เสนอทางออก แก้วิกฤต กยศ. – รัฐย้ำงบฯ 70 หนุน เกือบ 2 เท่า ชี้ โจทย์ใหญ่ คนเบี้ยวหนี้ 2.6 ล้านคน

‘สภาผู้บริโภค’ ย้ำ วิกฤต กยศ. กระทบโอกาสทางการศึกษา เสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน ป้องกันเด็กหลุดจากระบบ ด้าน ‘ภราดร’ แจงปม กยศ. โอนเงินมหาวิทยาลัยสะดุด เผยปี 70 เพิ่มงบฯ หนุนเป็น 9 พัน ล. จี้ กยศ. เร่งทวงหนี้ ระบุโจทย์ใหญ่ต้องแยกให้ออกใครว่างงาน ใครมีรายได้แต่เบี้ยวหนี้ ขณะที่ ‘ประเสริฐ’ สั่งสอบปม 4 วิทยาลัยเอกชน อีสาน สวมสิทธิ์นักเรียนกู้ กยศ.แลกวุฒิ ปวส. ลั่นหากพบเจ้าหน้าที่มีเอี่ยว ปลอมเอกสาร จ่อเอาผิดอาญา

วันนี้ (22 ก.ย. 2569) ที่ทำเนียบรัฐบาล ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง ในภาคอีสาน สวมสิทธิ์นักเรียนไปกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แลกกับวุฒิ ปวส. โดยระบุว่า เรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทราบเรื่องมาแล้วก่อนหน้านี้ และสั่งให้มีการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ความจริงไม่ใช่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่เป็นจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นวิทยาลัยของเอกชน ทั้งหมด 4 แห่งที่เกิดเรื่องขึ้น และได้สั่งตรวจสอบการใช้ชื่อที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงไปเบิกการใช้สิทธิ์ กยศ.แล้ว

รมว.ศธ. สั่งจัดการเด็ดขาด ปม 4 วิทยาลัยเอกชน อีสาน สวมสิทธิ์นักเรียนกู้ กยศ.

ประเสริฐ บอกด้วยว่า ก่อนหน้านี้เคยมีประเด็นนี้แล้ว ที่มีวิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่ง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้ทำการตรวจสอบ และดำเนินการตามกฎหมายคือ การงดรับนักเรียน ส่วนอีก 3-4 แห่ง ที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้ ได้สั่งการให้ตรวจสอบแล้ว ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำความผิด จะสั่งดำเนินการอย่างเฉียบขาด

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อถามว่า ถึงขั้นดำเนินการทางอาญาเลยหรือไม่ ประเสริฐ บอกว่า ต้องดูเจตนา และต้องดูว่าเป็นการปลอมแปลงเอกสารหรือไม่ หากมีการปลอมแปลง ก็อาจจะเข้าข่ายคดีอาญา ส่วนจะมีอาจารย์ หรือผู้อำนวยการเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ขอดูข้อเท็จจริงก่อน เนื่องจากเป็นวิทยาลัยเอกชน ไม่ใช่ของภาครัฐ อีกทั้งยังพบว่า เป็นเจ้าของเดียวกัน 3 แห่ง ซึ่งเวลานี้ว่า มีมูลแล้ว

“ต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด เพื่อไม่ให้มีการทำความผิดอีกต่อไป และเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย”

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่ สอศ.เข้าไปนับยอดนักเรียน ซึ่งถูกตั้งคำถามว่า เจ้าหน้าที่ สอศ. เข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น รมว.ศธ. บอกว่า เท่าที่ทราบยังไม่พบ แต่หากพบว่า มีเจ้าหน้าที่ของภาครัฐเข้าไปเกี่ยว ไปส่งเสริมกระทำความผิดในเรื่องนี้ จะดำเนินการอย่างเฉียบขาด เนื่องจากกองทุน กยศ. เป็นกองทุนที่ช่วยเหลือเฉพาะเด็กที่จำเป็นจริง ๆ

ส่วนกรณีผู้ที่ไม่จ่ายหนี้ กยศ. จำนวน 2.6 ล้านคน จะกำชับให้ไปตรวจสอบหรือไม่ ประเสริฐ ย้ำว่า ควรจะตรวจสอบดูในเรื่องนี้ว่า มีงาน หรือไม่มีงานอย่างไร และมีอุปสรรคอะไร เพื่อเข้ากระบวนการหาข้อเท็จจริง จะได้แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด

ย้ำรัฐให้ความสำคัญ กยศ. อัดงบฯ กยศ.ปี 70 เพิ่มอีกเกือบ 2 เท่า

ขณะที่ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน แถลงข้อมูลว่า กยศ. ขาดสภาพคล่อง จนกระทบนักเรียน นักศึกษาไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ส่งผลให้มหาวิทยาลัย ขู่ไม่ให้นักศึกษาเข้าสอบนั้น ซึ่งได้บอกกับ รักชนก ว่าจะไปหารือกับ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดยมองว่า ปัญหาเรื่อง กยศ.ที่ยังไม่สามารถโอนเงินให้กับมหาวิทยาลัยได้ในช่วงเดือนแรก เพราะยังมีปัญหาอยู่ ทางมหาวิทยาลัยจึงขู่ทางนักศึกษา ว่าหากยังไม่โอนเงินให้นักศึกษาจะไม่มีสิทธิ์สอบซึ่งหลังจากที่ รองนายกฯ ยศชนัน ทราบเรื่องได้พูดคุยกับทางอธิการบดีทั่วประเทศแล้ว ประเด็นนี้น่าจะไม่มีปัญหา

ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ส่วนในเรื่องของเงินงบประมาณในปี 2569 ที่ไม่เพียงพอกับ กยศ.นั้น ภราดร ระบุว่า วันนี้วันที่ 22 กันยายนแล้ว อีก 8 วันจะเริ่มปีงบประมาณใหม่ ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 ทางรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณส่วนของกองทุน กยศ.เพิ่มขึ้นจากปี 2569 เกือบสองเท่า จาก 5,000 ล้านบาทเป็น 9,000 ล้านบาท ทั้งที่หน่วยงานอื่นลดลงทั้งหมด จะบอกว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับ กยศ. ถ้าพูดแบบนั้นก็จะเหมือนไม่ให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาล วันที่ 1 ตุลาคม ก็จะสามารถเข้าไปใช้ได้หลังจากที่ประกาศใช้ซึ่งเงินจะเข้าไปหนุนในระบบของ กยศ.ต่อไป

ส่วนปัญหาการเบี้ยวหนี้ กยศ.นั้น ภราดร บอกว่า เป็นปัญหาหลักของกองทุน กยศ. ซึ่งมีคนที่อยู่ในระบบถึง 3.6 ล้านคน จากตัวเลขที่น่าตกใจ คือ มีเพียง 1 ล้านคนเท่านั้นที่เป็นลูกหนี้ดี ก็คือเป็นคนที่ชำระหนี้ตามเวลา ส่วนอีก 2.6 ล้านคนเป็นผู้ที่ผิดนัดการชำระหนี้ถือเป็น 60% ปัญหาใหญ่ที่ กยศ.ไม่สามารถไปดำเนินการกับจำนวนคนที่ไม่สามารถชำระหนี้ตามเวลาได้

“ต้องย้ำว่าจำนวน 2.6 ล้านคนนี้ แยกออกเป็น 2 กลุ่มโดยกลุ่มแรก ยังอยู่ในสภาวะว่างงานอยู่ ยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง ซึ่งตรงนี้ต้องยกเว้นให้ อย่าไปรีดเลือดกับปู ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่มีรายได้แล้ว แต่เลือกที่จะไม่ชำระหนี้ให้กับ กยศ.ซึ่งกลุ่มนี้ต้องไปหาให้เจอว่าอยู่ที่ไหนอย่างไร และจะไปเรียกเก็บหนี้ได้อย่างไร กลุ่มคนที่ชำระอยู่ 1 ล้านคน เป็นคนที่อยู่ในระบบซึ่งยังมีกลุ่มที่เป็นข้าราชการบ้าง หรือนักศึกษาที่มีงานทำ อยู่ในบริษัทเอกชน และมีเงื่อนไขที่ตกลงกับบริษัทเอกชนว่าหลังจากเงินเดือนออกแล้ว ให้หักให้กับกองทุน ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติที่ต้องทำอยู่แล้ว กยศ.ยังไม่ได้พิสูจน์ฝีมือเรียกได้ว่าตามน้ำ มีการหักเงินคืนตามระบบอยู่แล้ว ดังนั้น ความท้าทายของ กยศ.คือจำนวนคน 2.6 ล้านคนว่า ใครคือผู้ที่มีรายได้แล้ว และพร้อมมีสถานะที่จะชำระเงินให้กับ กยศ.และไปพูดคุยในการเก็บหนี้ให้ได้”

“เป็นเรื่องที่น่าตกใจที่ กยศ.ไม่ทราบว่ามีบุคคลว่างงานและเป็นหนี้ กยศ. อยู่จำนวนเท่าไหร่ รวมถึงไม่มีการระบุสถานะของลูกหนี้ กยศ.ว่า ใครอยู่ในสถานะไหนพร้อมชำระหนี้หรือไม่ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของ กยศ.พร้อมกล่าวด้วยว่า กยศ.ยังไม่มีการบริหารจัดการได้ดีเท่าที่ควร เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ที่มีรายได้จะมีเงินหมุนเวียนในบัญชี ซึ่งโจทย์ใหญ่คือการให้คนจำนวน 2.6 ล้านคน ที่ค้างชำระหนี้ กยศ.มาชำระให้ได้ ไม่จำเป็นต้องได้ทั้งหมดแต่ขอประมาณ 30-40% ของจำนวนนี้ เพียงแค่หาทางให้กลุ่มคนเหล่านี้มาชำระหนี้ให้ได้รัฐบาลแทบจะไม่ต้องให้เงินสนับสนุนเข้าไปในระบบ กยศ.”

ภราดร ปริศนานันทกุล

ภราดร ยังกล่าวถึงกรณีการสวมสิทธิ์กู้ กยศ.ว่า เป็นเรื่องของรายละเอียด ที่ กยศ. ต้องไปประสานงานกับทางมหาวิทยาลัย และคนรับผิดชอบต้องเป็นคนอนุมัติ คนอนุมัติก็คือมหาวิทยาลัย ที่ปล่อยให้มีการสวมสิทธิ์

สภาผู้บริโภค แนะรัฐปิดช่องโหว่ กยศ. เสนอปรับ “เงินกู้” สู่ “สวัสดิการการศึกษา”

ด้าน สภาผู้บริโภค ระบุถึงปัญหาการจัดสรรเงินกู้ กยศ. ปีการศึกษา 2569 กระทบนักศึกษาหลายสถาบัน หลังจำนวนผู้ขอกู้สูงกว่าโควตาที่ได้รับจัดสรร โดยข้อมูลสำรวจ 20 สถานศึกษา พบผู้กู้รายใหม่กว่า 29,000 คน แต่ได้รับโควตาเพียงราว 47% สภาผู้บริโภคจึง เปิดรับเรื่องร้องเรียน พร้อมเสนอชะลอเก็บค่าเทอม จัดหางานระหว่างเรียน และจัดสรรงบกลางเร่งด่วน 2,000–4,000 ล้านบาท ควบคู่การปรับ กยศ. สู่ “สวัสดิการทางการศึกษา” ที่คำนึงถึงผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

โดยปีการศึกษา 2569 ปัญหาการจัดสรรเงินกู้จาก กยศ. กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตา หลังนักเรียนและนักศึกษาหลายสถาบันเผชิญความไม่แน่นอนว่าจะได้รับเงินกู้หรือไม่ แม้ กยศ. จะประกาศเตรียมกรอบวงเงินให้กู้มากกว่า 48,000 ล้านบาท รองรับนักเรียนและนักศึกษาประมาณ 780,000 คน

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของปีนี้ คือการนำระบบยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมของผู้กู้ยืม (Pre-Approve) มาใช้กับผู้กู้รายใหม่ ประกอบกับการจัดสรรเงินกู้แบบการจัดสรรจำนวนรายและวงเงินกู้ยืมในลักษณะ การจัดลำดับชั้น (Waterfall Model) ซึ่งใช้เกณฑ์จัดลำดับความสำคัญในการให้กู้ โดยคำนึงถึงสาขาวิชาที่ตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนของประเทศ รวมถึงสถานะทางเศรษฐกิจของผู้กู้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงเปิดภาคเรียน เริ่มพบปัญหาในหลายสถาบัน โดยเฉพาะกรณี จำนวนผู้ยื่นขอกู้มากกว่าโควตาที่ได้รับจัดสรร ทำให้นักศึกษาบางส่วนต้องรอการจัดสรรเพิ่มเติม และบางรายต้องหาเงินมาชำระค่าเล่าเรียนด้วยตนเองในระหว่างรอความชัดเจน

จิรัชว์ชยา คำมี ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค

จิรัชว์ชยา คำมี ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า สภาผู้บริโภคได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาการกู้ยืมเงิน กยศ. ปีการศึกษา 2569 ทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนแนวทางช่วยเหลือในระยะเร่งด่วนและการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

นางสาวจิรัชว์ชยา ระบุว่า สถานการณ์ในปีการศึกษานี้มีทั้งข้อจำกัดด้านงบประมาณและสภาพคล่องของกองทุน ประกอบกับการใช้ Waterfall Model มาใช้จัดลำดับความสำคัญของสาขาวิชา โดยให้ความสำคัญกับสาขาที่ตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนของประเทศ ส่งผลให้นักศึกษาในบางสาขาวิชา โดยเฉพาะกลุ่มสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และครุศาสตร์ ได้รับผลกระทบจากการจัดสรรโควตา

นอกจากนี้ การใช้เกณฑ์รายได้ครอบครัวร่วมกับการตรวจสอบข้อมูลจากฐานข้อมูลกรมสรรพากร ยังทำให้ผู้กู้บางรายประสบปัญหาด้านเอกสารหรือสถานะค้างอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ และไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ตามช่วงเวลาที่จำเป็นต้องชำระค่าเล่าเรียน

พบ 20 สถานศึกษา ได้โควตาเพียง 47%

จิรัชว์ชยา ยังบอกถึงข้อมูลจากการสำรวจสถานศึกษา 20 แห่งของ พลาธิป พิมพ์สุวรรณ์ และ คณะ EduAccess – เครือข่ายได้เรียน ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2569 พบว่า มีผู้ยื่นขอกู้รายใหม่ประมาณ 29,079 คน แต่ได้รับการจัดสรรโควตาประมาณ 13,803 คน หรือราว 47% ของผู้ยื่นกู้ทั้งหมด ทำให้นักศึกษาจำนวนหนึ่งยังตกค้างและต้องรอการจัดสรรเพิ่มเติม ขณะที่บางมหาวิทยาลัยพบสัดส่วนผู้ไม่ได้รับโควตาสูงถึง 50–60%

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องเงินค่าเล่าเรียน แต่ยังเชื่อมโยงกับโอกาสในการเรียนต่อและการดำรงชีวิตของนักศึกษา เมื่อผลสำรวจ ผู้ได้รับผลกระทบ จำนวน 1,652 คน ระหว่างวันที่ 17 – 31 กรกฎาคม 2569 พบว่า 45% ระบุว่า ต้องพักการเรียน ลาออก หรือเปลี่ยนเส้นทางการศึกษา เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ขณะที่ประมาณ 30% ต้องกู้ยืมหรือหยิบยืมเงินจากญาติ และบางส่วนจำเป็นต้องทำงานเพิ่มเพื่อหารายได้ระหว่างเรียน

จิรัชว์ชยา จึงมองว่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาการเข้าถึงเงินกู้ กยศ. ไม่ใช่เพียงปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณ แต่กระทบโดยตรงต่อ โอกาสทางการศึกษา เพราะสำหรับครอบครัวที่ไม่มีเงินสำรอง การไม่ได้รับเงินกู้ตามเวลาที่วางแผนไว้อาจหมายถึงการต้องพักการเรียนหรือออกจากระบบการศึกษา

ชง 3 มาตรการเร่งด่วน ป้องกันเด็กหลุดจากระบบ

สำหรับมาตรการเฉพาะหน้าสภาผู้บริโภค มีข้อเสนอสำคัญ 3 แนวทาง เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อนักศึกษาที่อยู่ระหว่างรอการจัดสรรเงินกู้ ได้แก่

  1. ชะลอการเรียกเก็บค่าเทอม: ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาให้ชะลอการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษา หรือขยายระยะเวลาชำระเงินสำหรับนักศึกษาที่อยู่ระหว่างรอผลหรือรอการจัดสรร กยศ. เพื่อไม่ให้ความล่าช้าของเงินกู้กลายเป็นเหตุให้นักศึกษาต้องพักการเรียนหรือลาออก

  2. จัดระบบงานระหว่างเรียนในมหาวิทยาลัย: ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยจัดหางานพิเศษหรือการจ้างงานภายในสถาบัน เพื่อให้นักศึกษามีรายได้ระหว่างเรียน ช่วยลดภาระค่าครองชีพและบรรเทาภาระทางการเงินของครอบครัวในช่วงที่ยังไม่ได้รับเงินกู้

  3. เสนอรัฐบาลจัดสรรงบกลาง 2,000 – 4,000 ล้านบาท: เสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบกลางเพิ่มเติมประมาณ 2,000 – 4,000 ล้านบาท เพื่อรองรับนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควตา กยศ. ไม่เพียงพอ และป้องกันไม่ให้นักศึกษาต้องออกจากระบบการศึกษาเพียงเพราะไม่มีเงินชำระค่าเล่าเรียน

ปรับกลไกเงินกู้ กยศ. สู่ “สวัสดิการทางการศึกษา”

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว จิรัชว์ชยา ย้ำว่า ไม่ควรมองปัญหา กยศ. เพียงว่าในแต่ละปีมีวงเงินให้กู้เพียงพอหรือไม่ แต่ควรกลับมาทบทวนบทบาทของกองทุนในการสร้างโอกาสทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำ โดยคำนึงถึง ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการมอง กยศ. ให้กว้างกว่าการเป็นเพียง “กลไกเงินกู้” และพัฒนาไปสู่การเป็น “สวัสดิการทางการศึกษา” ที่ดูแลผู้เรียนตั้งแต่ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษา ไปจนถึงการมีงานทำและสามารถบริหารจัดการภาระหนี้หลังสำเร็จการศึกษา

สภาผู้บริโภค ยังเสนอให้พัฒนาระบบ ครูแนะแนว ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อให้ผู้เรียนมีข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการศึกษาและการประกอบอาชีพอย่างรอบด้าน รวมถึงส่งเสริมการศึกษาสายอาชีวศึกษาให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถลดต้นทุนการศึกษาและเพิ่มโอกาสในการมีงานทำหลังเรียนจบ

พร้อมกันนี้ ควรทบทวนเงื่อนไขที่อาจเพิ่มภาระแก่นักศึกษา เช่น การกำหนดกิจกรรมจิตอาสา 36 ชั่วโมง และพิจารณาส่งเสริมความรู้ด้านทักษะการบริหารจัดการเงิน (Financial Literacy) เพื่อให้ผู้กู้มีความรู้ในการวางแผนรายรับ รายจ่าย หนี้ และการชำระคืนได้อย่างเหมาะสม

“การแก้ปัญหา กยศ. ไม่ควรจบเพียงการเพิ่มโควตาหรือจัดหาเงินให้เพียงพอในปีการศึกษาหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องมองระบบสวัสดิการทางการศึกษาทั้งระบบ ตั้งแต่ การแนะแนว การเลือกเส้นทางการศึกษา การเข้าถึงเงินทุน การลดภาระค่าใช้จ่าย การบริหารเงินหมุนเวียนของกองทุน การสร้างทักษะทางการเงิน ไปจนถึงการมีงานทำหลังเรียนจบ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องแบกรับภาระหนี้เกินความจำเป็น”

จิรัชว์ชยา คำมี

จิรัชว์ชยา ยังระบุด้วยว่า การศึกษาเป็นบริการรูปแบบหนึ่งที่ประชาชนต้องเข้าถึง ผู้เรียนจึงควรได้รับการคุ้มครองสิทธิและได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาจากระบบหรือกระบวนการที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้เรียน

สภาผู้บริโภคจึงเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากการจัดสรรเงินกู้ การไม่ได้รับโควตา หรือการถูกตัดสิทธิ กยศ. เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กยศ. และคณะกรรมาธิการการศึกษา เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาทั้งในระดับรายกรณีและระดับนโยบาย

สำหรับผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว สามารถร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภคได้ โดยแนบเอกสารหรือภาพหน้าจอที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเท่าที่มี เช่น หลักฐานการยื่นกู้ สถานะการกู้ หนังสือแจ้งผลการพิจารณา หนังสือหรือประกาศจากสถานศึกษา ใบแจ้งค่าเล่าเรียน หรือหลักฐานการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากไม่มีเอกสารดังกล่าว ผู้ร้องยังสามารถยื่นเรื่องได้ โดยให้ระบุข้อเท็จจริง วันเวลา หน่วยงานที่ติดต่อ และผลกระทบที่ได้รับอย่างละเอียด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active