‘นักเรียนเลว’ ชวน 4 พรรคการเมือง ประชันนโยบายการศึกษา ท้าชนความพร้อมว่าที่ รมว.ศธ. กับแนวทางสร้างความพร้อมพัฒนาทุนมนุษย์จาก โรงเรียน สู่ตลาดงาน พร้อมยกปมขัดแย้งชายแดน หลักสูตรมีส่วนสร้างชาตินิยมสุดโต่งแค่ไหน
เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 69 ที่ Lido Hall 3 กลุ่มนักเรียนเลว ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเวทีดีเบต ห้องเรียนรัฐมนตรี Candidate Classroom ในธีม Do you want to do this ภารกิจของรัฐมนตรีศึกษาฯ! เรียลลิตี้ประชันวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาและสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน โดยมีตัวแทนจาก 4 พรรคการเมืองมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์นโยบายการศึกษา ในศึกเลือกตั้ง 69
ก่อนนำเสนอนโยบายด้านการศึกษา มีเกมให้ตัวแทนจากแต่ละพรรคร่วมสนุกกัน ทั้ง What’s in my bag ? เปิดกระเป๋า เล่าเรื่องตัวเองจากสิ่งของที่เตรียมมา, Real or Cake ? ทายกฎโรงเรียนที่ฟังแล้วมีห๊ะ ?, The Rights Thailand เมื่อนักการเมืองต้องเป็นเมนเทอร์จะรับเข้าทีม หรือจะส่งเข้าห้องดำ, The Plummest Link ตอบปัญหาการศึกษาแบบฟ้าแลบใครได้เป็นบ๊วยของทีม ถูกกำจัดแน่! ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
สำหรับช่วง Policy Pitch 75 วินาที และ The Debate ได้เปิดพื้นที่ให้นักการเมืองนำเสนอนโยบายของพรรคว่ามีภารกิจอะไรต้องทำ มีนโยบายไหนที่คิดว่าเด็ด ยกมาประชันวิสัยทัศน์กันแบบตัวต่อตัว
🔴 ธีราภา ไพโรหกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ย้ำถึง นโยบายการศึกษา “เรียนได้งบ จบได้งาน” เป็นนโยบายที่ได้แรงบันดาลใจมาจา Skill Future ของประเทศสิงคโปร์ และนโยบายการศึกษาของประเทศอินโดนีเซีย
โดยจะทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชน ดูว่าแรงงานประเภทไหนที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงาน “เรียนได้งบ” จะมีการสร้างแรงจูงใจ โดยจะให้เป็นคูปอง 3,000 บาท ซื้อคอสต์ต่าง ๆ ที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงาน ให้ไปจนถึง 10,000 บาท “จบได้งาน” ก็จะสร้างพื้นที่ตรงกลางให้จะมีฝ่ายนายจ้าง และคนที่เป็นแรงงานก็จะมาจับคู่กัน
“ต้องการยกระดับประเทศไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง จึงต้องการคนที่มีศักยคนที่มีศักยภาพสูง เชื่อว่าการเรียนไม่ควรจำกัดวุฒิ ไม่ควรจำกัดวัยและไม่ควรจำกัดอยู่ในห้องเรียน เป็นที่มาสำคัญของตัวนโยบาย ใครก็เข้ามา Up – Skill , Re – skill จุดสำคัญคือเมื่อเข้าแล้วต้องตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และสร้างรายได้ ตั้งเป้า 1 ล้านคนต่อปี 4 ล้านคนภายใน 4 ปี เปลี่ยนโครงสร้างแรงงานตอบโจทย์ประเทศไทยอุตสาหกรรมในอนาคต”
ธีราภา ไพโรหกุล

🔵 รัดเกล้า สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ย้ำถึงนโยบายบุฟเฟ่ต์การศึกษา อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน เพื่อสะสมทักษะไปทำงานที่ชอบ มีแพลตฟอร์มสะสมประสบการณ์ เพราะเชื่อว่าทักษะก็มีความสำคัญเหมือนกับใบปริญญา ทลายกำแพงของมหาวิทยาลัยเลือกเรียนได้หมด และจะสะสมไว้ที่ สกิล วอลเล็ต
“การทำงานคู่กับเอกชน เพื่อให้รู้ว่าตลาดแรงงานต้องการทักษะแบบไหน จะมีข้อมูลแบบเรียลไทม์ว่าทักษะที่มีเหมาะกับงานไหนในตลาดแรงงาน เนื่องจากกลุ่มแรงงานในไทย 56% ทำงานไม่ได้ทำตรงกับที่เรียนมา และ 20% ทำงานทักษะที่มากกว่าอาชีพ”
รัดเกล้า สุวรรณคีรี
🟡 ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ระบุว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ คือการการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น หลักสูตรที่มี ถ้าเห็นว่ายังไม่พร้อม ต้องปรับเป็นหลักสูตรอินเตอร์ที่มีครบ 77 จังหวัด เป็นการสร้างโอกาสให้เด็กที่อยากเพิ่มทักษะทางภาษา อยากให้รัฐเพิ่มงบฯ ตรงนี้เข้ามา
อีกทั้งชูนโยบายสร้างโรงเรียนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมบันเทิง T – Pop Academy ด้วยการลงทุนโดยภาครัฐ เพื่อพัฒนาและให้โอกาสกับเด็กไทย
“นักเรียนทุกคนเวลาไปเรียนเพื่อความรู้แล้ว ต้องเรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตด้วย มีเข้าถึงสายด่วน และจิตแพทย์สำหรับเด็กที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต มองเห็นว่าหลายคนต้องปรับตัวการใช้ชีวิตในเมือง อยากให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ อย่างเช่น การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ฯลฯ”
ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์
🟠 รศ.อนุชาติ พวงสำลี ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน พรรคประชาชน มองว่าการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยที่อยากผลักดัน คือ การปรับวิธีคิดการมองโรงเรียน ให้โรงเรียนเป็นระบบนิเวศที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน โรงเรียนจำเป็นต้องรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ดีของผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน หากมีระบบที่เกื้อกูลกันจะส่งผลให้การแก้ปัญหาต่าง ๆ ทำได้ง่าย
โดยพบว่าปัญหาสุขภาพจิตของเด็กไทยมีอัตรส่วนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ถึง 20% – 30% นักเรียนไทยกำลังพบเจอกับความเครียดสูง มาตรการพื้นฐานที่สุด คือ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่พื้นที่แห่งอำนาจ
“การได้ยินเสียงซึ่งกันและกัน ตัวผู้เรียนต้องส่งเสียงความต้องการว่าอยากเรียน อยากได้อะไร มาตรการที่ทำได้โดยไม่ต้องเสียตังค์สักบาท คือการรับฟังซึ่งกันและกัน”
รศ.อนุชาติ พวงสำลี
ส่วนการดีเบต ในแต่ละประเด็น เช่น “การศึกษาควรเป็นไปตามความต้องการของเด็กหรือควรเป็นไปตามความต้องการของตลาดแรงงาน ?” โดยพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ได้ผลัดกันแสดงวิสัยทัศน์เรื่องนี้
รศ.อนุชาติ ชี้ว่า การศึกษามีหน้าที่สำคัญคือการพัฒนามนุษย์ทุกมิติ สร้างพื้นที่ให้เด็กเติบโต และมีสมรรถนะในการดูแลตัวเอง เมื่อมีสิ่งเหล่านี้ก็จะมีงานทำ ความสำคัญของการศึกษาคือการสร้างคนที่พร้อม แล้วเขาจะเติบโตไปเป็นผู้สร้างงานเอง หากเรามองไปในอนาคตการคำนึงถึงตลาดแรงงานอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เราต้องคำนึงและทำในสาขาที่มีความจำเป็นจริง
“เมื่อเห็นเด็กเกิดน้อยลง ยิ่งต้องสร้างเด็กให้ไปสู้กับอนาคตให้ได้ โลกของอาชีพเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก ดีที่สุดคือการสร้างความเป็นผู้ประกอบการ แล้วเขาจะเป็นผู้กำหนดการเปลี่ยนเศรษฐกิจของสังคมว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต”
รศ.อนุชาติ พวงสำลี

ด้าน ธีราภา เห็นด้วยว่าในช่วงแรกการศึกษาควรสร้างเด็กให้มีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ ทักษะ และมุ่งไปสู่ฐานสมรรถนะ แต่ก็ต้องกลับมาดูที่ความเป็นจริงว่าปัจจุบันมีอัตราการเกิดน้อย เข้าสู่สังคมสูงวัย ในอีกไม่ถึง 10 ปี จะเกิดการขาดแรงงานจำนวนมาก ฉะนั้น
“เราจะปล่อยให้ทุกคนเรียนตามใจชอบ โดยไม่ได้เสริมทักษะความต้องการของตลาดแรงงานคงจะไม่ได้จริง ๆ เพราะไม่มีใครอยากรู้สึกว่าจบมาแล้วตกงานหรือขาดรายได้”
ธีราภา ไพโรหกุล
ส่วนประเด็นคำถาม “จากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา หลักสูตรการศึกษามีส่วนสร้างภาวะ ชาตินิยมสุดโต่ง ในกลุ่มเยาวชนหรือไม่ ?” เป็นการดีเบตกันของตัวแทนจากพรรครักชาติ และประชาธิปัตย์
โดย ชัยวุฒิ ย้ำคำว่าสุดโต่งดูเป็นคำที่น่ากลัว จึงอยากให้สร้างความพอดีให้เด็กเข้าใจ การศึกษาจะต้องสร้างความคิดที่ดีนั่นคือ การรักชาติ ความหวงแหนในการเป็นคนไทย หน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยไม่ใช่แค่หน้าที่ของทหาร แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ในบริบทของตัวเองให้ดีที่สุด คือความรู้สึกที่อยากปลูกฝัง เพราะถ้าประเทศไม่มีความสงบสุข ก็จะไม่เกิดสิทธิเสรีภาพจริง ๆ

ด้าน รัดเกล้า แสดงความเห็น ไม่ว่าในระบบการศึกษาหรือในวัฒนธรรม สิ่งสำคัญคือประชาชนอยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่เป็นเพื่อนบ้านกัน ควรตระหนักรู้และปลูกฝังเยาวชนให้แยกแยะได้ว่าประวัติศาสตร์ที่สอนมาไม่มีความจำเป็นต้องมาหล่อหลอมความคิดที่เรามีต่อเพื่อนบ้าน เป็นสิ่งที่นอกเหนือจากระบบการศึกษา แต่อยู่ในมือของพ่อแม่ คนในชุมชน
ทุกคนต้องช่วนให้เยาวชนเข้าใจว่าสิ่งที่อยู่ในหนังสือ หรือสิ่งที่เล่าต่อกันมาไม่ควรสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้น ส่วนเรื่องความมั่นคง ถ้าเรามีความเกลียดชังอยู่ในใจ ร่วมกันโหมสร้างข่าวปลอมขึ้นมาแล้วเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ขอฝากคนไทยทุกคนว่า รักชาติรักได้ แต่ต้องอยู่บนความเป็นจริง และร่วมมีความรับชอบในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศไปด้วยกัน
