นักวิเคราะห์ บลจ.เกียรตินาคินภัทร ชี้ ค่าใช้จ่ายสุขภาพโตเร็วกว่ารายได้ประเทศ เสี่ยงรัฐแบกภาระเพิ่ม ตามสังคมสูงวัย พบประกันสังคมรายได้โต 3% แต่จ่ายสิทธิประโยชน์โต 9% ต่อปี พร้อมจับตาการเติบโตตลาดประกันสุขภาพ เผยค่ารักษา รพ.เอกชน 16% มีประกันเข้ามาช่วยจ่าย
ธีระพล อุดมเวศย์ นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป ระบบสาธารณสุขไทยจะเผชิญแรงกดดันจากข้อจำกัดด้านงบประมาณมากขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ
ประเด็นดังกล่าวอาจนำไปสู่การทบทวนโครงสร้างสวัสดิการรักษาพยาบาลทั้ง บัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ขณะที่ภาคประชาชนอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพด้วยตัวเองมากขึ้น รวมถึงการซื้อประกันสุขภาพส่วนบุคคล
ค่ารักษาเพิ่มเร็วกว่าขนาดเศรษฐกิจ
ข้อมูลที่นักวิเคราะห์นำเสนอระบุว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยเพิ่มจาก 3.08% ของ GDP ในปี 2000 เป็น 4.54% ใน พ.ศ. 2575 และประเมินว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4–7% ต่อปีถึงปี 2032 จากปัจจัยสังคมสูงวัยและความก้าวหน้าทางการแพทย์
ธีระพล ยังมองว่า ขณะที่ไทยมีข้อจำกัดด้านการจัดเก็บรายได้ หากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มเร็วกว่ารายได้ของประเทศต่อเนื่อง รัฐอาจต้องจัดสรรงบประมาณจากด้านอื่นมารองรับมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบงบฯ ลงทุนและความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว
ข้าราชการใช้งบฯ ต่อคนสูงกว่าบัตรทอง
เมื่อพิจารณาตามสิทธิรักษา นักวิเคราะห์ ระบุว่า สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมีค่าใช้จ่ายประมาณ 19,000–20,000 บาทต่อคนต่อปี ครอบคลุมประมาณ 5 ล้านคน
ส่วนประกันสังคมมีค่าใช้จ่ายประมาณ 6,300–6,700 บาทต่อคนต่อปี ครอบคลุมประมาณ 12 ล้านคน ขณะที่บัตรทองครอบคลุมประชาชนประมาณ 47.5 ล้านคน และใช้งบเฉลี่ยประมาณ 5,585 บาทต่อคนต่อปี
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างของโครงสร้างและค่าใช้จ่ายระหว่างแต่ละระบบ จึงไม่ควรนำค่าใช้จ่ายต่อหัวมาเปรียบเทียบโดยตรงโดยไม่พิจารณาความแตกต่างของประชากร สิทธิประโยชน์ และรูปแบบการเบิกจ่าย
ประกันสังคมเจอแรงกดดันทางการเงิน
สำหรับกองทุนประกันสังคม นักวิเคราะห์ระบุว่า ในช่วงปี 2014–2024 รายได้จากเงินสมทบเติบโตเฉลี่ยประมาณ 3% ต่อปี ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9% ต่อปี
แนวโน้มดังกล่าวทำให้เกิดคำถามถึงความสามารถของกองทุนในการรองรับค่าใช้จ่ายในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกันตนทยอยเข้าสู่วัยเกษียณและจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น
หากรัฐจ่ายน้อยลง ภาคเอกชนอาจรับภาระเพิ่ม
ธีระพล ยังประเมินว่า หากรัฐไม่สามารถเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพได้ทันกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพอาจทำให้ค่าใช้จ่ายบางส่วนถูกส่งต่อไปยังภาคเอกชน
จากการประเมินของนักวิเคราะห์ ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐที่อยู่ในระดับประมาณ 450,000–500,000 ล้านบาทต่อปี อาจมีบางส่วนไหลเข้าสู่ภาคเอกชน คิดเป็นมูลค่าเพิ่มมากกว่า 100,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์ แม้จำนวนบุคลากรที่ผลิตได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่สัดส่วนแพทย์ต่อประชากรยังต่ำกว่าหลายประเทศ ทำให้โรงพยาบาลเอกชนมีแนวโน้มต้องรองรับความต้องการรักษาที่ซับซ้อนมากขึ้น
คนไทยซื้อประกันสุขภาพเพิ่ม
อีกแนวโน้มที่นักวิเคราะห์จับตาคือ การเติบโตของตลาดประกันสุขภาพเอกชน โดยระบุว่า ปัจจุบันคนไทยประมาณ 6.4% มีประกันสุขภาพ ขณะที่ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนประมาณ 16% มีประกันเข้ามาช่วยจ่าย
ในช่วงปี 2562–2568 เบี้ยประกันสุขภาพเติบโตเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี และนักวิเคราะห์มองว่า หากมีมาตรการเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีหรือการร่วมจ่าย (Co-payment) อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดประกันสุขภาพขยายตัวเพิ่มเติม
หุ้นโรงพยาบาลมีแนวโน้มฟื้นในครึ่งปีหลัง
สำหรับหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ธีระพล ประเมินว่า รายได้ของกลุ่มอาจเติบโตประมาณ 6–7% ในไตรมาส 3/2569 เพิ่มจากช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโตประมาณ 1–2%
ปัจจัยสนับสนุนมาจากจำนวนผู้ป่วยในประเทศที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ผู้ป่วยต่างชาติบางตลาดกลับมาเติบโต และรายได้จากกลุ่มประกันสุขภาพเริ่มฟื้น หลังผ่านช่วงการปรับเงื่อนไขการเคลมที่เข้มงวดขึ้น
นักวิเคราะห์ประเมินว่าผู้ป่วยจากเมียนมาและชาวต่างชาติที่ทำงานในไทยมีแนวโน้มเติบโต ขณะที่ตลาดผู้ป่วยจากกัมพูชายังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมือง
สำหรับมูลค่าหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล นักวิเคราะห์ระบุว่าปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ประมาณ 19 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ประมาณ 30 เท่า และประเมินว่าผลประกอบการของกลุ่มผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 แล้ว และมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี.
