25 ตุลาฯ ปักหมุด “วันอยุติธรรมปาตานี” เครือข่ายคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เปิดพื้นที่สาธารณะ รำลึก เรียนรู้ ทบทวนเหตุการณ์ความอยุติธรรมในชายแดนใต้ ชวนคนรุ่นใหม่ไกลบ้าน ร่วมถ่ายทอดความจริง มองข้อจำกัด โอกาส สู่ข้อเสนอภาพความฝันอยากเห็นพื้นที่ปลอดภัยที่บ้านเกิด ไม่ถูกคุกคาม ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และทำให้ชายแดนใต้เป็นอนาคตสำหรับทุกคนได้จริง
เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2569 ในวาระครบรอบ 22 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส 25 ต.ค. 2547 หรือ “วันอยุติธรรมปาตานี” มีกิจกรรมวงเสวนา “ตากใบไกลบ้าน” โดยกิจกรรมเริ่มต้นด้วย บทเพลง “Tangisan takbai” (เสียงร้องไห้แห่งตากใบ) และกวี “จากตากใบ ไกลบ้าน” เล่าถึงเหตุการณ์ตากใบ ความเจ็บปวดและความสูญเสีย และการกล่าวรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ รวม 85 คน

วงเสวนา คือ การรวมตัวกันของผู้คนจากพื้นที่ชายแดนใต้ ที่ดั้นด้นมาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อศึกษา ทำงาน แสวงหาโอกาสที่ดีขึ้นในชีวิต พร้อมทั้งหอบความทรงจำ เรื่องราวจากเหตุการณ์ตากใบมาด้วย แม้บางคนเป็นคนรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทัน หรือเด็กเกินไปที่จะจำความได้ แต่เหตุการณ์สะเทือนใจความสูญเสีย และการไม่ได้รับความยุติธรรมจากคดีนี้ ได้รับการบอกต่อส่งมอบความทรงจำร่วมจากคนเมื่อ 22 ปีก่อน และพร้อมที่จะยังคงทวงถามความยุติธรรมจากความรุนแรงโดยรัฐและความรับผิดรับชอบที่คนกระทำยังคงลอยนวล
แม้เวลาผ่านมายาวนาน 20 กว่าปี พอที่จะทำให้คนหลังเหตุการณ์นี้โตเป็นหนุ่มเป็นสาว แต่ความทรงจำต่อเหตุการณ์นั้นยังคงถ่ายทอดบอกต่อและจดจำส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น เพราะแม้คดีนี้หมดอายุความไปแล้ว แต่บาดแผล และความยุติธรรมไม่มีวันหมดอายุลง
อยากให้บ้านเกิดมีพื้นที่ปลอดภัย ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ เหมารวม
นิสิตหญิง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวัย 21 ปี เธอเป็นชาว จ.ปัตตานี แลกเปลี่ยนในวงเสวนา เล่าว่าเธอจากบ้าน เดินทางมาศึกษาระดับปริญญาตรีที่กรุงเทพฯ เพราะที่บ้านไม่มีโอกาสมากนัก มีตัวเลือกที่ดีในชีวิตน้อย ทั้งนี้ไม่ได้มองว่าที่บ้านเกิดไม่ดี เพียงแต่ต้องการโอกาสใหม่ ๆ และที่ผ่านมาเธอก็เห็นความไม่ยุติธรรม การเลือกปฏิบัติ และการปฏิบัติที่ไม่ดีโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
นิสิตคนนี้ ตัดสินใจมาเรียนในเมืองเพื่อพัฒนาตนเองด้วยความมุ่งหวังว่าจะกลับบ้านไปพัฒนาบ้านเกิด เพียงแต่ปัตตานีตอนนี้ยังไม่มีพื้นที่ปลอดภัยพอที่จะให้คนกล้าฝันที่จะพัฒนาบ้านเกิด
“อยากกลับบ้านมาก ๆ อยากให้มีสันติภาพ อยากให้มีพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่เรื่องความรุนแรง แต่รวมถึงเรื่องความยุติธรรม ไม่ถูกคุกคาม ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และอยากให้ปัตตานีมีพื้นที่ให้เราได้พัฒนาบ้านเกิดของเรา เราอยู่ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งตลอดเวลามาตั้งแต่เกิด”
นิสิต วัย 21 ปี ชาว จ.ปัตตานี
อย่างไรก็ตามการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนชายแดนใต้ เพราะการออกแบบสถานที่ที่ยังไม่คำนึงถึงความหลากหลาย สถานที่ละหมาดยังมีไม่เพียงพอ เธอยอมรับว่า ต้องวางแผนเดินทางไปละหมาดที่อยู่ไกลจากห้องเรียน เพื่อไม่ให้เข้าเรียนสายหรือถูกหักคะแนน
นอกจากนี้เธอยังต้องเจอกับการตั้งคำถามจากคนในกรุงเทพฯ เมื่อรู้ว่ามาจากปัตตานีว่า “พกระเบิดมาไหม ?” ซึ่งสำหรับเธอ มันคือภาพจำ ภาพเหมารวมโดยคนกรุงเทพฯ ที่ลดคุณค่าคน 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบ ถูกเชื่อมโยงกับความรุนแรงที่เธอไม่ได้ก่อ เป็นความรุนแรงที่คน 3 จังหวัดไม่ได้ต้องการ
“อยากให้ทุกคนเอาความเป็นมนุษย์มาใช้ร่วมกัน ไม่ตัดสิน ไม่ตีตรา ให้เกียรติกัน หากเราเชื่อเรื่องพหุวัฒนธรรม เราก็ความยอมรับเคารพวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน”
นิสิต วัย 21 ปี ชาว จ.ปัตตานี


เมื่อบ้านเกิดยังถูกคุกคาม สู่ข้อจำกัดโอกาสการมองหาอนาคต
เช่นเดียวกับชายชาว จ.ปัตตานี อีกคน ในวัย 26 ปี ตอนนี้เขาเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ 2 ปีแล้ว มาเป็นลูกจ้างที่สนามบินสุวรรณภูมิ เขาเล่าว่า ที่สนามบินสุวรรณภูมิมีขนาดใหญ่โต รองรับผู้คนหลากหลายแต่จัดห้องละหมาดไม่เพียงพอ เพื่อไม่ให้การเดินทางไปละหมาดกระทบต่อเวลางาน เขาเลือกใช้ช่องแคบ ๆ พอที่จะหาได้
เมื่อมีการรวมกลุ่มลูกจ้างมุสลิม เรียกร้องการจัดสรรพื้นที่ละหมาดก็ถูกตอบกลับว่า “ทำไมพวกมึงยุ่งยากขนาดนี้” แม้จะรับปากว่าจะจัดสรรพื้นที่ละหมาดให้เพียงพอ แต่ก็ไม่ได้ทำตามนั้น และจากเท่าที่ทราบจากเพื่อนหลายคนที่เข้ามาทำงานในสุวรรณภูมิก่อนหน้านั้น ก็เคยเรียกร้องห้องละหมาดเพิ่มแล้ว แต่ไม่เคยได้รับใส่ใจ
เขาเองก็เป็นอีกคนที่คิดถึงบ้าน ต้องจากบ้านมาไกลเพราะเศรษฐกิจที่บ้านเกิดอ่อนแอ เมื่อต้องกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดก็ต้องเผชิญกับการคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ไว้วางใจ เพราะไม่คุ้นหน้า เขา ยังเล่าว่า เวลาเดินทางไปไหนต่อไหนต้องผ่านด่านตรวจหลายด่าน และหลายครั้งที่ถูกเรียกตรวจเพราะเจ้าหน้าที่ไม่คุ้นหน้า ถูกเจ้าหน้าที่หลายคนรุมถาม สั่งให้ตรวจดีเอ็นเอ ส่งเก็บเป็นข้อมูลรัฐ ถูกสั่งให้โชว์บัตรประชาชนแล้วถ่ายรูปคู่กับบัตรประชาชน ถึงจะยอมปล่อยไป หลายครั้ง หลายด่านตั้งในมืด สร้างความหวาดกลัวให้เขาอย่างมาก และด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัยนี้ เขาตัดสินใจกลับมาทำงานในกรุงเทพฯ อีกครั้ง
“รู้สึกถูกคุกคาม ทั้ง ๆ ที่อยู่ในบ้านตนเอง คนปัตตานีหลายคนอยากทำงานในบ้านเกิด แต่ด้วยบรรยากาศ เหตุการณ์ต่าง ๆ และโอกาสมีไม่มากนัก หลายคนอยากรับราชการ อยากมีอาชีพมั่นคง แต่หลาย ๆ อย่างทำให้ปัตตานีไม่มีพื้นที่รองรับอาชีพมากนัก”
ชาย ชาว จ.ปัตตานี วัย 26 ปี
โอกาสการมีงานทำ รายได้ที่แทบมองไม่เห็นในบ้านเกิด
ไม่ต่างกันกับชาว จ.นราธิวาส วัย 25 ปี ปัจจุบันประกอบอาชีพไรเดอร์ ยอมจากลูกเมียมาหารายได้ในกรุงเทพฯ เขาเล่าว่า ที่บ้านเกิดไม่ได้มีอาชีพรองรับมากนัก ทำงานที่บ้านเกิด ได้เงินวันละ 300 บาท ไม่พอค่านมลูก คนที่นี่เมื่อเรียนจบ ม.6 ก็มักแยกย้ายไปหางานทำจังหวัดอื่น ความยากจน โอกาสที่น้อย เหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้เขาถูกขับออกมาจากบ้านเกิด
“คนสามจังหวัดมาทำงานเป็นไรเดอร์กันเยอะมาก ยอมเสี่ยงอันตราย ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสวัสดิการ หลายครั้งเหมือนกันที่มีคนมาถามผมว่า ทำไมคนสามจังหวัดถึงชอบมาเป็นไรเดอร์ที่กรุงเทพฯ ผมก็ตอบไปว่า ก็ที่สามจังหวัดไม่มีแอปฯ”
ชาว จ.นราธิวาส วัย 25 ปี
นอกจากนี้ยังเล่าว่า เขาและเพื่อนอีกหลายคนจากชายแดนใต้ ที่เป็นไรเดอร์ได้รวมกลุ่มกันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ฉันท์เพื่อนพ้องน้องพี่ เพราะต่างก็พลัดถิ่นไกลบ้านเหมือนกัน มีสัญลักษณสติกเกอร์ติดรถมอเตอร์ไซค์เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็ทำให้ถูกเพ่งเล็งและตั้งข้อรังเกียจดูแคลนจากคนอื่น ขณะเดียวกันก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐเลือกปฏิบัติ ถูกตีตรา ครั้งหนึ่งเขาถูกให้ร้ายทำให้เสียหายในโลกออนไลน์ เมื่อเข้าแจ้งความตำรวจก็ถูกบอกปัด ไม่ได้ดำเนินการอะไร
ในมุมมองของพนักงานบริษัท วัย 33 ปี ซึ่งบ้านเกิดอยู่ที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เขาเรียนจบ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เคยทำงานที่มาเลเซีย และกลับมาทำงานในบ้านเกิด แต่งานที่ทำรายได้ไม่เพียงพอดูแลคนในครอบครัว มีรายได้ 200-300 บาท ในพื้นที่มีโรงงานน้อย ผู้ประกอบการมีน้อย จึงต้องยอมเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ ซึ่งทำให้มีรายได้มากกว่า 2-3 เท่า ถือว่ามากพอที่จะส่งเงินกลับบ้านได้
ตลอดระยะเวลา 4 ปีกว่า ๆ ในกรุงเทพฯ เขาพยายามเสนอให้เครือข่ายฯ ชุมชนและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะสายบุรีเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถพัฒนาได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ โดยหวังว่าสายบุรี ปัตตานีจะไปได้ไกลกว่านี้ในอนาคตอันใกล้

“ตากใบ” ในความทรงจำ คนรุ่นใหม่ คนชายแดนใต้พลัดถิ่น
ภายในวงเสวนายังเห็นพ้องกันว่า นอกเหนือจากกระจายอำนาจไม่ถึง 3 จังหวัดชายแดนใต้ สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ การกำหนดเคอร์ฟิวและมาตรการต่าง ๆ ทำให้เมืองไม่เติบโตได้ เศรษฐกิจไม่ดี ความรุนแรงในพื้นที่ ทำให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ไม่กล้าฝัน มองไม่เห็นถึงอนาคตที่ไกลนัก
และเมื่อพูดถึงการรับรู้เรื่องราวตากใบ หลายคนสะท้อนตรงกันว่า รับฟัง จดจำเรื่องราวเหตุการณ์ตากใบที่แตกต่างกันไป ทั้งจากครอบครัว จากข่าวสารต่าง ๆ แต่ที่เห็นตรงกัน คือ จากเหตุการณ์ในอดีตนำมาซึ่งข้อจำกัดการใช้ชีวิตจนถึงตอนนี้ โดยเฉพาะปัญหาความไม่ปลอดภัย และการถูกข่มขู่โดยเจ้าหน้าที่ ทำให้คนรุ่นใหม่ที่ชายแดนใต้จากบ้านมาเพื่อชีวิตที่ดีกว่า และด้วยความหวังว่าจะนำความรู้ความสามารถ โอกาสที่มีจากต่างถิ่น ทั้งความรู้ด้านกฎหมาย ฐานะทางเศรษฐกิจ เครือข่ายด้านสิทธิฯ เพื่อกลับไปช่วยเพื่อนบ้านและชุมชน
แม้จนถึงวันนี้คดีตากใบหมดอายุความไปแล้ว หลังคดีถูกเตะถ่วงมา 20 ปี ไม่มีจำเลยคนรับโทษ ในขณะที่จำเลยซึ่งหลบหนี เมื่อคดีหมดอายุความวันที่ 25 ต.ค. 67 ก็สามารถกลับมาทำงานราชการได้ตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สำหรับชาวบ้านผู้ตกเป็นเหยื่อ พร้อมทั้งเครือข่ายภาคประชาชน และกลุ่มคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ก็ยังคงมีความพยายามผลักดันคดีตากใบ เข้าสู่กลไกระหว่างประเทศ รวมถึงกลไกที่เกี่ยวข้องกับศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC เนื่องจากกระบวนการภายในประเทศมีข้อจำกัด และเป็นคดีที่รัฐเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
ดังนั้นจึงต้องเปิดพื้นที่ให้มีการพิจารณากลไกด้านสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงผลัดกันร่างกฎหมายให้คดีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงโดยรัฐและมนุษยชาติ ไม่มีการกำหนดอายุความ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยกับคดีตากใบ
สุดท้ายข้อสรุปจากวงเสวนา “ตากใบไกลบ้าน” ทุกคนต่างต้องการความสงบสุข และเห็นพ้องกันว่า
“เมื่อใดก็ตามบ้านเราได้รับความยุติธรรม เมื่อนั้นบ้านเราถึงจะสงบสุข”
