาธิต จึงยกข้อเสนอสำคัญ ประกอบด้วย

  1. รัฐควรมีความชัดเจนในเรื่องสถานะที่ดินของชุมชน ที่ได้โฉนดชุมชนไปแล้ว ให้มีศักดิ์และสิทธิเท่าเดิม หรืออยู่ในสถานะเดิมได้อย่างไร อันนี้จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน

  2. การเดินหน้าตามมาตรา 10 (4) พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพื่อยกระดับโฉนดชุมชน ไปพร้อมกับการแก้ปัญหา ส่วนราชการที่แสดงตัวเป็นเจ้าของที่ดิน ที่ยังมีศักดิ์และสิทธิ์เท่าเดิม ทำให้ คทช.ไม่สามารถที่จะจัดการเรื่องที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องแก้ตรงนี้ด้วย ถึงจะเดินหน้าต่อไปได้

  3. รัฐบาลต้องส่งสัญญาณให้ชัดว่าเรื่องความเหลื่อมล้ำในที่ดิน การดูแลเรื่องการแก้ไขปัญหาคนไร้ที่ดินทำกิน รัฐบาลต้องยกให้เป็นประเด็นใหญ่เหนือกว่าการให้สิทธิต่างชาติเข้ามาทำมาหากินในประเทศแทนที่คนไทย

หลักการสำคัญ – เส้นทางโฉนดชุมชน

“โฉนดชุมชน” มีที่มาจากจุดเริ่มต้นเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อการแก้ปัญหาการสูญเสียที่ดินของเกษตรกรรายย่อยและปัญหาการใช้ที่ดินไม่ตรงตามความต้องการของชุมชน ให้เกิดการใช้ประโยชน์และถือครองที่ดินอย่างยั่งยืนรูปแบบของโฉนดชุมชน ไม่แตกต่างจากโฉนดที่ดินของภาครัฐมากนัก

ในทางปฏิบัติแล้วแต่ละชุมชนสามารถพัฒนารูปแบบของโฉนดชุมชนที่แตกต่างกันออกไปได้ภายใต้การให้สิทธิ์ครอบครอง และใช้ประโยชน์เป็นรายบุคคลของชุมชนจะมีการควบคุมดูแลกฎระเบียบที่จะทำร่วมกันของแต่ละชุมชนโดยใช้หลักในการครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดร่วมกัน

การที่ชุมชนจัดการที่ดินร่วมกันโดยมีการออกกฎกติกาและข้อตกลงร่วมกันในการดูแลรักษาที่ดินเพื่อให้ที่ดินนั้นยังคงอยู่คู่กับคนในชุมชน เป็นการป้องกันการขายสิทธิ์ให้กับบุคคลภายนอก ที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัยแต่ต้องการซื้อที่ดินไว้เพื่อเก็งกำไร

ดังนั้นโฉนดชุมชนจึงมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องโดยมีเป้าหมาย คือ สร้างการยอมรับการครอบครองที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของผู้ใช้สิทธิ์ประโยชน์ที่ดินอยากจริงจังและมุ่งดูแลรักษาให้ที่ดินผืนนั้นยังคงอยู่ ผู้ที่ได้ทำกินและใช้ประโยชน์ตลอดไป

โฉนดชุมชน จึงเกิดขึ้นจากการต่อสู้เรียกร้องของภาคประชาชนทั่วประเทศที่ริเริ่มหลังปี 2540 เริ่มจากกลุ่มชาวบ้านที่ต่อสู้กับนายทุนที่ซื้อที่ดินที่มีการออกโฉนดหรือ นส.3 ทับที่ดินของประชาชน ต่อมาแนวคิดนี้ก็ขยายไปยังที่ดินที่มีปัญหาในเขตป่าและกลุ่มอื่น ๆ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) มอบโฉนดชุมชนให้กับชาวบ้านคลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม
ซึ่งถือเป็นพื้นที่โฉนดชุมชนแห่งแรกของประเทศไทย ในปี 2553

โฉนดชุมชนเป็นที่รู้จักในสังคมอย่างกว้างขวางช่วงปี 2550 หลังจากที่ภาคประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้อง กระทั่งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยอมรับ และนำมาสู่การออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนปี 2553 ซึ่งพื้นที่แรกที่รับมอบโฉนดชุมชน คือ บ้านคลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม นอกจากนั้นยังมีพื้นที่นำร่อง 468 ชุมชน ทั้งชุมชนคนเมืองและชุมชนชาติพันธุ์

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active