6 พรรคโชว์กึ๋น นโยบายการศึกษา รับปาก “เรียนฟรีต้องมีจริง” นักการศึกษา ย้ำ หยุดขายนโยบายระยะสั้น ทำได้จริง ต้องเร่งผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
ในห้วงเวลาของ วันเด็กแห่งชาติ 2569 นับเป็นปีพิเศษ เพราะยังตรงกับช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้ หลายพรรคการเมืองจึงเริ่มชูนโยบายที่เกี่ยวกับเด็ก โดยเฉพาะการลดรายจ่ายด้านการศึกษาให้กับผู้ปกครอง ซึ่งถือว่าเป็นฐานเสียงจำนวนมาก หากนโยบายสามารถซื้อใจกลุ่มผู้มีสิทธิ์ออกเสียงในรอบนี้
The Active ลงพื้นที่สำรวจความเห็นของเด็ก ๆ และผู้ปกครองในพื้นที่กรุงเทพฯ ถึงนโยบายลดรายจ่ายที่อยากเห็น ส่วนใหญ่ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องการให้นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ทำได้จริง ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง สอดคล้องกับการสำรวจในภาพรวมของประเทศ ที่พบว่า นักเรียนกว่า 60% ยังต้องจ่าย ค่าบำรุงการศึกษา 1,000 – 5,000 บาท/เทอม บางโรงเรียน โดยเฉพาะเอกชน สาธิต หรือห้องเรียนพิเศษ เก็บสูงถึง 12,000 บาท/เทอม
ขณะที่นักเรียนเกือบครึ่งหนึ่ง ใช้จ่ายค่าหนังสือและอุปกรณ์เรียน ไม่เกิน 1,000 บาท/เทอม แต่มีบางส่วนต้องจ่าย มากกว่า 3,000 บาท โดยเฉพาะในโรงเรียนที่ไม่มีการสนับสนุนวัสดุการเรียนจากรัฐ


ทั้งนี้เมื่อสำรวจจากเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง พบบางพรรคชูนโยบายนี้เช่นเดียวกัน
- พรรคภูมิใจไทย “การศึกษาเท่าเทียม พลัส” เรียนฟรี มีงานทำ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา
- พรรคประชาชน “เรียนฟรีไม่มีบิลเพิ่ม”
– กำหนดเพดานค่าบำรุงการศึกษา ไม่ให้เก็บเงินเกินที่กำหนด
– ปฏิรูปห้องเรียนพิเศษ
– โครงการโรงเรียนเรียนฟรีต้นแบบ - พรรคประชาธิปัตย์ “เรียนฟรี ต้องฟรีจริง”
– ตัดค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทาง อาหาร - พรรคไทยสร้างไทย “เด็กไทยเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี ลดเวลาเรียน 3 ปี ไม่เป็นหนี้ กยศ.”
- พรรคไทยก้าวใหม่ “เรียนฟรีถึงปริญญาเอก”
นักการศึกษา ชี้ นโยบายเรียนฟรีหลายเวอร์ชั่น
ยิ่งสะท้อนการเมืองไทยไม่มีภาพเดียวกันในเรื่องการศึกษา
หากดูจากนโยบายเหล่านั้น ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เป็นทิศทางที่ดี บางพรรคถึงกับระบุชัดว่า ถ้าตัวเองได้นั่งเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ จะทำให้การเรียนฟรี ฟรีจริงได้อย่างไร เรียนฟรีได้ถึงระดับไหน แต่อีกด้าน นโยบายเรียนฟรี ยิ่งมีหลายเวอร์ชั่น ก็ยิ่งสะท้อนว่า พรรคการเมืองไทยไม่ได้มีภาพเดียวกันในเรื่องการศึกษา
ทั้งนี้ได้ฉายภาพ 3 สถานการณ์สำคัญ ที่เพิ่มโอกาส และอุปสรรคของการเรียนฟรี ประกอบด้วย
- รัฐธรรมนูญ 2560 ม.54 กำหนดให้รัฐดำเนินการจัดการศึกษาให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
- คำสั่ง คสช. ที่ 25/2559 ฉบับนี้ไม่เก็บค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 15 ปี
- แต่ขณะเดียวกันกลับมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดทำให้โรงเรียนสามารถเรียกเก็บเงินค่าบำรุงการศึกษาได้ เหล่านี้สะท้อนว่าที่ผ่านมานโยบายเรียนฟรี ปรับเปลี่ยนไปมาตามบุคคลที่เข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ

เพื่อแสดงความจริงใจต่อประชาชน ผศ.อรรถพล จึงหวังจะเห็น พรรคการเมืองแสดงจุดยืนในการปฏิรูปการศึกษา ผ่านการสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่เข้าสู่ปีที่ 9 ของการผลักดันให้เป็นกฎหมายแม่บท ซึ่งถูกคาดหวังว่า จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาวิกฤตการศึกษาไทย นอกจากนโยบายเรียนฟรี เช่น การคุ้มครองสิทธิของผู้เรียน การรับประกันโอกาสในการในการไปโรงเรียนโดยที่เด็กไม่ต้องถูกผลักออกเพราะค่าใช้จ่าย การสร้างกลไกบริหารราชการที่มีประสิทธิภาพ เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม
“หลายเรื่องพรรคนำเสนอเป็นนโยบายไม่ได้ขัดกับรัฐธรรมนูญ หรือ พ.ร.บ.การศึกษาเก่า เพียงแต่ความเข้มข้นในการผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรรมเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นการจะเข้ามาเป็นผู้บริหารการศึกษา คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำเรื่องกฎหมายให้มีความแข็งแรงในการสนับสนุนนโยบาย และไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลอีกกี่ครั้ง อย่างน้องที่สุดต้องมีหลักประกันพื้นฐาน ไม่เช่นนั้นเราจะอยู่กันด้วยนโยบายระยะสั้น ไม่เกิดความยั่งยืนในการทำงาน”
ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล
ทั้งนี้ หากย้อนดูเส้นทางการผลักดันเพื่อแก้ พ.ร.บการศึกษาแห่งชาติ จะพบว่า คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.68 เห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแล้ว ซึ่งเป็นฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว เพื่อนำร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาในวาระของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ประกาศยุบสภาทำให้กฎหมายไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร นักการศึกษา จึงอยากเห็น พรรคการเมืองผลักดันเรื่องการศึกษาในการเลือกตั้ง 2569 เพื่อกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาการศึกษาระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องของ การกระจายอำนาจทางการศึกษา
6 พรรคใหญ่โชว์กึ๋น นโยบายการศึกษา “เรียนฟรีต้องมีจริง”
เมื่อเร็ว ๆ นี้ สภาผู้บริโภค เปิดเวทีชวน 6 พรรคการเมือง ร่วมดีเบตนโยบายด้านการศึกษา ก่อนการเลือกตั้ง ภายใต้แนวคิด “ผู้บริโภคขยับนโยบาย พรรคการเมืองขยายต่อ” เพื่อให้พรรคการเมืองต่าง ๆ นำข้อเสนอของสภาผู้บริโภคไปบรรจุเป็นนโยบายของพรรค พร้อมเสนอให้ผลักดันนโยบาย “เรียนฟรีต้องมีจริง” ขยายถึงระดับปริญญาตรีหรือสายอาชีพ เพื่อลดภาระหนี้ของครอบครัว รวมถึงการจัดสรรงบประมาณสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กอย่างทั่วถึง พร้อมเดินหน้าแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษา ให้เท่าทันอนาคต

โดยมีตัวแทน พรรคภูมิใจไทย, พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคไทยสร้างไทย และพรรคไทยก้าวใหม่ เข้าร่วม โดยตัวแทนจากทุกพรรคการเมืองเห็นด้วยกับสภาผู้บริโภคในการแก้กฎหมายที่ล้าหลัง และสนับสนุนนโยบายเรียนฟรีต้องฟรีจริง ซึ่งแต่ละพรรคนำเสนอนโยบายที่มีจุดแตกต่างกันในรายละเอียด โดยรับปากจะนำไปหารือกับทางพรรคอีกครั้งหนึ่งก่อนนำเสนอในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เช่น
- นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ (พรรคภูมิใจไทย)
“เรียนฟรีมีจริง จบมามีงานทำ” สนับสนุนการเรียนออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่เสียค่าอินเทอร์เน็ต
- ธีราภา ไพโรหกุล (พรรคเพื่อไทย)
15 ปี เรียนฟรีต้องฟรีจริง ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษา ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง พัฒนาครู ลดความเหลื่อมล้ำ ภายใต้แนวคิด “เรียนได้งบ จบได้งาน” มุ่งสร้างทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการจริง ๆ ให้กับคนทุกช่วงวัย
- เดชรัต สุขกำเนิด (พรรคประชาชน)
80% ต้องเป็นโรงเรียนเรียนฟรี ส่วนที่ยังเก็บเงินต้องมีเพดานค่าใช้จ่าย สนับสนุนงบประมาณให้โรงเรียน เด็ก ครู และแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ยกระดับคุณภาพการศึกษาใกล้บ้านให้ดีขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างโรงเรียนในเมือง และโรงเรียนภูมิภาค
- นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ (พรรคประชาธิปัตย์)
“เรียนฟรีต้องฟรีจริง โดยไม่มีค่าอะไรแอบแฝง” มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างแท้จริง และเมื่อเรียนจบแล้วต้องมีงานทำ
- ปริเยศ อังกูรกิตติ (พรรคไทยสร้างไทย)
เปลี่ยนอำนาจการจัดการศึกษามาอยู่ในมือผู้ปกครองด้วย คูปองการศึกษา แทนการจ่ายรายหัว ผลักดันการเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี ลดเวลาเรียน และจัดระบบ เรียน – ทำงาน ควบคู่กัน
- ภาณุรัช ดำรงไทย (พรรคไทยก้าวใหม่)
“ธนูดอกที่หนึ่งคือการพัฒนาคน” ต้องจัดงบประมาณให้ถึงห้องเรียน เน้นทักษะอนาคต วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เด็กต้องมีอาหารเช้าฟรี และครูต้องได้สอนเต็มบทบาทเพื่อสร้างโอกาสให้เด็กไทยในโลกอนาคต
ทั้งนี้ นโยบายทางการศึกษาที่แต่ละพรรคนำเสนอ จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในรายละเอียดยังต้องจับตา โดยเฉพาะการชี้แจงที่มาของงบประมาณที่จะนำมาใช้ ต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายในวันที่ 19 ม.ค.นี้
