ชี้ช่องโหว่สิทธิ ‘ตายดี’ เร่งเทียบ 3 กองทุนสุขภาพ หวังลดเหลื่อมล้ำดูแลผู้ป่วยประคับประคอง

ทีมวิจัยคณะแพทย์ศาสตร์ รามาฯ ชู 5 ยุทธศาสตร์อุดช่องว่าง เสนอใช้ AI วิเคราะห์ Big Data – ภาษีความตาย สร้างกองทุนดูแลผู้ป่วยระดับชุมชน

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 69 ทีมวิจัยหน่วยนโยบายและระบบสุขภาพ (HPSR) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลการวิเคราะห์ งานวิจัยด้านดูแลประคับประคอง (Palliative Care) ของไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ชี้ว่า แม้ไทยจะมีหน่วยบริการจำนวนมาก แต่ยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและยังติดกับดักการดูแลในโรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยในชุมชนเข้าไม่ถึงบริการ 

จึงเสนอให้เร่งปรับโครงสร้างทางการเงินการคลัง กระจายบุคคลากรอย่างเหมาะสม การนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ภาษีความตาย และศึกษาเปรียบเทียบความคุ้มค่าการดูแลผู้ป่วยประคับประคองของ 3 กองทุน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้คนไทยทุกคนสามารถ ตายดี ได้อย่างเท่าเทียม

นอกจากนั้นยังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพูดคุยเชิงประสบการณ์ระหว่างเครือข่ายนักวิจัย ชุมชน และคนทำงานด้านตายดี โดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา และ กลุ่ม Peaceful Death

ความเหลื่อมล้ำในระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย

จากการศึกษาและทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยด้านการดูแลประคับประคองของไทยระหว่างปี พ.ศ. 2558-2567 จำนวน 493 ฉบับ ทีมวิจัยพบว่ามีข้อสังเกตที่สำคัญ โดยงานวิจัยกว่า 278 ฉบับ มุ่งเน้นไปที่การดูแลภายในโรงพยาบาล (Hospital-centric) ในขณะที่งานวิจัยด้านการดูแลในชุมชนมีเพียง 14 ฉบับ และหอผู้ป่วยเฉพาะทางมีเพียง 4 ฉบับเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าระบบสาธารณสุขไทยยังขาดองค์ความรู้ในการขยายบริการลงสู่ระดับท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังระบุถึง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยบริการเฉพาะทาง 1,850 แห่ง แต่ส่วนใหญ่ยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและการสนับสนุนงบประมาณที่เพียงพอสำหรับการดูแลที่บ้าน รวมถึงปัญหาความขาดแคลนหน่วยดูแลสำหรับเด็กที่มีเพียง 10 แห่งทั่วประเทศ

สะท้อนให้เห็นว่า องค์ความรู้เรื่องการตายดียังอยู่เพียงในโรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ความรู้เรื่อง การตายดีที่บ้านยังมีน้อย และยังขาดนโยบายรองรับ

พิวัฒน์ ศุภวิทยา ทีมวิจัยหน่วยนโยบายและระบบสุขภาพ (HPSR) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า งานด้านการดูแลแบบประคับประคองไม่สามารถใช้องค์ความรู้จากมิติใดมิติหนึ่งได้เท่านั้น แต่จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ทั้งจากโรงพยาบาลและชุมชน

แต่พบว่างานศึกษาวิจัยด้านนี้ส่วนใหญ่มาจากโรงพยาบาล และผู้วิจัยมักเป็นพยาบาล ทิศทางและเนื้อหาของงานวิจัยจึงเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นหลัก ในขณะที่งานวิจัยจากชุมชนยังมีน้อย ทำให้เรายังไม่มีองค์ความรู้เรื่องระบบมากเท่าไรนัก

ในขณะที่รูปแบบของชุมชนก็มีหลากหลายรูปแบบ และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบริบทเขตเมือง องค์ความรู้เรื่องชุมชนจึงยังเป็นสิ่งจำเป็นมาก

พิวัฒน์ ศุภวิทยา ทีมวิจัยหน่วยนโยบายและระบบสุขภาพ (HPSR) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

“รูปแบบการดูแลจากเขตเมือง ทั้งบริบท และสถานะของผู้คน จึงไม่สามารถมานำมาใช้กับการดูแลในต่างจังหวัดได้ทั้งหมด ในบางชุมชนเรื่อง มีระบบดูแลแบบประคับประคองที่เข้มแข็งมาก แต่พอนำมาใช้กับชุมชนอื่น หรือในเขตเมืองอาจใช้ไม่ได้เลย”

พิวัฒน์ ศุภวิทยา

พิวัฒน์ ยังย้ำอีกว่า องค์ความรู้และการปฏิบัติเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้ความร่วมมือทั้งจากรัฐและเอกชน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดกับผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม แม้ในบ้านเรายังมีระบบการดูแลแบบประคับประคองได้ไม่ครอบคลุมนัก แต่อย่างน้อย สถานการณ์ตอนนี้ก็พัฒนามาไกลกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนมาก พิวัฒน์ ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบัน ในโรงเรียนแพทย์เริ่มมีการเรียนการสอนเรื่องการดูแลแบบประคับประคองในระดับรายวิชาที่ลงรายละเอียดมากขึ้นแล้ว แตกต่างจากในอดีต ที่องค์ความรู้นี้มักซ่อนตัวอยู่ในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกันเท่านั้น

“ในอดีต โรงเรียนแพทย์จะสอนเรื่องการดูแลแบบประคับประคองผ่านการสอดแทรกในรายวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดการความปวด (Pain Management) หรือ การดูแลผู้สูงอายุ (Elderly Care) เท่านั้น ทั้งที่ศาสตร์การดูแลแบบประคับประคองมีรายละเอียดอีกมาก จึงควรมีการโฟกัสเรื่องนี้โดยเฉพาะมากกว่า”

พิวัฒน์ ศุภวิทยา

5 ยุทธศาสตร์ อุดช่องว่างการดูแลประคับประคองไทย

จากช่องว่างทั้งหมดนี้ ทีมวิจัยมีข้อเสนอว่า ทิศทางของการทำงานด้านการดูแลแบบประคับประคองควรขับเคลื่อน 4 ประเด็น ดังนี้

1. ตัวชี้วัดการดูแลระยะท้าย ต้องออบแบบโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง

    เนื่องจากเป้าหมายการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายต่างจากผู้ป่วยอื่น ๆ ตัวชี้วัดในการดูแลรักษาจึงต้องต่างออกไป โดยควรยึดถือผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และพิจารณาครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะ ความสุข ความพอใจ ความทุกข์ทรมาน และความหวาดกลัว เพื่อให้ได้รับการดูแลคุณภาพชีวิตระยะท้ายที่เหมาะสม

    2. การบริหารจัดการกำลังคน (Workforce Needs)

    ต้องวิเคราะห์ความต้องการและกำลังคนตามบริบทพื้นที่ (Local needs) โดยเปลี่ยนจากการรวมศูนย์ที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไปสู่การทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพ นักสังคมสงเคราะห์ และอาสาสมัครชุมชน

    การออกแบบกำลังคนด้านการดูแลประคับประคองต้องชัดเจนตามสมรรถนะและกระจายตัวอย่างเพียงพอ เพื่อลดการกระจุกตัวของภาระงานที่แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และเน้นการบูรณาการร่วมกันของทุกวิชาชีพ

    บรรยากาศภายในวงแลกเปลี่ยน

    3. นวัตกรรมการคลังและงบประมาณ (Financing Innovation)

    มีการเสนอให้ศึกษาความเป็นไปได้ของแหล่งรายได้ใหม่ เช่น ภาษีความตาย (Death Tax) เพื่อนำมาสร้างกองทุนดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชุมชน สำหรับรองรับจำนวนผู้ป่วยแบบประคับประคองที่จะมากขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน

    4. วิเคราะห์เปรียบเทียบกองทุนสิทธิประโยชน์ของการดูแลแบบประคับประคอง

    ที่ผ่านมายังไม่มีการศึกษา เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองแต่ละกองทุน (บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ) เพื่อให้เหมาะสม ครอบคลุม

    5. ระบบข้อมูลสุขภาพบูรณาการ (Integrated Information Systems)

    การนำเทคโนโลยี LLM (Large Language Model) มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจาก Big data เพื่อช่วยเป็นข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจให้แก่แพทย์ในการวางแผนการรักษา และเมื่อมีการส่งต่อผู้ป่วย จะสามารถดึงข้อมูลมาช่วยวางแผนได้เลย โดยไม่ต้องเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน

    สุดท้ายแล้ว ข้อมูลจากโครงการวิจัยนี้จะเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าเรื่องระบบการดูแลแบบประคับประคองของไทย เพื่อให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่ทำได้จริง

    หากถามถึงความคาดหวัง รูปแบบการดูแลแบบประคับประคอง และการตายดีในสังคมไทย พิวัฒน์ ย้ำว่า มีอย่างน้อย 3 ประเด็น ได้แก่

    1. ให้คนทั่วไปตระหนักว่าเมื่อเข้าสู่ความเจ็บป่วยระยะท้าย ไม่จำเป็นต้องมุ่งรักษาให้หาย หรือชีวิตให้ยาวนานที่สุดอย่างทุกข์ทรมาน แต่สามารถเลือกการดูแลแบบประคับประคองได้

    2. บุคคลากรทางการแพทย์ทุกสาขา (ไม่เพียงเฉพาะแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเท่านั้น) ต้องเข้าใจหลักการของการดูแลรักษาแบบประคับประคอง และสามารถให้คำแนะนำและทางเลือกกับผู้ป่วยได้

    3. การทำงานของระบบสาธารณสุขต้องเชื่อมกันตามบริบทพื้นที่ ไม่ใช่ทำงานเป็นไซโล

    “เราอยากให้คนเปลี่ยนมุมมองต่อความตาย ว่าไม่ใช่ภาระหรือความน่ากลัว และต้องทำให้เป็นการดูแลที่มีศักดิ์ศรี และมีระบบสาธารณสุขที่พร้อมดูแลทุกคนจนวาระสุดท้ายของชีวิต และการตายดีต้องไม่ใช่เรื่องของคนมีเงิน หรือมีความรู้ แต่ต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม”

    พิวัฒน์ ศุภวิทยา


    Author

    Alternative Text
    AUTHOR

    The Active

    กองบรรณาธิการ The Active