ภาคประชาชน ย้ำ ที่ผ่านมาเงินจากภาษีบาปช่วยยกระดับชีวิตคนชายขอบให้มีสุขภาวะที่ดี ห่วงการแก้กม.ปรับเปลี่ยนแหล่งรายได้ ที่เป็นงบประมาณเฉพาะให้กลุ่มเราะบางสามารถดูแลตัวเองได้กลับถูกลิดรอน ยืนยัน ‘ไทยพีบีเอส’ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เสียงของคนกลุ่มเปราะบางดังขึ้นได้
เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมา ผู้แทนจาก 14 องค์กรสื่อและภาคประชาสังคม ร่วมกันออกแถลงการณ์ และแลกเปลี่ยนมุมมองต่อร่าง พ.ร.บ.เปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้ 4 องค์กร ได้แก่ กองทุน สสส. กองทุนพัฒนากีฬา กองทุนผู้สูงอายุ และไทยพีบีเอส ผ่าน เวทีเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง “อนาคตสื่อสาธารณะ พันธะ กสทช. และกองทุนสุขภาพ กับอิสรภาพจากอำนาจรัฐและทุน”
จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของรายได้ 4 องค์กร สิ่งหนึ่งที่สร้างความกังวลให้กับสังคม คือ ผลกระทบที่จะตกมาถึงคนชายขอบ เนื่องจากพันธกิจของ 4 องค์กรนั้นเกี่ยวข้องการกลุ่มคนที่มักโดนมองข้ามโดยรัฐ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงวัย คนไร้บ้าน หรือคนจนเมือง
หากหนึ่งในความมั่นคงของคนชายขอบหายไป จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
เนืองนิช ชิดนอก ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค ทบทวนถึงบทบาทของเครือข่ายสลัม 4 ภาค ว่า เป็นกลุ่มของพี่น้องคนจนเมืองที่พยายามแก้ไขปัญหาเรื่องการเข้าถึงที่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนชายขอบ ซึ่งเป็นผู้ที่มักถูกมองข้าม
เงินสนับสนุนกิจกรรมของเครือข่ายส่วนหนึ่งมาจากกองทุน สสส. เนื่องจากตรงกับเป้าหมายหลักของสสส. นั้นก็คือการยกระดับชีวิตให้มีสุขภาวะที่ดี ซึ่งสุขภาวะจะดีได้ก็ต้องมาจากการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ นโยบายพื้นฐานเป็นฐานแรกก่อน
การทำงานของเครือข่ายสลัม 4 ภาค คือการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนจนเมือง ไม่ได้เจาะแค่ปัญหาสุขภาพอย่างเดียว แต่ย้อนไปถึงการฟื้นฟูชุมชน แล้วพากลุ่มเป้าหมายเข้าสู่โครงการบ้านมั่นคง เพื่อทำให้อย่างน้อยพวกเขายังรู้สึกมีความมั่นคงบางอย่างในชีวิต อีกทั้งยังพัฒนาหลาย ๆ กลุ่มไปพร้อมกันเพื่อสร้างความเชื่อมโยง แทนที่จะเป็นระบบแบบตัวใครตัวมัน
“พอได้งบประมาณของสสส. ลงมาสนับสนุน มีเด็กเยาวชนที่เราพยายามดึงมาสร้างให้เป็นแกนนำรุ่นใหม่ ซึ่งขึ้นมาสู้เพื่อชุมชน เขาก็เริ่มทำกิจกรรม และเราเนี่ยพยายามสร้างให้เขาเห็นว่ากิจกรรมอะไรที่เยาวชนถนัด เยาวชนที่เราสร้างได้ มีทั้งกลุ่มเยาวชนกลองยาว มีทั้งกลุ่มเยาวชนดนตรี เวลาเราออกไปชุมนุมหรือไปโชว์งานต่าง ๆ นี่คือเกิดจากงบประมาณที่ลงไปสนับสนุนชุมชนที่รับมาจากสสส.”
เงินจากภาษีบาปถูกจัดสรรให้มาถึงมือเยาวชนและกลุ่มที่ขาดโอกาส เครือข่ายสลัม 4 ภาค พยายามย้ำให้เห็นว่าทุนเหล่านี้ถูกนำไปช่วยพัฒนาสุขภาวะตามเป้าหมายของสสส. จริง ๆ และแน่นอนว่าถ้าแหล่งทุนนี้หายหรือลดลงไป ก็ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครือข่ายด้วย
เนืองนิช กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางเครือข่ายพยายามดิ้นรนเพื่อหาทางมาสนับสนุนกลุ่มคนชายขอบ เนื่องจากพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่อยู่นอกกรอบของรัฐ บางชุมชนไม่มีทั้งฐานข้อมูล ไม่เคยได้จดทะเบียนชุมชน ซึ่งทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่ได้รับสิทธิเหมือนชุมชนอื่น
“แต่วันนี้เรื่องเดิมยังไม่ได้ทำ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นบางเรื่องคุณยังไม่ได้ทำ แต่งบประมาณบางส่วนที่มันเป็นงบประมาณเฉพาะที่จัดสรรมาให้พี่น้องที่อยู่บนความเปราะบาง ให้เขาสามารถดูแลตัวเองได้ กลับจะถูกลิดรอน กลับจะเอาสิ่งเหล่านี้กลับไปรวมศูนย์อำนาจ แทนที่จะช่วยสนับสนุนกลับซ้ำให้มันมีปัญหามากกว่าเดิม”
นอกจากสสส. เนืองนิชเล่าว่า ไทยพีบีเอสก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เสียงของคนกลุ่มเปราะบางดังขึ้นได้ และไม่ใช่แค่การเล่าข่าวและจบไป แต่เป็นการลงพื้นที่จริง ไปสัมผัสกับเจ้าของเสียงนั้นจริง ๆ เนืองนิชเปิดเผยว่าได้มีส่วนร่วมกับไทยพีบีเอสในการส่งสมาชิกในชุมชนไปอบรมด้านสื่ออีกด้วย
“วันนี้ทางเครือข่ายสลัม 4 ภาคเองต้องบอกว่า มีกลุ่มเปราะบางและมีหลายชุมชนหรือเกือบทุกชุมชนที่ใช้งบประมาณเหล่านี้ในการสนับสนุน เป็นหลักประกันชีวิต เพื่อที่จะทำให้เรามีการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีและเข้าถึงสิทธินั้น ขอคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ทั้งสี่ฉบับนี้”
จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) ระบุว่า หากร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวผ่าน จะส่งผลกระทบต่อพี่น้องที่ร่วมขับเคลื่อนกันทั่วประเทศ ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา พีมูฟและตัวแทนเครือข่ายอื่น ๆ ก็ได้ร่วมลงชื่อคัดค้านทั้งหมด 491 เครือข่ายทั่วประเทศ
“เราก็ประกาศในวันนั้นว่า เราจะเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง ให้เวลา 14 วันกับรัฐบาล เพื่อไม่นำร่างเข้าไปที่สภาและก็ไม่เข้าครม. ถ้ายังไม่ฟังพี่น้องประชาชน เราก็จะเคลื่อนอย่างเต็มที่เลยจาก 491 เครือข่าย แล้วก็เรายื่นไปทุกพรรคการเมืองด้วยว่า ให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงกับเรา”
จำนงค์ สะท้อนว่า ที่ผ่านมาภาคประชาชนเองก็มีความพยายามที่จะตรวจสอบการทำงานของฝั่งรัฐ แต่ก็ยังไม่เห็นภาพการปฏิรูปมากพอ ซึ่งขัดแย้งกับการที่รัฐพยายามจะออกร่าง พ.ร.บ. เพื่อควบคุมวินัยทางการเงินขององค์กร 4 องค์กร
จำนงค์ยกตัวอย่างบทเรียนจากประเด็นการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ที่รัฐอ้างว่าไม่คุ้มค่าในการดำเนินงาน และมีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ๆ แม้ทางเครือข่ายพีมูฟจะทำหนังสือเพื่อบ่งบอกแล้วว่า บจธ. ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ซ้ำซ้อน แต่ในที่สุดรัฐบาลก็นำวาระดังกล่าวเข้าที่ประชุมครม. ในวันที่ 15 กันยายน และยุบ บจธ. ลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งจำนงค์มีความกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก
การที่สสส. ไทยพีบีเอส และอีก 2 องค์กรมีแหล่งรายได้ที่มั่นคงนั้น ถือเป็นหลักประกันที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชากรกลุ่มเฉพาะ จำนงค์มองว่าโครงการที่ทำเพื่อประชาชนนั้นเกิดขึ้นจริงได้ ส่วนหนึ่งมาจากการขับเคลื่อนไปพร้อมกับสสส. มาเป็นเวลานาน
“เรามองว่าในขณะนี้กองทุนนี้ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เขาเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็น พี่น้องคนไร้บ้าน เขาก็ได้ใช้โอกาสเข้าถึงของทุน เขาสามารถมีโครงการบ้านเช่าราคาถูกได้จากกองทุนนี้”
ขณะเดียวกัน เรียง สีแก้ว แกนนำเครือข่ายสภาประชาชนภาคใต้ สะท้อนการทำงานของรัฐที่ผ่านมาว่าเป็นการสร้างกระบวนการ “สีน้ำเงินกินรวบ” เห็นจากที่รัฐพยายามควบคุมสื่อสาธารณะ รวมไปถึงการจำกัดการทำงานของอีก 3 กองทุนที่เหลือ
“ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว หนึ่งคือตอบแทนสปอนเซอร์หลักของจังหวัดหนึ่งสองก็จะได้ควบคุมพวกเห็นต่าง สามก็ทำให้พวกเขาได้ประหยัดค่าใช้จ่ายหนึ่งแสนหมื่นสี่พันล้าน มันไม่มีเรื่องอื่น เรื่องมันมีแค่นี้จริงๆ”
เรียงระบุว่า สิ่งที่รัฐกำลังทำคือการยึดปัจจัยพื้นฐานของประชาชน โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เรียงเล่าว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นทั้งหมดจะทำให้ประชาชนตกอยู่ภายใต้อำนาจนิยมที่กดทับ ถึงแม้จะดูเหมือนว่ามีเสรีภาพก็ตาม
“มีคำถามว่าทำไมไม่เหมือนที่อื่นเขาลุกขึ้นมาสู้ ก็เพราะว่าเรายังรู้สึกว่าเราทุกข์ไม่พอ ยังสิ้นหวังไม่พอยังสูญเสียไม่พอ นี่คืออารมณ์ทางสังคมที่มันเป็นอยู่ในขณะนี้แต่ผมคิดว่าไม่นาน ความสิ้นหวังมันจะเดินทางไปยังถึงจุดสูงสุดของมัน ความทุกข์จะเดินทางไปยังจุดสูงสุด ความสูญเสียนี้พี่น้องจะเริ่มสัมผัสได้”
