ทนายความ ชี้ ศาลวางบรรทัดฐานใหม่ รัฐต้องรับผิด หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงหน่วยงานของรัฐ แม้ไม่มีหลักฐานทางคอมพิวเตอร์โดยตรง
วันนี้ (11 มิ.ย. 69) ที่ห้องพิจารณาคดี 611 ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วย สุรชัย ตรงงาม ทนายความ เดินทางเข้ารับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่ อังคณา และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ อดีตอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจังหวัดชายแดนใต้ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และ กองทัพบก กรณีจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน กล่าวหานักปกป้องสิทธิมนุษยชนผ่านสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com
ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า เว็บไซต์ Pulony.blogspot.com เผยแพร่ข้อความโจมตีทั้ง 2 คน จนได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงอยู่ภายใต้การควบคุม กำกับและจัดการของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ดังนั้น สำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลต้องรับผิดต่อการละเมิดที่เกิดขึ้น

ศาลอุทธรณ์สั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่อังคณา เป็นเงิน 120,000 บาท และชดใช้แก่อัญชนา เป็นเงิน 90,000 บาท และให้ดำเนินการลบข้อความ รูปภาพหรือบทความที่เป็นการละเมิดออกจากเว็บไซต์ภายในกำหนด 7 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
สุรชัย ในฐานะทนายความฝ่ายโจทก์ ระบุว่า คำพิพากษาในวันนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยในการคุ้มครองสิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กรณีได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอ (IO) ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย
ในส่วนของการพิจารณาคดี ศาลรับฟังพยานหลักฐานหลายส่วน ทั้งข้อมูลจากรายงานของคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ รวมถึงคำให้การของพยานบุคคล อาทิ ข้อมูลจาก ศิริกัญญา ตันสกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในขณะที่มีการฟ้องคดี และข้อมูลของ รอมฎอน ปันจอร์ ซึ่งยืนยันถึงการมีอยู่ของปฏิบัติการไอโอและพบความเชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ โดยเฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
ศาลจึงวินิจฉัยว่า เมื่อมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานของรัฐสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะต้นสังกัดต้องร่วมรับผิดในฐานะการกระทำละเมิด และมีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ อังคณา จำนวน 120,000 บาท และ อัญชนา จำนวน 90,000 บาท พร้อมสั่งให้ลบข้อมูลที่ละเมิดสิทธิทั้งหมดออกจากเว็บไซต์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้มีคำพิพากษาตามคำขอให้หน่วยงานของรัฐออกมาขอโทษหรือเผยแพร่คำขอโทษผ่านสื่อสาธารณะ โดยถือเป็นดุลพินิจของศาล นอกจากนี้ศาลยังออกคำบังคับให้สำนักนายกรัฐมนตรีชำระค่าเสียหายภายใน 30 วัน และดำเนินการลบข้อมูลที่ละเมิดสิทธิภายใน 7 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา
“คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่ศาลมีคำพิพากษาชัดเจนเกี่ยวกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอ เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีอยู่จริง และถูกใช้เพื่อด้อยค่า ละเมิดสิทธิ และสร้างความเสียหายต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน”
สุรชัย ตรงงาม
สุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า บรรทัดฐานสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อเกิดการกระทำดังกล่าวขึ้นแล้ว ถือเป็นการละเมิดที่ไม่อาจยอมรับได้ และหากก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิได้รับการเยียวยา ทั้งในรูปแบบการชดใช้ค่าเสียหายและการลบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกจากระบบ
แม้คดีนี้จะเป็นคดีแพ่งและสามารถยื่นฎีกาได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาก่อนโดยจะต้องเป็นประเด็นข้อกฎหมายสำคัญตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งตนเห็นว่าคดีนี้ไม่น่าเข้าเกณฑ์ดังกล่าว จึงมีแนวโน้มสูงที่จะสิ้นสุดลงในชั้นศาลอุทธรณ์
“เราค่อนข้างมั่นใจว่าสำนักนายกรัฐมนตรีมีสิทธิยื่นขอฎีกาได้ แต่ในทางปฏิบัติไม่น่าที่ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัย ดังนั้นสิ่งที่เราจะดำเนินการต่อคือการติดตามการชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษา และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะว่าจะมีมาตรการอย่างไรในการป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อนักปกป้องสิทธิในลักษณะเช่นนี้อีก”
สุรชัย ตรงงาม
พร้อมกันนี้ สุรชัย ยังชี้ว่า คำพิพากษาได้วางหลักสำคัญว่า แม้จะไม่มีหลักฐานทางเทคนิคหรือหลักฐานคอมพิวเตอร์ที่ชัดเจน หากพยานแวดล้อมและพยานหลักฐานอื่นสามารถเชื่อมโยงถึงหน่วยงานของรัฐได้ รัฐก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว
“ผู้กระทำความผิดมักไม่เปิดเผยข้อมูลหรือทิ้งหลักฐานโดยตรงไว้ แต่หลักการสำคัญคืออาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอยเสมอ พยานแวดล้อมจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้รัฐไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้”
สุรชัย ตรงงาม
นอกจากนี้ ศาลยังยืนยันสถานะของอังคณาและอัญชนาในฐานะ “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ซึ่งสอดคล้องกับหลักการและมาตรฐานสากลด้านการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยเห็นว่ารัฐมีหน้าที่ต้องกำหนดมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน
‘อังคณา’ ขอรัฐไม่ฎีกา หวังคดีสิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์
ขณะที่ อังคณา ขอบคุณศาลอุทธรณ์และกระบวนการยุติธรรมที่ให้ความเป็นธรรม เนื่องจากตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตนเองตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการไอโอ ถูกนำข้อมูลไปใช้ในการด้อยค่าและคุกคามทางเพศอยู่เป็นประจำ
“คำพิพากษาในวันนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเพราะหากแม้แต่คนที่ทำงานเพื่อปกป้องสิทธิของผู้อื่นยังถูกละเมิดโดยไม่มีหน่วยงานใดตรวจสอบหรือยับยั้งได้ การกระทำเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นต่อไปไม่รู้จบ”
อังคณา นีละไพจิตร

อังคณา ยังเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้มีการยื่นฎีกาคดีนี้ เพื่อให้คดีสิ้นสุดในชั้นศาลอุทธรณ์
“เจตนาของการฟ้องร้องไม่ได้ต้องการประจานหน่วยงานรัฐ หรือเรียกร้องทรัพย์สินเงินทอง แต่ต้องการการเยียวยา การฟื้นคืนศักดิ์ศรีควป็นมนุษย์ และต้องการให้ยุติการทำไอโอหรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ลดทอนศักดิ์ศรีและละเมิดสิทธิมนุษยชน”
อังคณา นีละไพจิตร
ทั้งนี้กล่าวว่าคดีนี้จะเป็นสัญญาณสำคัญให้ผู้ที่ใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อด้อยค่าผู้อื่นตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน และช่วยลดการละเมิดสิทธิผ่านช่องทางออนไลน์ในอนาคต และย้ำด้วยว่ารัฐไม่ควรมองนักสิทธิมนุษยชนเป็นศัตรูแต่ควรเคารพในหน้าที่ของกันและกัน
อังคณา ระบุเพิ่มเติมว่า เว็บไซต์ที่ถูกฟ้องร้องในคดีนี้มีลักษณะเป็นพื้นที่สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ขณะเดียวกันก็เผยแพร่ข้อมูลที่มุ่งด้อยค่านักปกป้องสิทธิมนุษยชน ก่อนถูกนำไปขยายผลผ่านเครือข่ายสื่อและเพจต่าง ๆ จนก่อให้เกิดความเกลียดชังในวงกว้าง
“ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ไอโอไม่ได้ดีขึ้น กลับยิ่งถดถอย เห็นได้จากกรณีของคุณฐปนีย์ เอียดศรีไชย และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอีกหลายคนที่ถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง หากศาลไม่ออกมาคุ้มครอง คนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐก็จะตกเป็นเหยื่อของกระบวนการเช่นนี้ไม่สิ้นสุด”
อังคณา นีละไพจิตร
เช่นเดียวกับ อัญชนา หีมมิหน๊ะ ย้ำว่า การพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอจะเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่งและในช่วงแรกแทบไม่เชื่อว่าจะสามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นถึงการมีอยู่จริงของกระบวนการดังกล่าวได้
“ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา พวกเราอดทนต่อสู้คดีนี้เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับปฏิบัติการไอโอ ซึ่งในช่วงแรกเราแทบไม่เชื่อว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ในกระบวนการยุติธรรม แต่ในที่สุดศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานและมีคำพิพากษาออกมาเช่นนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่ง”
อัญชนา หีมมิหน๊ะ
อัญชนา ยังระบุว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่การใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อคุกคามและด้อยค่าบุคคลโดยเฉพาะนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและผู้ตรวจสอบการทำงานของรัฐ มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
ทั้งนี้คำพิพากษาดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่สังคม รวมถึงหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคง ให้ตระหนักถึงผลกระทบและความรับผิดชอบจากการดำเนินปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
“หวังว่าคำพิพากษานี้จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานด้านความมั่นคง และทำให้หน่วยงานของรัฐตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารต่อผู้ที่ถูกกระทำ”
อัญชนา หีมมิหน๊ะ
อัญชนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในประเด็นการเยียวยาผู้เสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิผ่านปฏิบัติการไอโอ จำเป็นต้องมีการทำความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับรูปแบบการเยียวยาที่เหมาะสม โดยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงเรื่องของตัวเงินเท่านั้น เธอยังระบุว่า ศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยไว้ว่า การกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำที่โหดร้ายทางจิตใจ
ปรานม สมวงศ์ ผู้แทนองค์กร Protection International (PI) ย้ำว่า คำพิพากษานี้ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญของประเทศไทย เพราะเป็นการยืนยันในทางปฏิบัติว่าผู้ที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของผู้อื่นก็เป็นบุคคลที่ต้องได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกันอย่างไรก็ตามยังมีประเด็นที่น่าเสียดายอยู่บ้าง เนื่องจากในคำฟ้องของโจทก์ได้มีการอธิบายอย่างละเอียดถึงผลกระทบเฉพาะที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งแตกต่างจากการคุกคามบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ การดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นผู้หญิง และการสร้างความเกลียดชังผ่านพื้นที่ออนไลน์
“ในคำฟ้องมีการกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนไว้อย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องการคุกคาม การโจมตีทางเพศ และผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นจากปฏิบัติการไอโอ แต่ในคำพิพากษายังไม่ได้กล่าวถึงมิติการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสำคัญต่อไป”
ปรานม สมวงศ์
