หัวหน้ากลุ่มสาระคณิตฯ โรงเรียนพานทอง เผยตัวชี้วัดแน่น ทำครูต้องรีบสอนให้ทันหลักสูตร ขณะที่หัวหน้างานหลักสูตรฯ ชี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักสูตรอย่างเดียว แต่เป็นทั้งระบบ ตั้งแต่เวลา กิจกรรม ทรัพยากร ไปจนถึงการวัดผล
จากกรณีที่มีการถกเถียงเรื่องความเหมาะสมของหลักสูตรและตำราเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ภายหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการส่งสัญญาณทบทวนหลักสูตร และก่อนหน้านี้ The Active สัมภาษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ระบุว่า เนื้อหาในตำราไม่ได้ยากเกินกว่าระดับชั้นนั้น
ล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ The Active ได้ลงพื้นที่โรงเรียนพานทอง จังหวัดชลบุรี เพื่อสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอนโดยตรง ซึ่งสะท้อนภาพตรงกันว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ “ความยาก” ของเนื้อหา แต่คือ “ปริมาณเนื้อหา” และ “ข้อจำกัดด้านเวลา” ที่ทำให้ครูไม่สามารถจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) ได้อย่างเต็มที่
ครูคณิตฯ ชี้ “เนื้อหาเหมาะกับวัย แต่เยอะเกินไป”
เสฏฐวุฒิ ไกรศรี หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนพานทอง จังหวัดชลบุรี ซึ่งสอนคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กล่าวว่า โดยส่วนตัวมองว่าเนื้อหาคณิตศาสตร์ไม่ได้ยากเกินระดับชั้น แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือจำนวนเนื้อหามีมากเกินไป ทำให้ครูจำเป็นต้องเร่งสอนเพื่อให้ทันตัวชี้วัดและทันการสอบ
“ความยากง่ายเหมาะสมกับแต่ละระดับครับ แต่ปัญหาคือเนื้อหาหลักสูตรมีเยอะเกินไป ทำให้ครูต้องรีบสอนให้ทัน”
เขาอธิบายว่า ในแต่ละบทเรียนมีหัวข้อย่อยจำนวนมาก ครูจึงต้องเร่งสอนให้ครบตามตัวชี้วัด ส่งผลให้ไม่มีเวลาพอสำหรับการจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้คิด วิเคราะห์ หรือสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

“อยากสอนแบบ Active Learning แต่เวลาไม่พอ”
เสฏฐวุฒิกล่าวว่า ครูส่วนใหญ่ต้องการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพราะช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมและเข้าใจแนวคิดได้ลึกกว่า แต่เมื่อเนื้อหามีจำนวนมาก วิธีการที่เร็วที่สุดกลับกลายเป็นการบรรยายและสรุปเนื้อหา
“ครูอยากจัดกิจกรรมให้นักเรียนมีส่วนร่วม แต่เพราะเนื้อหาเยอะ ก็ต้องกลับไปใช้การบรรยาย เพื่อให้สอนทัน”
ผลที่ตามมาคือ นักเรียนอาจเข้าใจเนื้อหาเพียงในระดับที่ใช้สอบได้ แต่ยังไม่ซึมซับหรือเห็นความเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ทำให้หลายคนรู้สึกว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่น่าเบื่อ
ตัวชี้วัดเป็นกรอบสำคัญ แม้ครูออกแบบการสอนได้
เมื่อถูกถามว่าครูมีอิสระในการออกแบบการเรียนการสอนมากน้อยเพียงใด เสฏฐวุฒิระบุว่า แม้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมได้เอง แต่ทุกคนยังต้องสอนให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดของหลักสูตร ซึ่งเป็นกรอบที่กำหนดไว้
สำหรับตำราที่ใช้สอนนั้น ไม่ได้ยึดเฉพาะหนังสือของ สสวท.แต่ครูจะรวบรวมจากหลายสำนัก อย่างไรก็ตาม ทุกเล่มต่างอ้างอิงตัวชี้วัดเดียวกัน จึงยังต้องครอบคลุมเนื้อหาจำนวนมาก
เมื่อถามว่ามีบทใดควรลดหรือปรับ เสฏฐวุฒิกล่าวว่า แทบทุกบทมีความสำคัญ แต่ควรปรับให้กระชับมากขึ้น มากกว่าการตัดออกทั้งหมด
ยกตัวอย่างวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานระดับ ม.4 ที่เริ่มต้นด้วยเรื่อง “เซต” เขาเห็นว่าควรเน้นให้เด็กเข้าใจแนวคิดหลัก มากกว่าลงรายละเอียดเชิงทฤษฎีหรือสัญลักษณ์ที่ซับซ้อน
“อยากให้เด็กเข้าใจคอนเซ็ปต์ แล้วนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้”
เขาเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้ลดรายละเอียดบางส่วนของบทเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้ครูใช้เวลากับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้น
คณิตเพิ่มเติมสายวิทย์ “สูตรเยอะ สมการมาก เด็กสับสน”
สำหรับนักเรียนสายวิทยาศาสตร์ เสฏฐวุฒิยอมรับว่า วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติมมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะบทที่เกี่ยวข้องกับภาคตัดกรวยและเรขาคณิตวิเคราะห์ ซึ่งมีสูตรและสมการจำนวนมาก
“เด็กจะรู้สึกว่ามันเยอะ ต้องจำสูตรเยอะ ทำให้สับสน” ประกอบกับเวลาที่มีจำกัด ทำให้ครูต้องเร่งสอน ส่งผลให้เด็กบางส่วนตามไม่ทัน โดยเฉพาะนักเรียนที่มีพื้นฐานไม่แข็งแรง
นอกจากการปรับลดความหนาแน่นของเนื้อหาแล้ว เสฏฐวุฒิยังเสนอให้เพิ่มเนื้อหาด้านการเงินในชีวิตประจำวัน เช่น การวางแผนการเงิน การลงทุนเบื้องต้น และการรู้เท่าทันกลโกงทางการเงิน
แม้หลักสูตรปัจจุบันจะมีเรื่องการคำนวณดอกเบี้ยในระดับ ม.5 แต่เขาเห็นว่ายังไม่เพียงพอ
“อยากให้เด็กมีภูมิคุ้มกันทางการเงิน เพราะทุกวันนี้มีข่าวคนถูกหลอกลงทุนกันเยอะ”
หัวหน้างานหลักสูตรฯ หนุนทบทวนหลักสูตร แต่ต้องมองทั้งระบบ
ด้าน ธนา เอี่ยมบำรุงทรัพย์ หัวหน้างานหลักสูตรและการสอน โรงเรียนพานทอง กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดการทบทวนหลักสูตร เพราะเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าหากรับฟังความคิดเห็นจากครูและนักเรียนอย่างจริงจัง จะนำไปสู่การปรับปรุงที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า การตั้งคำถามเพียงว่าหลักสูตร “ยากหรือไม่” อาจไม่ครอบคลุม เพราะการจัดการเรียนรู้ยังมีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้องอีกมาก

ฟิสิกส์ไม่ได้ยากเกิน แต่เวลาสอนถูกภาระงาน/โครงการภายนอกเบียด
ธนา ซึ่งสอนวิชาฟิสิกส์ ระบุว่า หากดูเฉพาะเนื้อหาวิชา ฟิสิกส์ไม่ได้มีปริมาณมากจนเกินไป เพราะโรงเรียนจัดเวลาเรียนสัปดาห์ละ 4 คาบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงคือ เวลาสอนมักถูกกระทบจากกิจกรรมต่าง ๆ ตามนโยบาย และกิจกรรม / โครงการภายนอก ที่ถูกนำเข้ามาในโรงเรียน ซึ่งเบียดเวลาสอนของครู
นอกจากนี้ ครูหลายคนยังปรับลำดับการสอนเอง เช่น นำบทเรื่องเสียงมาเรียนต่อจากคลื่นและแสง เพื่อให้เนื้อหามีความต่อเนื่องและใช้เวลาได้คุ้มค่ากว่าเดิม
ยอมรับไม่มีครูคนไหนสอนครบทุกตัวชี้วัดแบบเป๊ะ
ธนายังยอมรับว่า ในทางปฏิบัติ ครูแทบทุกคนต้องตีความและออกแบบการสอนให้เหมาะกับบริบทของห้องเรียน
“เชื่อได้เลยว่าไม่มีครูคนไหนสอนได้ครบเป๊ะตามตัวชี้วัดทุกข้อ ครูจึงต้องเลือกเน้นเนื้อหาที่สำคัญและเหมาะกับผู้เรียน โดยคำนึงถึงเวลา จุดประสงค์การเรียนรู้ และบริบทของแต่ละโรงเรียน”
ธนากล่าวว่า ไม่ควรสรุปว่าหลักสูตรมีปัญหา หรือครูสอนไม่ดีเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เพราะการใช้หลักสูตรต้องพิจารณาทั้งระบบ ตั้งแต่วิธีสอน การพัฒนาครู ทรัพยากร ห้องปฏิบัติการ การวัดผล ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ
“จะมองว่าหลักสูตรไม่ดี หรือครูสอนไม่ได้อย่างเดียวไม่ได้ ทุกอย่างต้องเดินไปพร้อมกัน”
หนังสือให้กิจกรรมทดลอง แต่หลายโรงเรียนขาดอุปกรณ์
สำหรับหนังสือเรียนของ สสวท.ธนาระบุว่า เนื้อหาในหนังสือออกแบบให้มีการทำกิจกรรมและการตั้งคำถามเพื่อให้นักเรียนค้นพบคำตอบด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของหนังสือ
อย่างไรก็ตาม โรงเรียนหลายแห่งยังขาดอุปกรณ์และทรัพยากรที่จำเป็น ทำให้ไม่สามารถจัดกิจกรรมได้ครบตามที่หนังสือออกแบบไว้ ส่งผลให้ครูต้องกลับไปใช้การบรรยายแทน
ทั้งนี้ ครูทั้งสองคนมีความเห็นสอดคล้องกันว่า หากมีการปรับหลักสูตรในอนาคต ควรมุ่ง “กระชับเนื้อหา” ให้เหมาะสมกับเวลาเรียน เปิดโอกาสให้ครูจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ได้มากขึ้น และเพิ่มเนื้อหาที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เพื่อให้นักเรียนได้ทั้งความรู้เชิงวิชาการและทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในอนาคต
