‘เลขาฯ มูลนิธิอิสรชน’ ชี้ ส่งคนไร้บ้านเข้า ‘บ้านอิ่มใจ’ แต่ปลายทาง ยังไร้สวัสดิการรองรับ หวั่นกลายเป็นวงวนเดิม แจงเหตุทะเลาะวิวาท วอนอย่าเหมารวม พร้อมแนะรัฐ เลิกรวมศูนย์แก้ปัญหาแค่ที่ส่วนกลาง ต้องเร่งกระจายอำนาจ งบฯ สู่ท้องถิ่น สร้างระบบสวัสดิการเชิงป้องกันดูแลคนในชุมชน คัดกรองผู้สูงอายุอยู่ตามลำพัง ผู้ป่วย กลุ่มเสี่ยง ตั้งแต่ต้นทาง หยุดยั้งคนไร้บ้านหน้าใหม่
ตามที่กรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่เชิงรุกในพื้นที่สาธารณะต่อเนื่อง ระบุ เพื่อรับฟังความต้องการของคนไร้ที่พึ่งเป็นรายบุคคล เชื่อมต่อการช่วยเหลือ พร้อมสร้างโอกาสด้านอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในเกาะรัตนโกสินทร์ โดยมีการบูรณาการหลายภาคส่วน ทั้งตำรวจ เทศกิจ สำนักงานเขต รวมถึงทหาร กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า การที่คนไร้บ้านมานอนในพื้นที่สาธารณะ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี และไม่เป็นไปตามกฎหมาย จึงต้องช่วยกันดูแล โดยหลักการคือพยายามไม่ให้คนไร้บ้านต้องนอนในพื้นที่สาธารณะ และหากเป็นไปได้ให้พาเข้าสู่บ้านอิ่มใจ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิที่พึงได้รับ รวมถึงพัฒนาศักยภาพเพื่อให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้
“ขอให้ทำทุกอย่างด้วยความละมุนละม่อม เพราะคนไร้บ้านส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยเหมือนพวกเราทุกคน ขอให้ดูแลเขาด้วยความรักความเมตตา และพยายามให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ตั้งคำถามจัดระเบียบ ‘คนไร้บ้าน’ หวั่นไม่ตอบโจทย์แก้ระยะยาว
จากนโยบายดังกล่าวของ กทม. ภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนประเด็นคนไร้บ้าน จึงออกมาตั้งคำถามต่อการจัดระเบียบเชิงรุกที่กำลังเกิดขึ้นว่าเป็นการจัดการปัญหา หรือจัดการคนที่สังคมไม่อยากเห็นออกไปจากสายตา
“อย่าพยายามทำให้คนไร้บ้านหายไปจากสายตา แต่จงทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้เขาต้องไร้บ้าน เพราะเขาไม่ใช่ปัญหา เขาคือคน”
นี่คือข้อความที่ อัจฉรา สรวารี เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน โพสต์ผ่านโซเซียลฯ พร้อมทั้งยังได้เปิดเผยกับ The Active โดยมองว่า นโยบายการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะของ กทม. รวมถึงความพยายามจัดระเบียบการแจกอาหารข้างถนน ยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่ตอบโจทย์ปัญหาระยะยาว
เนื่องจากระบบสวัสดิการของภาครัฐในปัจจุบันยังมีข้อจำกัด และระบบส่งต่อปลายทางไม่เอื้อให้คนไร้บ้านตั้งตัวได้ เพราะศูนย์พักพิงบ้านอิ่มใจ ถูกออกแบบมาให้เป็นเพียงศูนย์พักพิงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่สถานที่ดูแลระยะยาว ในขณะที่สถานสงเคราะห์ของรัฐอื่น ๆ เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุบ้านบางแค มีคิวรอรับบริการยาวนานหลายพันคนจนล้นศักยภาพการรองรับ ดังนั้นต่อให้ กทม. หรือเจ้าหน้าที่พยายามต้อนคนเข้าสู่กระบวนการ สุดท้ายคนก็จะกลับมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะอยู่ดี
“ปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนไร้บ้านไม่สามารถออกจากวิถีชีวิตข้างถนนได้ มาจากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ และกฎระเบียบของรัฐเอง ทั้งเรื่องเงื่อนไขอายุของคนไร้บ้านที่มักจะเกิน 40 ปี ทำให้ไม่สามารถสมัครงานในระบบแรงงานปกติที่มักจำกัดอายุไม่เกิน 35 ปีได้ ประกอบกับผู้ไร้บ้านไม่มีเงินทุนสำรองสำหรับเป็นค่าเดินทาง และค่าอาหารรายวันก่อนที่จะได้รับเงินเดือนงวดแรก ทำให้ระบบการฟื้นฟูอาชีพของรัฐที่ไม่มีการจ่ายค่าแรงเป็นรายวันไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร”
อัจฉรา สรวารี

อัจฉรา ยังชี้แจงต่อกรณีเหตุทะเลาะวิวาทของคนไร้บ้านในช่วงที่ผ่านมาว่า ไม่อยากให้สังคม สื่อมวลชน หรือภาครัฐ ด่วนตีตราและเหมา รวมว่าคนไร้บ้านทุกคนเป็นผู้ก่ออาชญากรรมหรือใช้ความรุนแรง เนื่องจากปัจจัยที่นำไปสู่การทะเลาะวิวาทในพื้นที่สาธารณะนั้นมาจากหลายสาเหตุซ้อนทับกัน เช่น การดื่มสุรา ภาวะความเครียดสะสม ปัญหาสุขภาพจิต โรคซึมเศร้า หรือคำพูดบางอย่างที่ไปกระตุ้นสภาวะทางอารมณ์ รวมถึงปัญหายาเสพติดที่เข้าถึงได้ง่ายในปัจจุบัน
“สภาวะเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกกลุ่มในสังคม ไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวที่เมาสุราแล้วชกต่อยกันตามสถานบันเทิง จึงไม่ควรใช้เหตุการณ์ความรุนแรงของบุคคลเพียงบางคนมาเป็นข้ออ้างในการตีตราคนไร้บ้านทั้งหมด หรือใช้เป็นความชอบธรรมในการกวาดล้างจัดระเบียบพื้นที่”
อัจฉรา สรวารี
ขณะเดียวกัน ปัญหาผู้พ้นโทษจากเรือนจำ ที่ครอบครัวไม่ยอมรับกลับ รวมถึง ผู้ป่วยจิตเวช และผู้ป่วยเรื้อรังที่ออกจากโรงพยาบาลแต่ไม่มีญาติดูแล กำลังเป็นอีกกลุ่มที่ถูกทิ้งให้ต้องมาอาศัยพื้นที่สาธารณะเป็นที่พึ่งสุดท้าย ยิ่งไปกว่านั้น สังคมไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ แต่กลับมีเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือน 600-1,000 บาท และบางคนที่อาจได้เงินเบี้ยความพิการอีก 800-1,000 บาท ไม่เพียงพอต่อการเช่าบ้านหรือดำรงชีพ โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่ไม่มีเงินเก็บ เป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้มีคนไร้บ้านหน้าใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
อัจฉรา จึงย้ำว่า การใช้มาตรการกวดขัน ไล่ที่ หรือการต้อนคนขึ้นรถไปปล่อยนอกพื้นที่โดยไม่มีระบบรองรับที่ชัดเจน นอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง เพราะคนเหล่านี้จะเพียงแค่กระจัดกระจายย้ายที่นอนไปอยู่ตามสถานีรถไฟฟ้า หรือย่านธุรกิจอื่น ๆ ซึ่งจะยิ่งทำให้การเข้าไปช่วยเหลือและฟื้นฟูทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
จึงมีข้อเสนอว่า รัฐต้องเลิกรวมศูนย์การแก้ปัญหาไว้ที่ส่วนกลาง หรือ กทม. เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเร่งกระจายอำนาจ และงบประมาณไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นสร้างระบบสวัสดิการเชิงป้องกันในการดูแลคนในชุมชน คัดกรองผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง ผู้ป่วย และกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดคนไร้บ้านหน้าใหม่หลุดเข้ามาในระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงกระบวนการฟื้นฟูอาชีพให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของผู้ไร้บ้านอย่างแท้จริง
“เราไม่ได้บอกว่าอย่าจัดระเบียบ ตรงกันข้ามเราอยากเห็นการจัดระเบียบที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ คนที่เราเห็นอยู่บนราชดำเนินไม่ได้มีชีวิตเหมือนกันทุกคน บางคนยังทำงานได้ บางคนตกงาน บางคนสูงอายุ บางคนเจ็บป่วย บางคนพิการ บางคนมีปัญหาสุขภาพจิต บางคนไม่มีครอบครัว บางคนไม่มีเงินแม้แต่จะเช่าห้องราคาถูก ดังนั้น การใช้คำว่า จัดระเบียบคนไร้บ้าน เหมือนกับว่าคนทั้งหมดเป็นปัญหาแบบเดียวกัน จึงอาจทำให้เราออกแบบวิธีแก้ปัญหาผิดตั้งแต่ต้น เพราะสิ่งที่คนไร้บ้านจำนวนมากต้องการไม่ใช่เพียง ที่นอนหนึ่งคืน แต่คือ งาน รายได้ ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล และโอกาสที่จะกลับไปจัดการชีวิตของตัวเอง”
อัจฉรา สรวารี
