สกน. – เครือข่ายชาติพันธุ์ เรียกร้อง บอร์ดคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์ เร่งประชุม ทำแผนชุมชนเข้าถึงการคุ้มครอง เดินหน้ายกเลิกกฎหมายคุกคามสิทธิ ปรับแก้ให้สอดคล้องเจตนารมณ์ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ พร้อมยุติปฏิบัติการ ‘ล่าแม่มด’ ปมไฟป่า ชี้ ละเมิดสิทธิชุมชน วอน ทุกฝ่ายเร่งสร้างความเข้าใจ
วันนี้ (9 มี.ค. 69) ที่ ศูนย์นวัตกรรมการจัดการที่ดินโดยชุมชน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.), ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) ร่วมกับ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ กป.อพช.ภาคเหนือ, ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น(CPCR), ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร – SAC Center for Ethnic Studies and Development – ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์ฯ ม.เชียงใหม่, มูลนิธิชุมชนไท และ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ จัดเวทีสร้างความเข้าใจ กฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับสมาชิกในเครือข่ายชาติพันธุ์ และภาคประชาสังคม ในพื้นที่ภาคเหนือ เกี่ยวกับหลักการและเนื้อหาของ กฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 และเตรียมความพร้อมออกแบบการจัดทำแผนรณรงค์สร้างความเข้าใจในกลุ่มสมาชิก สนับสนุนการนำเอากฎหมายดังกล่าวมาคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ให้เกิดผลสัมฤทธิ์





พร้อมทั้งได้มี แถลงการณ์ เรื่อง “ทวงคืนสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ ยืนยันสิทธิชุมชน” โดยสาระสำคัญ ระบุถึงปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม ที่กดขี่กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ผ่านนโยบายและกฎหมายที่เร่งเบียดขับออกจากสังคม ได้สร้างผลกระทบและบาดแผลอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะแนวคิด “ป่าปลอดคน” ที่พยายามอพยพคนออกจากป่า ใช้กฎหมายทั้งป่าไม้ ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มาเพื่อจำกัดสิทธิในที่ดินและทรัพยากร รวมถึงเครื่องมือใหม่ ๆ ของรัฐ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และ โครงการคาร์บอนเครดิต ที่ล้วนยึดสิทธิในที่ดินของเราไปเอื้อรัฐและทุนทั้งสิ้น
สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ที่ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นเกษตรกรรายย่อย คนยากจน และมีกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ต่ำกว่า 50 ชุมชน ได้ร่วมกับ พีมูฟ ผลักดันให้เกิดการคุ้มครองพื้นที่ทำกินและพื้นที่จิตวิญญาณจากการรุกรานของรัฐ รูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดคือ การประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ จำนวน 10 ชุมชน และเป็นจุดก่อเกิดสำคัญที่ทำให้เราร่วมกันยกร่าง ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ติดตาม ผลักดัน และส่งตัวแทนเข้าไปต่อสู้ในรัฐสภา
จนเกิดเป็น พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้แล้ว โดยมีเครื่องมือสำคัญ คือ พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
ก่อนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จึงขอประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อน พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 อย่างถึงที่สุด ภายใต้จุดยืนและข้อเรียกร้อง ดังนี้
- พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 เกิดจากเจตนารมณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกละเมิดสิทธิ การดำรงอยู่ของพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้จึงต้องนำไปสู่การคืนสิทธิต่อกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากร การพัฒนาคุณภาพชีวิต สิทธิในวิถีวัฒนธรรม ตลอดจนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
- ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ต้องเร่งรัดการประชุม เพื่อจัดทำแผนและสนับสนุนให้ชุมชนชาติพันธุ์สามารถเข้าถึงการคุ้มครองสิทธิโดยเร็ว
- กฎหมายใดที่เป็นอุปสรรค ขัดขวาง หรือคุกคามสิทธิของเราตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ต้องยุติการบังคับใช้ ยกเลิก หรือปรับแก้ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้โดยทันที
- สถานการณ์เร่งด่วนเรื่องไฟป่า PM 2.5 ที่ปรากฏความพยายามของหลายฝ่ายในการ ล่าแม่มด จนเกิดผลกระทบทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจต่อชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ ที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ทับซ้อนเขตป่า ขอยืนยันว่า นั่นคือการละเมิดสิทธิตามพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งสร้างความเข้าใจต่อประเด็นปัญหาที่ซับซ้อน และยุติปฏิบัติการที่จะกระทบสิทธิชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ในฤดูกาลห้ามเผาโดยทันที

“สุดท้าย ขอย้ำว่า พระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ เกิดจากน้ำพักน้ำแรงกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ถูกกดขี่ มิใช่การร้องขอหรือความเมตตาจากฝ่ายใด จึงขอประกาศเดินหน้าแนวทางการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ด้วยพลังขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนต่อไป และทุกฝ่ายต้องสนับสนุนตามอำนาจหน้าที่ โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน”
