เผย สสจ.ตาก ยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบฯ อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล หลังถูกตั้งคำถามสนับสนุนเด็กในศูนย์พักพิงฯ 13 คน ได้เรียนต่อ ยัน เป็นเด็กที่เรียนในระบบการศึกษาไทยมาตั้งแต่ ป.1 แต่ถูกให้หยุดเรียนเมื่อขึ้น ม.1 ย้ำ แง่มุมสุขภาพ การศึกษา และอนาคตแรงงานเกี่ยวข้องกัน หวั่นบริบทชายแดน หากเด็กไม่ได้เรียน จะกระทบการทำงาน ภาษา และปัญหาสังคม
จากกรณี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ตาก ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับกรณี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง จ.ตาก ให้การสนับสนุนด้านการศึกษาของเด็กในศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัย จนเกิดคำถามถึงความเหมาะสมของบทบาทผู้อำนวยการโรงพยาบาล
ล่าสุดวันนี้ (24 ส.ค. 2569) นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง เปิดเผยกับ The Active ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งว่า สสจ.ตากมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอย่างเป็นทางการ แต่จากการพูดคุยกับ สสจ. เข้าใจว่าอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนหรือรวบรวมข้อเท็จจริง
ย้ำหนุนเด็กศูนย์พักพิงฯ 13 คน ได้เรียนต่อ หลังเรียนในระบบมาตั้งแต่ ป.1
โดยกรณีให้การสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เด็ก 13 คน ที่อยู่ในศูนย์พักพิงฯ นั้น นพ.ธวัชชัย อธิบายว่า สิ่งที่เข้าไปสนับสนุนคือการให้เด็กได้มีโอกาสเรียนต่อ ซึ่งเด็กกลุ่มดังกล่าวไม่ได้เป็นเด็กที่เพิ่งเข้ามาเรียนในโรงเรียนไทย แต่บางคนเรียนอยู่ในระบบการศึกษาของไทยมาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา
“เด็กเรียนมาตั้งแต่ ป.1 ต่อเนื่องจนจบระดับประถมศึกษา และเมื่อขึ้นชั้น ม.1 ในช่วงเปิดภาคเรียนเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนที่ผ่านมา กลับถูกโรงเรียนแจ้งให้หยุดเรียน โดยมีหนังสือหรือคำสั่งบางอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้ามองว่าเด็กเรียนอยู่แล้วตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.6 แล้วเปิดเทอมใหม่ เขาก็มาเรียนอยู่แล้ว แต่อยู่ดี ๆ ไม่ให้มาเรียน ผมมองว่ามันไม่ดี และไม่น่าจะมีคำสั่งอะไรประมาณนี้ออกมากับเด็กที่เรียนอยู่แล้ว ถ้าเป็นเด็กใหม่อาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง“
นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์
นพ.ธวัชชัย บอกด้วยว่า ปัจจุบัน เด็กทั้ง 13 คนยังไม่ได้กลับเข้าเรียน และมีความพยายามประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้ทบทวนหรือระงับผลของคำสั่งดังกล่าว โดยครูในโรงเรียนเองก็ยังพยายามช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้
พร้อมย้ำว่า ตนไม่ได้มีอำนาจด้านการศึกษาโดยตรง แต่เมื่อเห็นว่าเด็กที่เคยเรียนอยู่แล้วกำลังประสบปัญหา จึงเห็นว่าควรช่วยประสานให้เด็กมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา

“ถามว่าสนับสนุนไหม ผมก็สนับสนุน” ชี้ ไม่ใช่คนเดียวที่ช่วยเด็ก
นพ.ธวัชชัย ยอมรับว่า หากถามว่าเขาสนับสนุนให้เด็กทั้ง 13 คนได้เรียนต่อหรือไม่ คำตอบคือ “สนับสนุน” แต่ยืนยันว่าไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ดำเนินการเพียงคนเดียว เพราะมีหลายฝ่ายที่ให้การช่วยเหลือเด็ก
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ชื่อของตนเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจเป็นเพราะเด็กบางคนเป็นบุตรของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลในศูนย์พักพิง ทำให้เรื่องดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลและตัวผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง
ทั้งนี้หลังเกิดกระแสข่าว มีทั้งความคิดเห็นในเชิงลบในโซเชียลฯ และข้อความให้กำลังใจ โดยส่วนตัวพยายามหลีกเลี่ยงการติดตามข้อความที่มีเนื้อหาโจมตี แต่ได้รับข้อความสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากเช่นกัน
จ้าง “หมอเมียนมา” ดูแลศูนย์พักพิงฯ ใช้เงิน NGO ไม่ใช่งบฯ รพ.
สำหรับกรณีการจ้างผู้ช่วยแพทย์ชาวเมียนมานั้น นพ.ธวัชชัย ยืนยันว่า โรงพยาบาลจ้างผู้ช่วยแพทย์ชาวเมียนมาเข้าไปดูแลประชาชนในศูนย์พักพิงฯ จริง แต่เป็นการจ้างเพื่อดูแลคนภายในศูนย์โดยเฉพาะ และไม่ได้ใช้งบประมาณของโรงพยาบาลหรือเงินบำรุงของโรงพยาบาล
“จ้างจริง แต่เป็นผู้ช่วยแพทย์ชาวเมียนมา และจ้างมาดูแลคนในศูนย์พักพิงฯ อย่างเดียว ใช้เงินที่ไม่ใช่เงินรัฐไทย เป็นเงินจาก NGO”
นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์
ผอ.รพ.ท่าสองยาง ยืนยันว่า เรื่องการมีบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปดูแลคนในศูนย์พักพิงฯ เป็นเรื่องที่พูดคุยกันมาโดยตลอด เนื่องจากคนในพื้นที่ยังมีความจำเป็นต้องได้รับบริการด้านสุขภาพ และการดำเนินการดังกล่าวมีแหล่งงบประมาณจากองค์กรภาคประชาสังคม ไม่ได้ดึงงบประมาณของโรงพยาบาลไปใช้
สสจ.ตาก โทร.คุย! ยันตรวจสอบตามบทบาท พร้อมเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ
สำหรับท่าทีของ สสจ.ตากนั้น นพ.ธวัชชัย บอกว่าได้พูดคุยกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของ สสจ.แล้ว ไม่ได้มีปัญหาหรือความขัดแย้ง และเข้าใจว่า สสจ.จำเป็นต้องดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน พร้อมระบุว่า สสจ.ตาก มีจะเข้ามาเยี่ยมโรงพยาบาลและให้กำลังใจด้วย
ทั้งนี้หากประเด็นอยู่ที่การจ้างผู้ช่วยแพทย์เพื่อดูแลคนในศูนย์พักพิงฯ และยังมีความจำเป็นด้านสุขภาพ ก็คงต้องดำเนินการต่อ เพราะหากไม่มีแพทย์เข้าไปดูแล ก็จะมีคำถามว่าใครจะเป็นผู้ดูแลสุขภาพของคนในศูนย์
ส่วนกรณีเด็กนักเรียนนั้น นพ.ธวัชชัย เห็นว่าหากมีการจัดทำหนังสือหรือเอกสารใดที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว ควรระบุให้ชัดเจนถึงมิติด้านสุขภาพและสาธารณสุข เพราะที่ผ่านมาอาจมีคนตั้งคำถามว่าเหตุใดผู้อำนวยการโรงพยาบาล จึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษา ซึ่งไม่ใช่ภารกิจโดยตรงของโรงพยาบาล

ย้ำ “สุขภาพ” แยกไม่ขาดจาก “การศึกษา” ชี้ ปัญหาสังคมสุดท้ายกระทบระบบสาธารณสุข
นพ.ธวัชชัย ยังอธิบายถึงเหตุผลที่มองว่าบุคลากรสาธารณสุขควรสนใจเรื่องดังกล่าว เพราะสุขภาพไม่ได้แยกออกจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และคุณภาพชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านใด หากส่งผลต่อความยากจน เศรษฐกิจ การดำรงชีวิต หรือคุณภาพชีวิต ท้ายที่สุดปัญหาเหล่านั้นสามารถย้อนกลับมากระทบสุขภาพของประชาชน ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต รวมถึงปัญหาการใช้สารเสพติด
“ถ้าเราไม่ได้เข้าไปยุ่งหรือร่วมตั้งแต่แรก สุดท้ายมันก็จะมากระทบกับเรื่องสุขภาพ”
นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์
พร้อมทั้งยกตัวอย่างการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข ที่เข้าไปทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นอยู่แล้ว เช่น โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งสะท้อนว่าระบบสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในโรงพยาบาล แต่ต้องทำงานตั้งแต่ก่อนประชาชนเจ็บป่วย
ชี้ “โรงเรียน” คือ จุดเริ่มต้นป้องกันโรค เหตุผลที่ต้องสนใจเด็กในศูนย์พักพิงฯ
นพ.ธวัชชัย บอกด้วยว่า การดูแลสุขภาพควรเริ่มตั้งแต่เด็ก เพราะการรอให้ประชาชนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้วตรวจพบโรค เช่น เบาหวานหรือความดันโลหิตสูง อาจทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้ยากกว่า
สำหรับเด็กในศูนย์พักพิงฯ และโรงเรียนในศูนย์ฯ มองว่า ยังไม่มีระบบอนามัยโรงเรียนในลักษณะเดียวกับโรงเรียนไทย จึงมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและการส่งเสริมสุขภาพ
“ถ้าได้เรียนในโรงเรียนไทย จะมีระบบสุขภาพอยู่แล้ว ทุกโรงเรียนมีครูอนามัยโรงเรียน มีเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้ วัด ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน ซึ่งจะเป็นการป้องกันในอนาคต”
นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์
ห่วงเด็กไม่ได้เรียน กระทบทั้งการทำงาน ภาษา และปัญหาสังคมชายแดน
นพ.ธวัชชัย ยังสะท้อนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กในศูนย์พักพิงฯ หากไม่ได้รับการศึกษา โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลมีนโยบายเปิดโอกาสให้คนในศูนย์สามารถออกไปทำงานภายนอกได้ เชื่อว่า คนที่ไม่เคยผ่านระบบการศึกษาของไทยและไม่เคยเรียนภาษาไทย อาจมีปัญหาเมื่อต้องออกไปทำงาน เพราะไม่สามารถสื่อสารกับนายจ้างหรือเข้าใจกฎหมายและวัฒนธรรมในสังคมไทยได้อย่างเพียงพอ
“นายจ้างเองก็คุยกับเขาไม่รู้เรื่อง เพราะส่วนใหญ่พูดภาษากะเหรี่ยง ถ้าไม่เคยผ่านระบบการศึกษาของไทย ก็จะมีปัญหาในการออกไปทำงานข้างนอก”
นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์
นอกจากนี้ หากเด็กที่มีศักยภาพไม่ได้รับการศึกษาและไม่มีช่องทางในการทำงานที่มั่นคง ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าสู่งานที่ไม่ปลอดภัย หรือปัญหาสังคมอื่น ๆ เช่น อบายมุข อาชญากรรม และการใช้สารเสพติด ซึ่งในระยะยาวอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพและปัญหาสังคมในพื้นที่ชายแดน

ย้ำปัญหาสังคมไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
นพ.ธวัชชัย ยังยกตัวอย่างเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียนว่าปัญหาสังคมบางเรื่องอาจถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง หากสามารถป้องกันปัญหาได้ตั้งแต่ต้น ทุกคนควรมีส่วนร่วม
“ถ้าเรารู้ว่าเราป้องกันก่อนมีอะไร มันก็จะลดปัญหาลงได้ เรื่องทุกเรื่องอาจไม่ได้มีเจ้าภาพหลักทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยมันเป็นเรื่องของสังคมที่พวกเราต้องให้ความสำคัญ และถ้าเราอยู่ในศักยภาพที่ช่วยเหลือได้ ผมว่าเราควรจะทำ”
นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์
โรงเรียนใกล้ศูนย์ฯ ไม่รับเด็กใหม่เพิ่มตั้งแต่ ปี 2568 จับตานโยบายการศึกษากลุ่มผู้ลี้ภัย
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากพื้นที่ว่า โรงเรียนห้วยนกกบ ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์พักพิงฯ และมีเด็กเรียนอยู่ แต่ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้รับเด็กกลุ่มใหม่เพิ่มเติม โดย นพ.ธวัชชัย ระบุว่า โรงเรียนเริ่มไม่รับเด็กใหม่ มาตั้งแต่ปี 2568 อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กที่เรียนอยู่เดิม ยังไม่ทราบว่ามีคำสั่งให้หยุดเรียนหรือไม่ และไม่พบว่ามีปัญหาในลักษณะเดียวกับเด็ก 13 คนที่กำลังเป็นข่าว
ข้อมูลดังกล่าวทำให้ประเด็นการศึกษาของเด็กในศูนย์พักพิงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรณีเด็ก 13 คน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงแนวทางการรับเด็กกลุ่มใหม่ของโรงเรียนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งจำเป็นต้องติดตามต่อว่ามีหลักเกณฑ์หรือคำสั่งจากหน่วยงานด้านการศึกษาระดับใด และมีผลบังคับใช้กับโรงเรียนในพื้นที่อย่างไร
ทั้งนี้ นพ.ธวัชชัย ยืนยันว่า การสนับสนุนให้เด็กได้รับการศึกษาไม่ได้เกิดจากความต้องการเข้าไปทำหน้าที่แทนหน่วยงานด้านการศึกษา แต่เป็นมุมมองของบุคลากรสาธารณสุขที่เห็นว่าการศึกษา สุขภาพ การทำงาน และปัญหาสังคมเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีประชากรในศูนย์พักพิงฯ จำนวนมาก และมีความจำเป็นต้องวางระบบดูแลตั้งแต่ต้นทาง เพื่อลดผลกระทบที่อาจย้อนกลับมาสู่ระบบสุขภาพและสังคมในอนาคต
