ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารท่ามกลางยุค AI ที่ทำให้ข่าวบิดเบือนแพร่กระจายง่ายขึ้น นักวิชาการ ชี้ การแชร์ไม่ใช่แค่เรื่องข้อมูล แต่เป็นเรื่องอารมณ์ การแสดงตัวตนในโลกออนไลน์ และกลไกอัลกอลิทึมที่หนุนการมองเห็น

สืบเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีการพูดถึงการใช้ IO หรือ ปฏิบัติการสื่อสารในการคุกคามผู้เห็นต่างถี่ขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับการเมืองความขัดแย้ง ทั้งภายในและระหว่างประเทศ
หนึ่งในกรณีที่เกิดขึ้นในสังคมและถูกจับตาในช่วงนี้ คือกรณีของ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวจากรายการข่าว 3 มิติ และผู้ก่อตั้งเพจ The Reporters ที่มีการเผยแพร่เนื้อหาการสัมภาษณ์ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) เกี่ยวกับการใช้มาตรการทางกฎหมายในพื้นที่ความไม่สงบชายแดนใต้ ซึ่งเชื่อมโยงกับกรณีเหตุการณ์ลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส ก่อนจะถูกคุกคามจากกลุ่มไอโอ (IO) ที่กล่าวหาว่าเป็น “นักข่าวโจร” หรือโฆษกกลุ่ม BRN
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน การแสดงความคิดเห็นโจมตีผู้เห็นต่างอาจไม่ได้มาจากปฏิบัติการ IO เท่านั้น โดยพบว่าในหลายครั้งมีผู้ใช้บัญชีโซเชียลมีเดียที่เป็นบุคคลทั่วไป แชร์และแสดงความคิดเห็นต่อเนื้อหาที่มีความเห็นต่าง

ผศ.จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิชาการจากสถาบัน German Institute of Global and Area Studies (GIGA) และสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ The Active ว่า การแชร์และการแสดงความคิดเห็นมีความเป็นไปได้ 2 ลักษณะ คือเป็นทั้งผู้บริโภคข่าวทั่วไป หรือเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร โดยอธิบายว่า IO ในภาษาไทยมีรากมาจากภาษาทหาร หรือสงครามจิตวิทยา
ทั้งนี้ ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการสร้างกระแสผ่านเครือข่ายที่มีทั้งผู้ผลิต ผู้แชร์ และผู้แชร์ต่อ โดยงานศึกษาพบว่าอาจมีกลุ่มบัญชีจำนวนมาก ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักหมื่น ทำหน้าที่แชร์เนื้อหาเดียวกันในเวลาใกล้เคียงกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ประโยชน์จากอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม ทำให้เนื้อหาถูกมองเห็นมากขึ้นและมีลักษณะเหมือนมีส่วนร่วมสูง
ขณะเดียวกัน หากเป็นผู้บริโภคทั่วไปที่ยังคงแชร์เนื้อหา แม้จะทราบว่าเป็นข้อมูลที่ไม่จริง บิดเบือน หรือสร้างด้วย AI ก็อาจเป็นเพราะอคติหรือความต้องการแสดงจุดยืนของตนเอง
“ถ้าให้ยกตัวอย่างสมมุติว่าดิฉันแชร์เนื้อหาที่เกี่ยวกับสงครามอิหร่านแล้วเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแชร์เรื่อย ๆ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การแชร์ธรรมดาแต่มันกำลังจะบอกว่าเรามีอคติต่อเรื่องนั้นอย่างไรเราจะแสดงตัวตนออกไปให้โลกรู้ได้อย่างไร หากเราเข้าข้างอิหร่าน ก็อาจจะบอกได้ว่าเราอยู่ข้างผู้ที่ถูกกระทำหรือว่าไม่เห็นด้วยกับมหาอำนาจเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายตะวันตก”
พฤติกรรมการแชร์จึงสะท้อนเรื่องเล่าที่ผู้คนต้องการสื่อสาร โดยในช่วงที่ผ่านมา ความซับซ้อนในการตรวจสอบความจริงของเนื้อหา รวมถึงการตรวจจับ IO ทำให้เกิดคำถามต่อประสิทธิภาพของกระบวนการตรวจสอบ
ขณะเดียวกัน มีการศึกษาที่ชี้ว่าการตรวจสอบอาจไม่ได้ผลเสมอไป เนื่องจากผู้คนยังคงแชร์เนื้อหาแม้รู้ว่าไม่จริง เพราะเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ทัศนคติ และการแสดงตัวตน มากกว่าจะเป็นเรื่องข้อมูลเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ ผศ.จันจิรา ระบุว่า งานศึกษา IO ครอบคลุมทั้งฝั่งผู้ผลิตและเครือข่ายที่ถูกจัดตั้ง ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือผู้รับสาร ซึ่งต้องใช้วิธีวิทยาแตกต่างออกไป เช่น การทำแบบสอบถามและการทำโฟกัสกรุ๊ปโดยมีการทดลองแบ่งกลุ่มผู้รับข้อมูลออกเป็นกลุ่มที่ได้รับข่าวบิดเบือน และกลุ่มที่ได้รับข่าวที่ไม่บิดเบือนในประเด็นเดียวกัน เพื่อนำมาเปรียบเทียบพฤติกรรม
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อ IO ในปัจจุบัน คือการเข้าถึง Generative AI ที่ง่ายขึ้นและมีต้นทุนต่ำ จากเดิมที่ต้องอาศัยทักษะด้านการเขียนโค้ด แต่ปัจจุบันเพียงเขียนคำสั่งก็สามารถสร้างเนื้อหาได้
“เป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่รัฐเนื่องจากว่าเมื่อก่อนคนที่จะทำเนื้อหาลักษณะนี้จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มีงบประมาณสูง และสามารถจ้างคนทำสิ่งนี้ได้แต่ตอนนี้ไม่จำเป็น แค่มีตังค์เดือนละหลักร้อยก็สามารถสร้างเนื้อหาที่บิดเบือนได้อย่างสบาย เป็นข่าวปลอมไม่พอยังใส่อารมณ์เยอะสิ่งนี้ก็จะส่งผลกับการดึงคนเข้ามามีส่วนร่วมกับเนื้อหา”
ผศ.จันจิรา ชี้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนถึงรายได้จากแพลตฟอร์มที่เกิดจากการปั่นกระแส ทำให้ปัญหา IO ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอุดมการณ์ แต่ยังเชื่อมโยงกับมิติทางเศรษฐศาสตร์อีกด้วย
