โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทย ผลสำรวจพบใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มเฉลี่ยเกือบ 3 ชั่วโมงต่อวัน สูงทั่วโลก โดยมีทั้งการเลื่อนฟีดไม่สิ้นสุด ระบบแจ้งเตือนที่น่าสนใจ และอัลกอริทึมที่คัดเนื้อหาตรงความต้องการ เพื่อดึงผู้ใช้งานให้อยู่บนหน้าจอนานขึ้น เตือน เสี่ยงกระทบต่อสุขภาพจิต
วิจัยกรุงศรี ระบุว่า ข้อมูลจาก DataReportal ปี 2568 อัตราการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของคนทั่วโลก เพิ่มขึ้นเป็น 68.7% จาก 66.1% ปี 2567 และใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มเฉลี่ย 2.40 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึงโซเชียลมีเดียสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 79.1% และคนไทยยังใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มเฉลี่ยเกือบ 3 ชั่วโมงต่อวัน โดยติ๊กต๊อก (TikTok) ได้รับความนิยมมากสุด รองลงมา เฟซบุ๊ก (Facebook)

สาเหตุที่คนในปัจจุบันมีการใช้โซเชียลมีเดียติดต่อกันเป็นเวลานานมากขึ้น ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ยังเป็นผลจากการออกแบบเชิงจิตวิทยาของแพลตฟอร์มที่ต้องการกระตุ้นให้ผู้ใช้งานอยากกลับมาใช้ซ้ำด้วยระยะเวลายาวนานมากขึ้น โดยมีกลไกการออกแบบที่สำคัญ ได้แก่
1. ให้แรงจูงใจแบบสุ่ม เพื่อกระตุ้นการใช้งานต่อเนื่อง (Variable reinforcement schedules) โดยเป็นกลไกสำคัญที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียนำมาใช้ สะท้อนจากในหน้าแรกหรือหน้าหลักของโซเชียลมีเดีย มักจะเจอเนื้อหาที่สอดคล้องกับความสนใจของผู้ใช้งาน และยังมีพร้อมฟีเจอร์ (Feature) อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถเลื่อนหน้าจอลงเพื่อเรียกดูข้อมูลล่าสุด ทำให้เนื้อหาในหน้าหลักถูกเปลี่ยนใหม่อยู่เสมอจนคาดเดาไม่ได้
กระบวนการนี้มีลักษณะคล้ายการดึงคันโยกของเครื่องสล็อต ซึ่งระหว่างที่ผู้ใช้งานรอคอยและคาดหวังผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ได้ สมองจะถูกกระตุ้นให้หลั่ง “โดพามีน” (Dopamine) ออกมาในระดับสูง ซึ่งโดพามีนเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกพึงพอใจ จึงกระตุ้นให้ผู้ใช้งานรู้สึกกระฉับกระเฉง ตื่นตัว มีความสุข และเกิดแรงจูงใจในการใช้งานต่อเนื่อง นำไปสู่พฤติกรรมการวนซ้ำและติดอยู่ใน “วงจรโดพามีน” (Dopamine loop) ในที่สุด
2. ออกแบบแพลตฟอร์มให้เลื่อนหน้าจอได้ไม่สิ้นสุด (Infinite scroll) หน้าหลักของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมักถูกออกแบบให้แสดงเนื้อหาใหม่ต่อเนื่องทันทีที่ผู้ใช้เลื่อนหน้าจอลง โดยไม่ต้องกดเปลี่ยนหน้าหรือสลับไปแพลตฟอร์มอื่น กลไกดังกล่าวช่วยลดขั้นตอนเข้าถึงเนื้อหาให้เหลือน้อยที่สุด ทำให้ใช้งานได้ลื่นไหลและต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บนแพลตฟอร์มยังไม่มีจุดพักหรือสัญลักษณ์เพื่อให้ผู้ใช้หยุดคิดและตัดสินใจว่าควรยุติการใช้งานเมื่อใด ผู้ใช้งานจึงสามารถเลื่อนดูเนื้อหาได้ต่อเนื่องจนอาจใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มนานกว่าที่ตั้งใจไว้
3. ออกแบบกลไกการแจ้งเตือน (Notification design) แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียนิยมแสดงการแจ้งเตือนให้ปรากฏชัดเจนบนสัญลักษณ์ของแอปพลิเคชันหรือในหน้าแรก โดยใช้สัญลักษณ์วงกลมสีแดง เพื่อดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้กดดูทันทีที่สังเกตเห็น กลไกดังกล่าวจะกระตุ้นให้ผู้ใช้สนใจแพลตฟอร์ม ซึ่งในเชิงจิตวิทยา สีแดงเป็นสีที่เชื่อมโยงกับความเร่งด่วน ขณะที่วงกลมเป็นรูปทรงพื้นฐานที่สมองประมวลผลได้ง่าย สัญลักษณ์ดังกล่าวจึงดึงดูดให้ผู้ใช้มองเห็นตัวเลขแจ้งเตือนได้ชัดเจนและรับรู้ได้ทันทีว่ามีข้อความที่ยังไม่ได้ตรวจสอบรออยู่
4. ใช้ระบบอัลกอริทึม (Algorithms) ที่ทำให้ผู้ใช้ติดใจ อัลกอรึทึมของโซเชียลมีเดียเป็นกลไกหลักที่ใช้คัดเลือกและนำเสนอเนื้อหาให้แก่ผู้ใช้ โดยจะเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้งาน เช่น ระยะเวลาการรับชม การกดชื่นชอบ การแสดงความคิดเห็น หรือการแชร์เนื้อหาที่สนใจ เพื่อนำมาประมวลผลและแนะนำเนื้อหาที่สอดคล้องกับความสนใจของบุคคลได้แม่นยำขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลที่ตรงตามความต้องการ และได้รับแต่เนื้อหาที่สอดคล้องกับความเชื่อ ความสนใจ และมุมมองเดิมของตัวเองซ้ำ ๆ ส่งผลให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า “ห้องเสียงสะท้อน” (Echo chamber) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่คนจะได้ยินแต่ความคิดเห็นแบบเดียวกันและจำกัดการเปิดรับข้อมูลใหม่หรือมุมมองที่แตกต่าง
ส่องโซเชียลนาน กระทบสุขภาพจิต
แม้โซเชียลมีเดียจะทำให้การสื่อสารและเชื่อมโยงกับโลกภายนอกในปัจจุบันสามารถทำได้ง่าย พร้อมกับมีระบบประมวลข้อมูลหรือ อัลกอริทึม (Algorithm) ที่คอยแนะนำเนื้อหาที่น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันการดูโซเชียลมีเดียเป็นเวลานาน ๆ ก็สามารถผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน
ข้อมูลจาก ศูนย์สุขภาพจิตที่ 7 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ความรู้สึกเปรียบเทียบตนเอง โดยการเห็นชีวิตของคนอื่นผ่านหน้าจออาจทำให้เกิดความรู้สึกด้อยค่า หรือกดดันให้ต้องพยายามทำให้ชีวิตของตนเองดูดีขึ้นในสายตาของคนอื่น
ขณะเดียวกัน การใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดียมากเกินไปอาจเชื่อมโยงกับความรู้สึกเหงา ความวิตกกังวล และอารมณ์ซึมเศร้า นอกจากนี้จะส่งผลกระทบต่อการนอนหลับไม่เพียงพอ เกิดจากการเลื่อนฟีดจนดึก ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ ซึ่งส่งผลต่อสมาธิและอารมณ์ในวันถัดไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อโซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน การลดการใช้งานลงจึงอาจไม่ใช่เรื่องง่าย โดยหนึ่งในแนวทางที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ คือ Social Detox หรือการลดและจัดระเบียบการใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อให้ผู้ใช้งานกลับมาควบคุมพฤติกรรมการใช้หน้าจอได้มากขึ้น
เริ่มได้จากการกำหนดระยะเวลาการใช้งาน โดยใช้ฟังก์ชันในสมาร์ทโฟนจำกัดเวลาระยะเวลาที่สามารถอยู่บนสมาร์ทโฟนได้ในแต่ละวัน หรือหากห้ามใจเล่นโซเชียลไม่ไหว ให้ลบแอปเหล่านั้นออกจากโทรศัพท์ชั่วคราว
นอกจากนี้ให้ไปทำกิจกรรมอื่นทดแทน เช่น ลองอ่านหนังสือ ออกกำไรกาย หรือออกไปเดินเล่น รวมถึงการ กำหนดพื้นที่หรือช่วงเวลาปลอดโทรศัพท์ เช่น ระหว่างรับประทานอาหาร หรือก่อนเข้านอน เป็นต้น
สำหรับการทำ Social Detox ไม่ใช่การเลิกเล่นโซเชียมีเดียแบบถาวร แต่เป็นการช่วยลดความเครียดและความกดดันจากโลกออนไลน์ อีกทั้งยังช่วยให้มีเวลามากขึ้นในการโฟกัสกับชีวิตจริง จนอาจรู้สึกว่าอารมณ์ของสงบลง มีสมาธิมากขึ้น และรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น
