‘รองผู้ว่าฯ กทม.’ ย้ำ ไม่เคยใช้คำว่า “จัดระเบียบคนไร้บ้าน” ยอมรับ ‘บ้านอิ่มใจ’ ยังช่วยแก้ปัญหาไม่ครอบคลุม ด้าน ภาคประชาชน เชื่อ มาตรการปรับภูมิทัศน์ กทม. ยังสร้างความหวาดกลัว ก่ออคติ ระบุ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องมีเสรีภาพไม่ถูกบังคับ หวัง หน่วยงาน บุคลากร ลงสนามเจาะรายคน ถามความต้องการ ข้อจำกัดช่วยคนไร้บ้านจริงจัง
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร (กทม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าปรับภูมิทัศน์ มุ่งสร้างพื้นที่สาธารณะให้เป็นระเบียบ สะอาด และปลอดภัย ทั่วกรุงซึ่งเป็นการทำงานควบคู่ไปกับการกำกับดูแล กลุ่มคนไร้ที่พึ่ง และ คนไร้บ้าน ที่ใช้พื้นที่สาธารณะ โดยใช้กลไก “บ้านอิ่มใจ” เป็นศูนย์ช่วยเหลือและเป็นที่พักพิงชั่วคราวให้กับกลุ่มนี้ ซึ่ง กทม. มองว่า การเข้าไปอยู่ในบ้านอิ่มใจชั่วคราวจะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงการดูแลรอบด้าน ทั้งที่อยู่อาศัย อาหาร และอนามัย
ทั้งนี้ มีเสียงสะท้อนจากกลุ่มคนไร้บ้าน และหน่วยงานที่ดูแลคนไร้บ้านที่มองว่า การปรับภูมิทัศน์ครั้งนี้ มีท่าทีที่แสดงออกว่าเป็น “การจัดระเบียบ” ซึ่งสร้างผลกระทบด้านลบต่อการทำงานกับคนไร้บ้าน ขณะเดียวกันคนไร้บ้านเองก็รู้สึกไม่ปลอดภัยจากการดำเนินการดังกล่าว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนำมาสู่เวทีเสวนา “จัดระเบียบคนไร้บ้าน : การปฏิบัติและทางเลือก” โดย คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิกระจกเงา, มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และมูลนิธิอิสรชน
ปรับภูมิทัศน์หรือจัดระเบียบ ?
“สิ่งที่เกิดขึ้นมันคือการทำลายการทำงานร่วมตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะกับภาครัฐหรือภาคเอกชน ทำลายสิ่งที่เราทำงานมาหลาย ๆ ปีหลังโควิด ที่เราเคยไปชักชวนพี่น้องคนไร้บ้านเข้าสู่ระบบการดูแล ในอดีตคนกลัวรถสีชมพู 1300 ตอนหลังมาก็เริ่มไม่ได้กลัว แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าภาพมันกลับมาน่ากลัวอีก”
อัจฉรา สรวารี เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน เล่าว่าในอดีต กทม.เองก็เคยทำการจัดระเบียบคนไร้บ้านมาแล้วหลายครั้ง โดยสมัยก่อนจะมีท่าทีไปในทางกวาดล้าง บุกจับ ซึ่งสะท้อนให้เห็น อคติต่อกลุ่มคนไร้บ้านที่สังคมจับพวกเขาราวกับเป็นอาชญากร จนกระทั่งในปี 2569 นี้ที่ล่าสุด กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้บุคคลในเครื่องแบบไม่ว่าจะเป็น ทหาร ตำรวจ หรือ สห. ตระเวนตามซอกซอย พาคนไร้บ้านไปอยู่ในบ้านอิ่มใจ
แม้ไม่ใช้การบังคับให้ขึ้นรถแบบในอดีต แต่ในมุมของ อัจฉรา มองว่าการใช้บุคคลในเครื่องแบบเข้าไปกดดัน รุกล้ำพื้นที่ของคนไร้บ้านโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ก็ถือว่าเป็นความน่ากลัวสำหรับพวกเขา
“เข้าใจว่าสังคมไทยมีความเข้าใจเรื่องคนไร้บ้านที่ดีขึ้นแล้ว แต่เราก็ยังเห็นการปฏิบัติแบบเดิมต่อคนไร้บ้านอยู่”
อัจฉรา สรวารี
สิทธิพล ชูประจง หัวหน้าโครงการจ้างวานข้า มูลนิธิกระจกเงา เพิ่มเติมว่า ปัญหาของบ้านอิ่มใจและสถานคุ้มครองฯ ทั่วประเทศ คือการที่ผู้อยู่อาศัยกำลังอยู่กันแบบ ระยะยาว มีแต่คนเข้าแต่ไม่มีคนออก โดยเฉลี่ยแล้วสถานสงเคราะห์แต่ละที่สามารถรองรับได้ประมาณ 300 คน แต่จำนวนของคนที่เข้าไปอยู่จริงคือ 500 คนขึ้นไป ส่งผลให้สภาพข้างในมีความแออัด คับแคบ และขาดสุขอนามัยที่ดี
“เคยเจอเรื่องเล่าของคนไร้บ้านที่ถูกพาเข้าไปอยู่รวมกันในสถานคุ้มครองฯ เขาอยู่ร่วมกับคนพิการและผู้ป่วยจิตเวช พอกลางดึกก็ยืนฉี่ โวยวายอยู่ในเรือนนอน พอคนไร้บ้านที่เขาไม่ได้มีปัญหาอะไรเข้าไป เขาก็รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในนั้นไม่ได้”
สิทธิพล ชูประจง
“รับไหวไหม” คือคำถามที่ สิทธิพล อยากฝากไปถึง พม. เพราะทุกวันนี้ยังมีคนไร้บ้านอีกหลายชีวิตที่อยากพึ่งพาที่อยู่อาศัยชั่วคราวของ พม. แต่ก็ยังเข้าไปไม่ได้ ในขณะเดียวกันเข้าไปก็ไม่ได้การันตีว่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าที่สาธารณะ
เสียงจากผู้ถูกกวาดล้างในอดีตและปัจจุบัน
อ้อย อดีตคนไร้บ้านที่อยู่ในเหตุการณ์การจัดระเบียบคนไร้บ้านในพื้นที่ กทม. เมื่อปี 2551 เล่าว่าโชคดีที่ครั้งนั้นตัวเองยังไม่ได้โดยจับไปโดยตรง แต่ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเช่นกัน
“ตอนนั้นเขาไม่ได้มาบอกว่ามาทำไม เขาจ้องอยู่แล้ว ตอนนั้นเราก็วิ่งหนี ถ้าไม่หนีก็โดนจับ ของที่เราซื้อมาขายก็โดนเอาไป เมื่อก่อนเราขายเสื้อผ้ามือสอง พวกกางเกงยีนส์ มันก็ขายได้พอได้เลี้ยงตัวเองไป มีเพื่อน ๆ โดน ก็ไม่รู้ว่าพาไปไหน เพื่อนหายไปเลย”
อ้อย
อ้อย ยังสะท้อนว่าภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้อาจจะยังไม่ได้รุนแรงเท่าในอดีตที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้ไม่ได้มีการวิ่งไล่แบบแต่ก่อน


เช่นกันกับ ป๋อง ที่ใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณสนามหลวง ตั้งแต่ปี 2525 เมื่อก่อนเขาเองก็ใช้ชีวิตและทำมาค้าขายอยู่ในบริเวณนั้นเป็นประจำ ทำให้รู้ว่าตำรวจ และเทศกิจจะมาตอนไหน พี่ป๋องมองว่า การจัดระเบียบแบบสมัยก่อนเป็นแบบจู่โจม ใครหนีได้ก็หนีไป ส่วนใครหนีไม่ทันก็ต้องโดนจับ ซึ่งทำให้คนกลัวคำว่า “สถานสงเคราะห์” กันไปหมด
ป๋อง เป็นคนหนึ่งที่ยังไม่เคยโดนจับแต่อยู่ในเหตุการณ์ พร้อมสะท้อนว่าเวลาตำรวจลงที คนไร้บ้านก็จะหนีกระจายไปอยู่แถบนอกเมืองแทน พอเวลาผ่านไปสักพักจนการกวาดเบาบางลง พวกเขาค่อยกลับมาอยู่ในเมืองอีกครั้ง
“มีที่อยู่ที่กินก็จริงแต่มันไม่มีงานทำ มันต้องมีงานทำด้วย มีที่อยู่อาศัย มีที่ให้รักษาโรค”
ป๋อง
พงศ์ คนไร้บ้านที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่บ้านอิ่มใจ แบบลงทะเบียนรายวัน เปิดเผยกับวงสนทนาว่า ทุกวันเขาไม่ได้นอนข้างในตึกของบ้านอิ่มใจ แต่จะนอนอยู่บริเวณแทงค์น้ำด้านนอก ความแตกต่างระหว่างคนพักประจำกับชั่วคราวแบบพงศ์ ก็คือ คนที่พักประจำจะต้องอยู่และเรียนฝึกอาชีพให้ครบ 7 วัน
เขายังเล่าว่า ทุกวันนี้ตัวเองก็เอาเสื่อมาปู เอาหมอนมานอนเอง ที่เลือกมาอยู่ที่นี่เพราะอย่างน้อยก็มีข้าวแจก มีน้ำให้อาบบ้างเป็นบางเวลา ถ้าเทียบกันแล้วหากไปอยู่ข้างนอกก็จะอยู่ด้วยความระแวง เนื่องจากอาจจะโดนใครมาจับ หรือไล่ให้ไปอยู่ที่อื่น เหมือนกับล่าสุดที่เพื่อนของพงศ์เองก็โดนพามาที่บ้านอิ่มใจ
ความทับซ้อนของกฎหมายและอำนาจหน้าที่
ฐาปนีย์ ศิริสมบูรณ์ ผู้อำนวยศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กทม. ชี้แจงว่า ปัจจุบัน พม. ยึดถือกฎหมาย พ.ร.บ.การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 เป็นหลัก ทำให้ภารกิจหลักของ พม. คือการดูแล คุ้มครอง และยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนไร้ที่พึ่ง โดยยึดมั่นในความสมัครใจและความยินยอมของกลุ่มเป้าหมายด้วย โดย ฐาปนีย์ ยอมรับว่า การดำเนินงานของ พม. ในปัจจุบันยังอยู่ในขั้นของเอาเชื่อมโยงคนไร้บ้านเขามาเพื่อให้เกิดขั้นตอนต่อไปซึ่งก็คือการเข้าสู่กระบวนการพัฒนา
ทั้งนี้นิยามของคนไร้ที่พึ่งมีความกว้างมาก ส่งผลให้ปัจจุบัน พม. ดูแลทั้งคนไร้บ้าน คนพิการ และผู้สูงอายุในบางกรณี นี่จึงเป็นหนึ่งเหตุที่สถานคุ้มครองฯ ของ พม. กำลังล้นเกิดกว่าจะดูแลทั่วถึง
กทม. รับ “บ้านอิ่มใจ” ยังแก้โจทย์คนไร้บ้านไม่ครอบคลุม
ขณะที่ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ย้ำว่า ที่ผ่าน กทม. ไม่เคยใช้คำว่า “จัดระเบียบคนไร้บ้าน” เพราะมีเป้าหมายในการปรับภูมิทัศน์เพียงเท่านั้น ซึ่งก็เป็นภารกิจที่อยู่ภายใต้อำนาจของ กทม. ตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งคำว่าจัดระเบียบนั้นใช้กับการจัดระเบียบผู้แจกอาหาร เพราะอยากให้การแจกอาหารอยู่ในเฉพาะบริเวณที่ กทม. จัดเตรียมไว้ที่เรียกว่า BKK Food Bank ถึงแม้จะมีการดำเนินการมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ก็ยังพบว่ามีผู้บริจาคจำนวนไม่น้อยไม่ได้ทำตามข้อเสนอของ กทม.

จากที่ร่วมกันแลกเปลี่ยน ศานนท์ มองว่าปัญหาของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือยังไม่มีใครก้าวเท้าเข้ามาเป็น “เจ้าภาพ” ดูแลคนไร้บ้านและบ้านอิ่มใจอย่างเต็มที่ ที่ผ่านมามีเสียงการคัดค้านการสร้างบ้านอิ่มใจอยู่บางส่วน แต่ด้วยความที่ในพื้นที่ กทม. ยังมีคนไร้บ้าน คนมีปัญหาสุขภาพจิตที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งหากรอแต่ พม. ตำรวจ หรือเทศกิจ ทำงานอย่างเดียว ก็คงแก้ปัญหาไม่ได้ทันท่วงที บ้านอิ่มใจจึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นที่รองรับชั่วคราว ที่ตั้งเป้าไว้ว่าอยากให้ฟื้นฟูศักยภาพของคนไร้บ้าน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น รองผู้ว่าฯ กทม. ยอมรับว่า บ้านอิ่มใจไม่ได้สามารถแก้โจทย์ของคนไร้บ้านได้อย่างครอบคลุม ทั้งในมิติการงานที่มีเสียงสะท้อนว่าฝึกอาชีพนั้นไม่สามารถใช้งานได้จริง รวมถึงคุณภาพชีวิตของคนไร้บ้านที่ไม่ได้ต่างอะไรกับการนอนในพื้นที่สาธารณะ ขณะเดียวกันก็มีผู้เข้าพักอาศัยระยะยาวจนทำให้คนที่จะเข้ามาใหม่ไม่มีที่อยู่
ศานนท์ ยืนยันว่า ยังอยากทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่ดูแลคนไร้บ้านอย่างที่เคยทำ โดยเหตุการณ์ที่ถูกระบุว่าเป็นการจัดระเบียบนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการที่ไม่ได้มีการสื่อสารมากพอ ประจวบกับช่วงเวลาที่ผ่านมาเกิดการทะเลาะวิวาทบ่อยครั้ง จนหน่วยงานด้านความมั่นคงได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการปรับภูมิทัศน์ครั้งนี้ด้วย จนทำให้เกิดภาพที่ทำให้ กทม. ดูมีท่าที “กวาดล้าง” คนไร้บ้านขึ้นมา
“เรามักได้ยิน พม. พูดแทนพี่น้องคนไร้บ้านตลอดว่า พวกเขามี พ.ร.บ.คุ้มครองอยู่ เราก็ย้ำกับเจ้าหน้าที่ว่า ต่อให้เดินกัน 100 คน เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถทำอะไรคนไร้บ้านได้”
ศานนท์ หวังสร้างบุญ
หากมองในระยะยาว ศานนท์ ก็มองว่าทั้ง กทม. และหน่วยงาน รวมถึงกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย ควรทำหน้าที่ของตัวเองมากกว่านี้ หากหน่วยงานรัฐหรือกระทรวงต่าง ๆ ไม่กล้ารับเคสที่เกี่ยวข้องไป ก็จะส่งผลให้มีการกระจุกตัวอยู่ตามสถานคุ้มครองฯ หนึ่งจนล้น ซึ่งก็เป็นหน้าที่ที่ต้องมาหาทางออกร่วมกันต่อไป
ดูแลคนไร้บ้านอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
รศ.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยกับ The Active ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์นั้นหมายถึงการที่เขาได้มีเสรีภาพในการเลือก การผู้มีอำนาจใช้บุคคลในเครื่องแบบไปพูดคุยเจรจา ถึงแม้จะบอกว่าคนไร้บ้านเต็มใจ แต่ก็สะท้อนให้เห็นความไม่เท่าเทียมบางอย่างที่ทำให้คนไร้บ้านรู้สึกว่าต้องจำยอมเพราะมีความกลัว

“ผมคิดว่ามันคือการลิดรอนสิทธิ์ความเป็นมนุษย์ในเบื้องต้น นี่มันคนละเรื่องกับว่าการอยู่ตรงนั้นมันเหมาะหรือไม่เหมาะ แต่มันควรจะเริ่มต้นด้วยท่าทีที่เป็นมิตรกว่านี้”
รศ.บุญเลิศ วิเศษปรีชา
ถึงแม้จะบอกว่าก่อนหน้านี้มีการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่อาจจะเป็น การเหมารวม (stereotype) ทั้งที่ในความจริงแต่ละคน แต่ละพื้นที่มีความหลากหลายมากกว่านั้น แต่ผู้ใช้อำนาจกลับเลือกคนกลุ่มหนึ่งมาเป็นตัวแทนของทั้งหมด
สิ่งที่ รศ.บุญเลิศ เชื่อว่าสามารถเป็นทางออกที่ควบคู่มากับมิติของการรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือ การมีบุคลากรที่ลงสนามแบบเจาะรายคนมากขึ้น เข้าไปพูดคุยเพื่อให้เห็นความต้องการและข้อจำกัดของคนไร้บ้านมากยิ่งขึ้น แล้วค่อย ๆ ชวนเข้ามาอยู่ในเครือข่าย ไม่ใช่การรวมทุกคนไปอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งโดยไม่ถามความสมัครใจ
