ประชามติด่านสำคัญฝ่าวิกฤตการเมืองไทย

8 ก.พ. วันลงประชามติเขียนรธน.ฉบับใหม่ ​ด่านสำคัญฝ่าวิกฤตประเทศ​ และการเลือกตั้ง สส. ไปออกแบบนโยบายแก้ไขปัญหาประเทศ จี้ กกต. เร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจเรื่องประชามติ

วันนี้ (13 ม.ค. 69) ที่รัฐสภางาน #PolicyWatchConnect2026 ‘เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ’ ในช่วง Policy Forum: รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และประชามติ เพื่อเป็นอีกเวทีสนทนาเพื่อถอดบทเรียนและเสนอแนวทางสร้างกลไกฝ่าวิกฤตที่โปร่งใส โดยมี policy Watch – The Active ไทยพีบีเอส และองค์กรเครือข่ายกว่า 40 องค์กร ร่วมกันจัดขึ้น โดยมีโจทย์สำคัญคือให้ประชาชนมีส่วนร่วม​เป็น “เจ้าของกติกา” อย่างแท้จริง สำหรับการเลือกตั้งและการลงประชามติครั้งนี้

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองทั้งเรื่องเลือกตั้งและการจัดทำประชามติ ​โดยสถานการณ์เชิงบวก การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีอำนาจ สว. ร่วมโหวต ที่จะดึงคะแนนเสียงประชาชนไป การเลือกตั้งครั้งนี้มีแต่เสียงประชาชนเท่านั้น

“ก่อนหน้านี้บรรยากาศทางการเมืองดูไม่ค่อยมีความหวัง หากดูจากโพลต่าง ๆ ที่ยอดผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่งมากถึง  35-40 %  อาจเป็นเพราะ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 สร้างแผลเป็นในหัวใจประชาชน เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมา 2 ครั้ง พรรคที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่สังเกตได้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป ตัวเลขนี้ลดลง”

ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ Cognitive Theory คือคนที่ยังไม่ตัดสินใจ ยังไม่รู้ว่าจะเลือกพรรคไหน ถือว่าเป็นกลุ่มที่ยังกำลังประมวลความคิดตนเองและใช้เวลาพิจารณาก่อนตัดสินใจ ไม่ได้สะท้อนความเบื่อหน่ายการเมือง สิริพรรณ กล่าวว่าสุดท้ายแล้วประชาชนจะเปรียบเทียบตัวเองกับพรรคการเมือง แล้วเลือกพรรคที่มีจุดยืนใกล้เคียง มีนโยบายที่ใกล้เคียงกับความต้องการ

อีกสถานการณ์หนึ่งที่เห็นคือ โพลแต่ละสำนักแสดงผลออกมาคนละทิศคนละทาง ทั้งนี้เพราะแต่ละสำนักข่าว แต่ละค่าย มีกลุ่มการเมืองที่ใกล้กับตนเอง ที่แตกต่างกัน เพราะแบ่งขั้วทางความคิดแตกละเอียดมากขึ้นไม่เหมือนอย่างแต่ก่อน เป็นลักษณะที่เรียกว่า Tribalism คนพร้อมจะเชื่อตามผู้นำทางความคิด  ต่างคนต่างเชียร์หัวหน้าเผ่าของตนเอง

อีกทั้งบรรยากาศที่น่ากังวลใจอีกบรรยากาศคือความขัดแย้งชายแดน ไทย-กัมพูชา ที่ผลต่อการเลือกตั้ง มีการโหนกระแสชาตินิยม 6-7 จังหวัด รวมไปถึง 16- 17 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง ซึ่งหวังว่าจะไม่มีการปะทะกันทางอาวุธ ในช่วงเลือกตั้งและลงประชามติ

เร่งประชาสัมพันธ์​เลือกตั้ง-ประชามติ

สิริพรรณ ตั้งข้อสังเกตว่า ยังมีคนจำนวนมากไม่เข้าใจเรื่องประชามติ ตอนนี้เหลือเวลาไม่นาน ที่จะต้องรณรงค์ กกต. ต้องเร่งสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนเข้าใจเรื่องประชามติเพราะ กกต. เองมีหน้าที่รณรงค์มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่แจกเอกสารใบปลิวเท่านั้น หากไม่ทำเท่ากับว่าล้มเหลว

“อีกกรณีหนึ่งที่เห็นว่า กกต. ยังทำงานไม่เพียงพอไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิ์และเสียงของประชาชน คือบัตรเรื่องเสีย ประเทศไทยมีบัตรเสียในอัตราสูงมาก ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง สูงถึง 7 % ส่วนหนึ่งเพราะ กกต. ไม่ยอมรับการทำเครื่องหมายที่นอกเหนือจากการกากบาทในช่องลงคะแนน เมื่อเปรียบเทียบกันกับ กกต. ที่เยอรมนี ประชาชนทำเครื่องหมายรูปแบบต่าง ๆ ในช่องลงคะแนนเสียง ทั้งรูปหัวใจ ดอกไม้ ไม่ใช่แค่กากบาทเท่านั้น แต่กกต.เยอรมันยอมรับ เพราะแสดงถึงเจตจำนงของประชาชนที่ไปลงคะแนนเสียง” สิริพรรณกล่าว

ทางด้าน พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิวีวอทซ์ (WE WATCH) ระบุว่า เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะพูดถึงปัญหาของ กกต. ที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมตามหลักสากล ที่มีเสาหลักหรือภารกิจ 3 ประการ ได้แก่

  1. เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้ประชาชนเข้าใจเพียงพอรอบด้าน ในการตัดสินอนาคตของเขาเอง ให้เข้าใจนโยบาย ต่าง ๆ ของพรรคการเมือง สามารถมองเห็นอนาคตได้ไกลกว่าการเลือกตั้งแล้วได้ สส. แต่เห็นถึงคุณภาพชีวิตที่จะเปลี่ยนไปจากนโยบาย
  2. การเข้าถึงสิทธิ์ในการเลือกตั้งของประชาชน เป็นภารกิจของ กกต. ที่ต้องอำนวยความสะดวกในรูปแบบต่าง ๆ  ไม่ว่าการเข้าถึงสิทธิ์เลือกตั้งของผู้พิการ การเลือกตั้งล่วงหน้า การเลือกตั้งนอกเขต ซึ่งถือได้ว่า กกต. ยังคงทำงานน้อยมาก ที่ผ่านมา WE WATCH ได้รับเรื่องร้องเรียนมาว่า ผู้พิการทางสายตาประสบปัญหาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง  
  3. การให้ความสำคัญสิทธิประชาชน การให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนของ กกต. ถือว่าเลวร้ายกว่ามาตรฐานสากล เห็นได้จากการนับบัตรเสียจากกการเลือกตั้งที่ผ่านมา การเลือกตั้ง 2562  มีบัตรเสียทั้งสิ้น 2,137,762 (คิดเป็น 5.58%) ในปี 2566 มีบัตรเสียทั้งหมด 2,967,735 ใบ (คิดเป็น 7.5%) 

ซึ่งมีมากกว่า 3.2 % ตามมาตรฐานสากล ซึ่งกกต. ต้องรับผิดชอบ ด้วยการศึกษาบัตรเสียที่เกิดขึ้นว่ามีสาเหตุจาก กกต. ต้องหาสาเหตุให้ได้ เป็นความรับผิดชอบและหาทางแก้ไข การที่กกต. ละเลยกับบัตรเสีย เท่ากับว่าไม่ให้ความสำคัญกับสิทธืกับเสียงประชาชน

กกต. แต่งตั้ง ผู้ตรวจสอบการเลือก ตั้งแต่ละจังหวัดมี 5 – 8 คน ได้รับเงินเดือนเดือนละ 50,000 บาท ซึ่งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก และระยะเวลาการจ้างน่าจะประมาณ 2 เดือนขึ้นไป ซึ่ง 2 เดือนนี้ ตีค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว คำนวณว่ามากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งคำถามก็คือ อะไรคือผลงานที่ผ่านมา ผลงานของผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งคืออะไร ใช้เงินภาษีเราไปเพื่ออะไร และเขาไม่ได้ทำงานเชิงรุกในรูปแบบที่จะคุ้มค่ากับการที่ประชาชนต้องมานั่งเสียภาษี”

เช่นเดียวกับ ณัชปกร นามเมือง เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ชี้ให้เห็นว่าส่วนใหญ่ประชาชนไม่รู้เรื่องประชามติ ไม่รู้ว่าเข้าคูหารอบนี้จะเจอบัตร 3 ใบ ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากความล่าช้าของรัฐบาลที่ เงอะ ๆ งะ ๆ เรื่องคำถามประชามติ และ กกต. ทำงานน้อย ให้ข้อมูลไม่ชัดเจน ทำเกิดบรรยากาศความกลัวว่าจะทำผิดกฎหมายเรื่องรณรงค์ประชามติ

นอกจากนี้ การที่ กกต. กำหนดเวลาลงทะเบียนใช้สิทธิลงประชามตินอกเขต ที่ใกล้กับวันหยุดปีใหม่ ทำให้คนจำนวนมากไม่ได้ลงทะเบียนใช้สิทธิลงประชามตินอกเขตเมื่อเทียบกับการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ที่มี 2,410,425 คน แต่ยอดลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต-นอกราชอาณาจักร มีเพียง 1,598,056 คน

เท่ากับว่าประชาชนอีก 812,369 คนที่ไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต แต่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าไว้ ดังนั้น กกต. ต้องรับผิดชอบจำนวนคนที่หายไป

ประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ ฝ่าวิกฤตประเทศไทย

ณัชปกร ย้ำว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จะผ่านประชามติก็จริง แต่เป็นการทำประชามติภายใต้อำนาจ คสช. ในบรรยากาศปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูล  มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นต่อการลงประชามติ

เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งแต่งตั้งมาจาก คสช. โดยตรง พรากสิทธิที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ที่ผ่านมา เช่น  สิทธิในการเข้าชื่อยื่นถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. กกต. ปปช. ประธานศาลฎีกาประธานศาลรัฐธรรมนูญ

และทั้ง ๆ ที่ รัฐธรรมนูญต้องกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประกันว่าจะเข้าถึงสิทธิและบริการต่าง ๆ ของรัฐอย่างถ้วนหน้าเสมอกัน แต่รัฐธรรมนูญฉบับ 60 เอาคำว่า “เสมอกัน” ออกไป ทำให้การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของประชาชนไม่เท่ากัน

“อีกตัวอย่างหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญ 60 ทำให้คนไม่เท่ากัน ทำให้ สว. มีอำนาจเลือกนายกได้ แม้ตอนนี้สว. จะไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ แต่ สว. ยังมีอำนาจเลือกองค์กรอิสระได้ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และ กกต. ที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งและการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากเราไม่ลงประชามติ เราก็จะต้องอยู่ในระบบการเมืองแบบเดิม ๆ  อยู่ภายใต้อำนาจการเมืองที่ไม่เท่าเทียม เราจะต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญ 60 อีกนานแค่ไหน” ณัชปกร กล่าว

8 กุมภากาเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือว่าเป็นประตูบานแรกเท่านั้น เนื่องจากมีการทำประชามติถึง 3 ครั้ง ที่ประชาชนจะต้องช่วยกันเปิดประตู 3 บาน

  • ประตูบานที่ 1 ประชามติคำถาม “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”  
  • ประตูบานที่ 2 ประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า มีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร
  • ประตูบานที่ 3 ภายหลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

เพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ณัชปกร เสนอว่าพวกเราต้องใช้สิทธิกันให้มากที่สุด และช่วยกันรณรงค์ชวนคนออกไปใช้สิทธิ์ให้ได้มากที่สุด และเราต้องร่วมกันสังเกตการณ์การนับคะแนนที่หน้าคูหา

สอดคล้องกับ ธนิสรา เรืองเดช ผู้ร่วมก่อตั้ง WeVis ระบุว่า กกต. มีหน้าที่หลักเดียวคือทำให้การเลือกตั้งยุติธรรมและเข้าถึงง่ายที่สุด แต่การเลือกตั้งแต่ละครั้ง กลับพบว่าปัญหาเดิม ๆ ยังคงเกิดขึ้น ในการจัดการการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

ขณะเดียวกัน หากเปรียบการเลือกตั้งเป็นกีฬาหรือเกมส์ ประชาชนต้องตั้งคำถามกับนักการเมืองด้วย เพราะนักการเมืองและพรรคการเมืองในฐานะผู้เล่น ในสนาม พรรคควรลุกขึ้นมาทักท้วงกติกาที่ไม่เป็นธรรมหรือจำกัดสิทธิ์ประชาชน ไม่ใช่เพิกเฉยเพียงเพราะกติกานั้นเอื้อประโยชน์ให้พรรคตนเอง

“เราฝากความหวังกับพรรคการเมืองน้อยไป ในการทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม มีส่วนร่วมในการตรวจสอบกติกามากน้อยแค่ไหน  หรือว่ากติกาจำกัดสิทธิประชาชนอย่างไรบ้าง”

ธนิสรา ทิ้งท้ายว่าจากบทเรียนเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งปี 62 และ 66 กลุ่มภาคประชาสังคมเริ่มเปลี่ยนวิธีการทำงานจากการต่างคนต่างทำมาเป็นการ “จับมือร่วมกัน” ปรับปรุงวิธีการทำงานจากบทเรียนในอดีต เพื่อใช้ทรัพยากรให้น้อยลง แต่ส่งแรงกระเพื่อมได้มากขึ้น ในการสังเกตการณ์และตรวจสอบการเลือกตั้ง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าทำงานได้ดีกว่า กกต.

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active