5 พรรคการเมืองเห็นพ้อง “การศึกษาไทยไปต่อแบบเดิมไม่ได้” ชูฉันทมติปรับหลักสูตรฐานสมรรถนะ–โยกงบฯ จาก ‘ตึก’ สู่ ‘คน’

การเมืองเริ่มขยับหาฉันทามติการศึกษา 5 พรรคเห็นตรงกัน หลักสูตรฐานสมรรถนะ–ลดท่องจำ คือจุดตั้งต้นปฏิรูป นักวิชาการเตือน หากไม่รื้อโครงสร้าง ศธ. นโยบายอาจวนซ้ำอดีต

วันที่ 20 ม.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา เวที Policy Forum “การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์” เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนพรรคการเมือง 5 พรรค ร่วมแลกเปลี่ยนทิศทางการจัดสรรงบประมาณ การพัฒนาคน และการปรับหลักสูตรการศึกษาไทย ท่ามกลางข้อวิพากษ์ร่วมกันว่า งบการศึกษาจำนวนมากยังถูกใช้ไปกับการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน มากกว่าการลงทุนพัฒนาผู้เรียนและครูหลายเท่าตัว

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ผู้ดำเนินรายการ ตั้งคำถามกับตัวแทนของพรรคการเมืองว่า โครงสร้างงบประมาณลักษณะนี้ยังเหมาะสมหรือไม่ ควรโยกงบมาพัฒนาคนอย่างไร และจะจัดการปัญหาการรั่วไหล–คอร์รัปชันในงบการศึกษาได้จริงหรือไม่

เพื่อไทย ชี้ต้องผูกงบฯ กับ “แผนชาติ” เปิด Dashboard ตรวจสอบงบก่อสร้างแบบเรียลไทม์

ธีราภา ไพโรหกุล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ระบุว่า งบประมาณการศึกษาต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งกำหนด “การอัปเกรดทุนมนุษย์” เป็นหมุดหมายหลัก พร้อมเสนอเพิ่มสัดส่วนงบพัฒนาคน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก ครู และผู้เรียน ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างสมดุล

พรรคเพื่อไทยยอมรับว่าโครงการก่อสร้างเป็นจุดเสี่ยงคอร์รัปชัน จึงเสนอใช้ Real-Time Governance Dashboard เปิดข้อมูล e-bidding และ e-procurement ให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าใครได้โครงการ ราคาเหมาะสมหรือไม่ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดการรั่วไหลของงบประมาณ

ประชาธิปัตย์ เสนอ Precision Budgeting ประเมินครูแบบ Performance-based ใช้ AI ลดภาระงาน

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้รัฐปรับบทบาทเป็น “Enable Government” เปิดข้อมูลภาครัฐ โดยเฉพาะข้อมูลงบประมาณและโครงการต่าง ๆ ให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงได้

ในภาคการศึกษา พรรคประชาธิปัตย์ชี้ว่า งบกว่า 80% ถูกใช้กับบุคลากร จึงเสนอการจัดงบแบบ Position Budgeting และประเมินครู–ผู้บริหารด้วยระบบ Performance-based และ Outcome-based รวมถึงการประเมิน 360 องศา โดยให้ผู้ปกครอง ชุมชน และนักเรียนมีส่วนร่วม พร้อมเสนอจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู และใช้ AI เป็นผู้ช่วยครู เพื่อลดภาระงานเอกสาร

พรรคประชาชน ชี้ “ไม่ต้องเพิ่มงบฯ ก็พัฒนาการศึกษาได้” เสนอ 4 หลักลงทุนในคน

พริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนพรรคประชาชน มองว่าการลงทุนในคนไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบ แต่ต้องลงทุนให้ “เร็วขึ้น นานขึ้น ใกล้ขึ้น และกว้างขึ้น” โดยเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย ขยายศูนย์ดูแลเด็กเล็ก ลงทุนอัปสกิลแรงงาน และกระจายอำนาจให้โรงเรียนตัดสินใจใช้งบเอง

พรรคประชาชนเสนอ “ตัดงบที่ไม่ก่อประโยชน์ต่อผู้เรียน” ลดโครงการที่เพิ่มภาระครู เปิดข้อมูลงบประมาณและสัญญาจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด พร้อมยืนยันว่าการศึกษาสามารถดีขึ้นได้โดยไม่ต้องเพิ่มงบแม้แต่บาทเดียว หากใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพ

ไทยก้าวใหม่ ชูลงทุน “คนปัจจุบัน” สร้าง 3 สะพาน เทคโนโลยี–สตาร์ตอัป–สกิล

วราวิช กำภู ณ อยุธยา ตัวแทนพรรคไทยก้าวใหม่ เสนอแยกการพัฒนาคนเป็น “คนอนาคต” และ “คนปัจจุบัน” โดยเน้นแรงงานและเกษตรกรที่ยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ผ่าน 3 กลไก คือ Technology Bridge, Startup Bridge และ Skill Bridge เพื่อเชื่อมเทคโนโลยี งานวิจัย และตลาดแรงงานเข้าด้วยกัน

เขาย้ำว่านี่คือ “การลงทุน” ไม่ใช่การแจกเงิน พร้อมประกาศว่าจะไม่เพิ่มงบการศึกษาใน 4 ปี แต่จะลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพให้เห็นผลจริง

ภูมิใจไทย ชูใช้ AI คัดกรองงบ ลดโครงการซ้ำซ้อน เพิ่มงบพัฒนาคน

รัชดา ธนาดิเรก ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าเห็นตรงกันว่าการใช้งบกับโครงสร้างพื้นฐานมากเกินไปไม่สอดคล้องกับการพัฒนาคน แต่ยอมรับว่าการเพิ่มงบในทางปฏิบัติทำได้ยาก

แนวทางของพรรคคือการใช้ AI และ Digital Government คัดกรองโครงการที่ซ้ำซ้อนหรือไม่ตอบโจทย์ เพื่อนำงบกลับมาลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ พร้อมชี้ว่าเทคโนโลยีจะช่วยทั้งลดคอร์รัปชันและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบฯ

ฉันทมติร่วม หลักสูตรฐานสมรรถนะ–กระจายอำนาจ–ลดรวมศูนย์

ในประเด็นหลักสูตร ตัวแทนทั้ง 5 พรรคเห็นพ้องว่า การศึกษาไทยต้องขยับสู่ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ลดการท่องจำ เปิดพื้นที่ให้โรงเรียนออกแบบการเรียนรู้ตามบริบท พร้อมย้ำว่าหลักสูตรใหม่ต้องเดินคู่กับการพัฒนาครู ระบบประเมิน และเทคโนโลยี

แม้แนวทางต่างกันในรายละเอียด แต่ทุกพรรคเห็นตรงกันว่า การปฏิรูปการศึกษาจะเดินต่อไม่ได้ หากยังใช้งบกับ “ตึกและโครงการ” มากกว่า “คน” และยังรวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง

ทั้ง 5 พรรคได้มีฉันทมติร่วมกันว่า ไม่ว่าผลการเลือกตั้ง 69 เป็นเช่นไร ใครจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรับบาล หรือใครจะได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง จะนำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของภาคประชาชนในวันนี้เป็นแผนแม่บทในการผลักดันพัฒนาระบบศึกษาเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อให้มีแผนแม่บทปฏิรูปการศึกษาในระยะยาว

ฉันทมติ

นักวิชาการชี้ “เริ่มเห็นความหวัง” แต่เตือนต้องปฏิรูป ศธ. ควบคู่

ศ.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ให้สัมภาษณ์ The Active เพิ่มเติมเพื่อประเมินว่า เวทีนี้ทำให้ข้อมูลวิชาการมาปะทะกับนโยบายการเมือง จนเกิดพื้นที่ความคิดใหม่ และสะท้อนความหวังต่อทิศทางการศึกษาไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เขาตั้งคำถามสำคัญว่า พรรคการเมืองยังไม่ได้ตอบให้ชัดว่าจะ “ปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการ” อย่างไร หากไม่รื้อโครงสร้างรวมศูนย์ นโยบายดีอาจวนซ้ำอดีต พร้อมชี้ว่า คะแนน PISA ที่ตกต่ำไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่ยังไม่ถูกแก้อย่างจริงจัง

TEP ชี้เวทีแตกต่าง เปิดพื้นที่หาฉันทามติ ทำโรดแมปร่วมกัน

เช่นเดียวกับ ภฤศ วรรัตนวงศ์ ตัวแทนภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ระบุว่า เวทีนี้แตกต่างจากเวทีดีเบตอื่น เพราะเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการนำนโยบายมาหารือและพัฒนาเป็นโรดแมปเดียวของประเทศ

เขาชี้ว่าทุกพรรคเห็นตรงกันว่า “การศึกษาแบบเดิมไปต่อไม่ได้” และโจทย์แรกที่ต้องทำคือการปรับหลักสูตร จากกรอบรายวิชาไปสู่ฐานสมรรถนะ ลดท่องจำ ลดเรียนเพื่อสอบ พร้อมเสนอว่ารัฐบาลใหม่ควรตัดสินใจเรื่อง “หลักสูตรเดียว” ให้ชัดเจนภายใน 100 วัน เพื่อลดความสับสนในโรงเรียน

ดีเบตเดือด “โรงเรียนขนาดเล็ก” ยุบ–ควบรวม หรือคงอยู่?

อีกคำถามที่น่าสนใจ คือ ​จากข้อเสนอของธนาคารโลกที่แนะให้ “ยุบหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน พรรคการเมืองเห็นด้วยกับการยุบหรือควบรวมโรงเรียนหรือไม่ และหากไม่เห็นด้วย จะมีแนวทางจัดสรรทรัพยากรอย่างไรให้เด็กในโรงเรียนขนาดเล็กได้รับคุณภาพการศึกษาเท่าเทียมกับเด็กในเมือง

ปชป. ชี้ “ไม่ยุบ ไม่ควบรวมตรงๆ” สร้าง ecosystem โรงเรียน–ชุมชน

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พรรคเข้าใจปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่งบประมาณไม่เพียงพอจากการจัดสรรแบบ “รายหัว” ซึ่งยิ่งทำให้โรงเรียนที่มีนักเรียน 20–30 คนอยู่ยาก

พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ กระจายอำนาจ ให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลโดยสมบูรณ์ เพื่อเปิดทางให้ระดมทรัพยากรร่วมกับชุมชนและเอกชนในพื้นที่ เกิด “ecosystem การศึกษา” พร้อมตั้งเป้าหมายสร้าง โรงเรียนคุณภาพประจำอำเภอ และระบบรถโรงเรียน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ปกครอง

“ไม่ใช่การยุบหรือควบรวม แต่เป็นการปล่อยให้โรงเรียนปรับตัวตามธรรมชาติ โรงเรียนเล็กที่นักเรียนลดลง สามารถปรับบทบาทเป็นศูนย์เรียนรู้หรือศูนย์พัฒนาทักษะตลอดชีวิตของชุมชนได้” รัดเกล้ากล่าว

ไทยก้าวใหม่ ประกาศชัด “ไม่ยุบโรงเรียน” มองการศึกษาเป็นสวัสดิการพื้นฐาน

วราวิช กำภู ณ อยุธยา ตัวแทนพรรคไทยก้าวใหม่ แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ไม่ยุบโรงเรียนเด็ดขาด โดยมองว่าการศึกษาเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานของคนไทย และไม่ควรมีแนวคิด “โรงเรียนคุณภาพเฉพาะบางแห่ง”

พรรคไทยก้าวใหม่เสนอ “3 เลิก” ได้แก่
1. เลิกระบบงบประมาณแบบหารหัว
2. เลิกให้ครูทำงานธุรการและรายงานที่ไม่จำเป็น
3. เลิกระบบวิทยฐานะที่เน้นเอกสารมากกว่าคุณภาพการสอน

พร้อมเสนอ “3 ให้” คือ เรียนฟรีจริงตั้งแต่พื้นฐานถึงระดับสูง อาหารเช้า–กลางวันฟรี และการปฏิรูประบบการศึกษาให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

พรรคประชาชน วาง 3 หลักการ “กันโรงเรียนจำเป็น–ปรับระบบ–ควบรวมเมื่อเลี่ยงไม่ได้”

พริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนพรรคประชาชน ชี้ว่า เป้าหมายสูงสุดคือให้เด็กทุกคนเข้าถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพ โดยเสนอให้พิจารณาเป็น “รายกรณี” ภายใต้ 3 หลักการ

  • ต้องกันโรงเรียนที่หากยุบแล้วจะสร้างความลำบากในการเดินทางของเด็ก
  • ปรับสูตรจัดสรรงบประมาณและอัตรากำลังครู ลดการยึดจำนวนเด็กเป็นตัวตั้ง และเพิ่มอิสระการตัดสินใจให้สถานศึกษา
  • หากจำเป็นต้องควบรวม ต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รับประกันระบบรับส่งนักเรียน และทำ MOU ใช้พื้นที่โรงเรียนร่วมกับท้องถิ่น

เพื่อไทย มอง “ยุบ–ควบรวม” เป็นปลายทาง ต้องแก้โครงสร้างก่อน

ธีราภา ไพโรหกุล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ระบุว่า การยุบหรือควบรวมไม่ใช่คำตอบแรก แต่เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” เมื่อจำเป็นจริง ๆ โดยต้องเริ่มจากการ แก้ระบบจัดสรรงบประมาณแบบรายหัว ซึ่งทำให้โรงเรียนชนบทเสียเปรียบ

พรรคเพื่อไทยเสนอการกระจายอำนาจไปยังโรงเรียนและท้องถิ่น พร้อมปฏิรูประบบประเมินผลให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ไม่ใช่ใช้มาตรฐานเดียวทั้งประเทศ

ภูมิใจไทย ชี้ “ยุบได้เฉพาะบางพื้นที่” โฟกัสครู–เทคโนโลยี

รัชดา ธนาดิเรก ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย เห็นว่าการควบรวมโรงเรียนอาจเหมาะในบางกรณี เช่น พื้นที่เมืองที่มีโรงเรียนขนาดเล็กกระจุกตัว แต่สำหรับโรงเรียนอีกหลายพันแห่งในชนบท “ยุบไม่ได้”

พรรคภูมิใจไทยเสนอให้ ลดภาระครู โดยเฉพาะงานธุรการ และใช้เทคโนโลยี เช่น AI เป็นผู้ช่วยการสอน พร้อมพัฒนาหลักสูตรและแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ เพื่อให้เด็กเข้าถึงการเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active