“ประกันสังคม” จุดความหวัง “ปฏิรูปสวัสดิการ” เผยกลุ่มแรงงาน 99% ถูกลืม ไร้นโยบายสวัสดิการที่ชัดเจน

“สวัสดิการชาติไม่ถึงไหน – แรงงานไม่ได้รับการคุ้มครอง” นักวิชาการเผย เพราะปัญหาแรงงาน คือ ใจกลางปัญหา ทุนนิยม-เหลื่อมล้ำ และมีโครงสร้างการเมือง ฉุดรั้ง รัฐสวัสดิการไทย ทำพรรคการเมืองไม่กล้าแตะ

ความหวังการเลือกตั้ง 69 เห็นชัดเรื่อง ฉันทามติ “ปฏิรูปสวัสดิการ ประกันสังคม” ทำให้คนไทยมีคำถามใหม่ จาก จะเอาเงินที่มาทำสวัสดิการ เป็น “ประเทศนี้มีเงินนี่นา… มีงบประมาณส่วนหนึ่งที่ถูกใช้กับคนมีอำนาจแต่กลับไม่ถูกใช้กับคนส่วนใหญ่ในสังคมมากนัก”

หนึ่งในประเด็นที่ถูกนำมาตั้งคำถามในเวทีเสวนา วิพากษ์ความถดถอยของนโยบายสวัสดิการในการเลือกตั้ง 2569 : ความท้าทายต่อการสร้างรัฐสวัสดิการในอนาคตโดย เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม We Fair ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับนโยบายสวัสดิการสังคมของไทย ?”

เมื่อนโยบายสวัสดิการในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีลักษณะเน้นกลไกตลาด ความสามารถของปัจเจก และการช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข มากกว่า การมองสวัสดิการในฐานะ “สิทธิ” ของประชาชนทุกคน รัฐลดบทบาทจากผู้จัดสวัสดิการโดยตรง มาเป็นเพียงผู้เอื้อให้ตลาดทำงาน ส่งผลให้นโยบายจำนวนมากเป็นมาตรการระยะสั้น เฉพาะกลุ่ม และไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง

โดยในเวทีเห็นตรงกันว่า ความถดถอยของนโยบายสวัสดิการในการเลือกตั้ง 2569 เป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างอำนาจทางการเมือง และอุดมการณ์ที่ยังไม่เปิดพื้นที่ให้รัฐสวัสดิการเติบโตอย่างเต็มที่ โดยประเทศไทย ยังไม่เคยไปถึงฐานคิดแบบ “สังคมนิยม” ซึ่งเป็นฐานคิดที่มองสวัสดิการเป็นสิทธิถ้วนหน้า และเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมและความเท่าเทียมในสังคม

รศ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า สิ่งที่ทำให้สวัสดิการไทยมาถึงจุดนี้มาจาก 2 ด้าน คือ

  • กลุ่มที่ถูกเรียกว่า “กรรมกรหมูอ้วน” หรือ “กรรมกรขุนนาง” คือ กลุ่มที่เวียนว่ายอยู่ในโครงสร้างกระทรวงแรงงาน ในฐานะกลุ่มผลประโยชน์ หรือ กลุ่มล็อบบี้ยิสต์ โดยอ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของแรงงาน แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถพัฒนาหรือขยายผลประโยชน์ให้กับแรงงานส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริง ข้อเสนอด้านสวัสดิการจากกลุ่มนี้จึงมักเป็นเพียงการดำเนินการเชิงพิธีกรรม ขาดพลังในการสื่อสารเพื่อชวนสังคมร่วมกันแก้ไขปัญหา ส่งผลให้แนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการไม่สามารถถูกขยายผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้อย่างแท้จริง
  • อีกเรื่อง คือ การเมืองชาติ แกนกลางของโครงสร้างอำนาจ ยังคงถูกกำกับด้วย แนวคิดอนุรักษ์นิยม และชาตินิยม ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่น่ากังวลต่อการพัฒนารัฐสวัสดิการของไทย

    สภาพสังคมก่อนการเลือกตั้งเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการเติบโตของแนวคิดชาตินิยมที่เข้มข้นขึ้น แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ประเด็นสวัสดิการสังคมถูกลดระดับความสำคัญลง กลายเป็นเพียงนโยบายรอง แทนที่จะถูกมองเป็นเครื่องมือหลัก ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและสร้างความเป็นธรรมในสังคม

โครงสร้างการเมือง ฉุดรั้ง รัฐสวัสดิการไทย

รศ.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องนโยบาย แต่ฝังรากลึกอยู่ใน โครงสร้างทางการเมืองของไทย โครงสร้างดังกล่าว ถูกกำกับด้วยรากฐานแบบอนุรักษ์นิยม โดยความพยายามเปลี่ยนผ่านการปฏิวัติ และรัฐประหาร ยังส่งผลให้การพัฒนานโยบายรัฐสวัสดิการไม่สามารถเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และไม่เคยก้าวพ้นกรอบคิดเดิมได้อย่างแท้จริง

ช่วงเวลาที่ผ่านมา ไทยยังอยู่ที่การเมืองแบบอนุรักษ์นิยม – เสรีนิยมนิยม แต่ไปไม่ถึง “สังคมนิยม” ที่สามารแก้ปัญหา และสร้างความเท่าเทียมเป็นธรรมในเรื่องสวัสดิการสังคมได้จริง

สอดคล้องกับ ผศ.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า การเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าในช่วงปี 2562 เคยสร้างความหวังและพื้นที่ทางการเมืองให้กับ แนวคิดเรื่องสิทธิถ้วนหน้าอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แต่ในบริบทการเมืองปัจจุบัน ภาพของนโยบายกลับสะท้อนความถดถอยกลับไปสู่กรอบคิดก่อนปี 2562 อย่างชัดเจน

หากย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่ราวปี 2550 ภายหลังรัฐประหารปี 2549 แนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการได้ถูกเสนอ และถกเถียงมาอย่างต่อเนื่องจากรัฐ ชุมชน และสังคม แต่ไม่เคยได้รับการผลักดันอย่างจริงจังในเชิงโครงสร้าง

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมักเป็นเพียงการปรับนโยบายบางจุด มากกว่าการเปลี่ยนฐานคิดของระบบสวัสดิการทั้งระบบ สุดท้ายก็ยังวนอยู่กับฐานคิดอนุรักษ์นิยม ที่เข้ามาสนับสนุนสวัสดิการ ปฏิเสธความถ้วนหน้า โดยยึดระบบการทดสอบสิทธิ การแบ่งแยกประชาชนตามเงื่อนไข และ คุณสมบัติ ส่งผลให้สวัสดิการ กลายเป็นเครื่องมือคัดกรอง มากกว่า กลไกลดความเหลื่อมล้ำ

“แรงงาน” กลุ่มคนส่วนใหญ่ ที่ถูกมองข้าม จาก สวัสดิการไทย

ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการด้านแรงงาน ชี้ให้เห็นว่า แม้แรงงานจะเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่กลับถูกมองข้ามอย่างเป็นระบบมาโดยตลอด ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องนโยบายเฉพาะหน้า หากแต่มีรากเหง้าลึกอยู่ใน โครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทย ในกระบวนการเลือกตั้ง นโยบายแรงงานมักเป็นเพียงมาตรการเฉพาะจุด แก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยไม่แตะต้องรากฐานที่กำหนดสถานภาพของแรงงานในสังคมไทย

ศักดินา ชี้ว่า โครงสร้างที่กำหนดสถานภาพแรงงานไทย ที่ยังคงได้รับความไม่เป็นธรรม มีอยู่ 2 ปัจจัยหลัก

  • ประการแรก คือ วัฒนธรรมการเมืองแบบอุปถัมภ์นิยม ซึ่งตั้งอยู่บนความคิดที่มองผู้คนไม่เท่ากัน สังคมถูกจัดลำดับชั้นอย่างชัดเจน โดยสถานะ ขณะที่แรงงานถูกมองเป็นเพียงทรัพยากรหรือกลไกการผลิต มากกว่า จะเป็นพลเมืองที่มีศักดิ์ศรี และสิทธิเท่าเทียม การเมืองแบบอุปถัมภ์นิยมนี้ทำให้แรงงานต้องพึ่งพา “ผู้มีอำนาจ” แทนที่จะสามารถต่อรองในฐานะเจ้าของแรงงานของตนเอง
  • ประการที่สอง คือ ความเชื่อในตลาดเสรี ที่ผูกโยงกับโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งพึ่งพาการส่งออก และแรงงานราคาถูก แนวคิดนี้ ทำให้แรงงานถูกมองเป็นต้นทุนที่ต้องควบคุม มากกว่าจะเป็นมนุษย์ที่ควรได้รับการคุ้มครอง และ พัฒนา การพูดถึงนโยบายแรงงานก็จะยังวนเวียนอยู่ในกรอบเดิม และแรงงานก็จะยังคงเป็นคนส่วนใหญ่ที่ถูกมองไม่เห็นต่อไป

แรงงาน ใจกลางปัญหา ทุนนิยม เหลื่อมล้ำ

รศ.เก่งกิจ วิเคราะห์ด้วยว่า เหตุผลที่ทุกพรรคการเมืองไม่มีนโยบายที่เป็นรูปธรรม เพราะ ประเด็นแรงงาน เป็นใจกลางของปัญหาทุนนิยมโดย จากการขูดรีดแรงงานส่วนใหญ่ 99% ทำให้คน 1% ไม่มีทางยอม ประเด็นแรงงานจึงแหลมคมที่สุด และเสรีนิยมไม่พูดถึง เพราะคนที่จะชูประเด็นแรงงานขึ้นมา ต้องมีความคิดแบบสังคมนิยม โดยย้ำว่า การที่พรรคการเมือง ไม่มีนโยบายแรงงานอย่างเป็นระบบ เพราะไม่อยากให้ความคิดแบบ สังคมนิยม ปรากฏในนโยบายพรรคการเมืองต่าง ๆ จึงมีนโยบายเกี่ยวกับคนจำนวนมาก แต่ไม่ใช่นโยบายแรงงาน

การต่อสู้เรื่องหนี้ จึงเป็นการ ท้าทายระบบทุนนิยมการเงินโดยตรง เพราะ หนี้ไม่ใช่เพียงภาระทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเครื่องมือควบคุมทางสังคม กดขี่แรงงาน ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกหนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากเคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์โลก แต่กลับถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้เมื่อเป็นหนี้ของคนจน

ขณะที่ในภาพรวมวงเสวนาก็มีข้อเสนอไปถึงพรรคการเมือง ให้ชูนโยบายแรงงานที่ชัดเจน รวมถึง นโยบายรัฐสวัสดิการและการจัดเก็บภาษีก้าวหน้า ปฏิรูปกระทรวงแรงงาน ให้รักและเข้าใจปัญหาแรงงานอย่างแท้จริง และผลักดันนโยบายสู่การปฎิบัติ

นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการเครือข่าย We Fair ทิ้งท้าย ภาคประชาชนสังคมยังต้องจับตานโยบายสวัสดิการต่อเนื่อง ทั้งก่อนเลือกตั้ง และหลังการเลือกตั้ง หลังจากรู้ผลการเลือกตั้งแล้ว มีข้อเสนอว่า ประชาชนจำเป็นต้องติดตามการจัดตั้งรัฐบาล ด้วย เพื่อกำหนดทิศทางการเดินหน้านโยบายสวัสดิการ ให้ตรงปก และเป็นไปตามข้อเสนอของภาคประชาชนต่อไป

“เป็นไปได้แค่ไหนที่รัฐบาลจะทำนโยบายรัฐสวัสดิการและการเก็บภาษีก้าวหน้า ซึ่งก็ไม่ถูกพูดถึงเช่นกัน

“รัฐธรรมนูญเป็นโอกาสทอง พรรคการเมืองตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าพรรคไหนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง จากการเลือกตั้งปี 66 ถอดบทเรียนได้ว่าหลายนโยบายหาเสียงไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน ที่ไม่มีคนที่เข้าใจปัญหาแรงงาน ปัญหาใหญ่ของเรื่องแรงงาน ต้องปฏิรูปกระทรวงแรงงานให้รักแรงงาน”

นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active