Policy Watch Connect 2026 ชู Policy Communication Canvas นวัตกรรมชวนคิด ชวนคุย หยิบทุกไอเดีย เก็บทุกเสียงของประชาชนตกหล่นระหว่างทาง สู่การสร้างพื้นที่การสื่อสารนโยบายสาธารณะด้วยตัวเอง เชื่อเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของการเปลี่ยนแปลง ให้ โลกของนโยบาย ใกล้ชิดผู้คนมากขึ้น
เป็นครั้งแรกที่รัฐสภา เปิดพื้นที่ ให้ประชาชนร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อป ออกแบบ “การสื่อสารนโยบายสาธารณะ” หนึ่งในกระบวนการสำคัญภายในงาน Policy Watch Connect 2026
เวิร์กช็อป “Policy Communication & Innovation Tools” หรือ การทดลอง ออกแบบการสื่อสารนโยบายสาธารณะ ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ได้นำเครื่องมือที่เรียกว่า “Policy Communication Canvas” มาใช้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้วางแผน คิดวิธีการสื่อสารผ่านการกำหนดสถานการณ์ปัญหา, ออกแบบรูปแบบวิธีการสื่อสารเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง, กำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีบทบาทต่อนโยบาย, และร่วมกันคิด ใจความสำคัญ “Key message”

การออกแบบการสื่อสาร มีเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่อทำให้คนที่มีบทบาทในการกำหนด ออกแบบนโยบาย “เข้าใจ-เชื่อใจ-ตัดสินใจ-ลงมือทำ”
กิจกรรม “Policy Communication & Innovation Tools” แตกต่าง ไปจากกิจกรรม “Policy Forum” เพราะไม่ได้ถกแถลง พูดคุยกันถึงข้อเสนอเท่านั้น แต่เป็นการลงมือทำจริง และ เน้นไปที่ “การสื่อสาร” อย่างตรงจุด และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ของวัฒนธรรมใหม่ในการติดตามนโยบายสาธารณะ ที่ทำให้เสียงจากภาคประชาชนถูกยกระดับเป็นวาระนโยบายที่สังคมจับตาได้ และ “เสียงของประชาชนต้องไม่ตกหล่นระหว่างทาง”
ฐายิกา จันทร์เทพ นักส่งเสริมนวัตกรรมอาวุโส สถาบันวิทยาการนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA Academy) อธิบายถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Policy Communication Canvas เป็นนวัตกรรมรูปแบบหนึ่ง ที่จะช่วยให้ การชวนคิด ชวนคุย ไม่สะเปะสะปะ และทำให้ทุกไอเดีย เสียงสะท้อนของประชาชนไม่ตกหล่นระหว่างทาง

โดยกิจกรรมที่เกิดขึ้นมีตัวแทนองค์กร ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไปที่สนใจลงทะเบียน มากกว่า 300 คน แต่ถูกคัดเลือกเหลือ เพียงกว่า 100 คน แบ่งกลุ่มกันตามประเด็นที่สนใจ 7 ประเด็น และใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง เพื่อเรียนรู้แนวคิด Policy Communication & Innovation Tools ทดลองใช้เครื่องมือสื่อสารนโยบายในรูปแบบใหม่ ร่วมวางแผน “การสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม” และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
ทั้งนี้แต่ละกลุ่มยังได้คิดค้น ออกแบบ “การสื่อสารนโยบายสาธารณะ” ให้ข้อมูล หลักฐาน และเสียงของประชาชน กลายเป็นพลังที่ขยับการตัดสินใจเชิงนโยบายได้จริง โดยข้อสรุปจาก 7 กลุ่มประเด็นสำคัญ ที่ถูกนำเสนอมีดังนี้

ประเด็นทุจริตคอร์รัปชัน
ปัญหาหลักคือ ประชาชนขาดความเชื่อมั่น ในกระบวนการตรวจสอบของภาครัฐ และมองว่าเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงอยู่กับอำนาจการตรวจสอบภายใต้ รัฐธรรมนูญ 60 จึงกลายเป็นที่มาของ Key message ที่ต้องการสื่อสาร คือ รัฐธรรมนูญเพื่อปากท้อง คือรัฐธรรมนูญของประชาชน


ประเด็นปฏิรูปการศึกษา
ประเด็นที่น่าสนใจคือ คนในวงการศึกษา มองว่าในช่วงการดีเบต หาเสียงเลือกตั้ง ประเด็นการศึกษา เป็นประเด็นที่ถูกลืมในเวทีดีเบตหลายครั้ง จึงมีข้อเสนอในการทำแคมเปญรณรงค์ 2 เฟส ช่วงก่อนการเลือกตั้ง และหลังการเลือกตั้ง เพื่อติดตามตรวจสอบนโยบายด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
รวมไปถึงข้อเสนอ เน้นไปที่การปฏิรูป ปิดช่องว่างคุณภาพการศึกษาระหว่างเมือง กับ ชนบท โดยมี Key message ที่ต้องการสื่อสาร คือ “อนาคตไม่ควร แพ้ เพราะ Location”

ประเด็นภัยพิบัติ
ไฮไลท์ไปที่การสร้าง นักจัดการภัยพิบัติ เพื่อช่วยเหลือตั้งแต่ “ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเผชิญเหตุ และหลังเกิดเหตุ” และ “การสร้างให้ชุมชนเตรียมความพร้อมรับมือจัดการภัย”
โดยมี Key message ที่ต้องการสื่อสาร คือ
- “ลงทุนกับอาสา ดีกว่าเสียค่าเยียวยาหลังเกิดเหตุ”
- ปลอด (ภัย) ไหม อาจจะยัง “ภัยพิบัติไม่เลือกเวลา แต่ชุมชนเตรียมพร้อมได้”

ประเด็นชาติพันธุ์
เน้นไปที่การเดินหน้าให้กลุ่มชาติพันธุ์เข้าถึง สิทธิ บริการขั้นพื้นฐาน ของ รัฐ อย่างเสมอภาค โดยจะต้องสื่อสารปัญหาในรูปแบบคลังข้อมูล และออกแบบให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายภาครัฐ กลุ่มสิทธิชาติพันธุ์ โดยมี Key message ที่ต้องการสื่อสาร “คนเท่ากัน ชาติพันธุ์เท่าเทียม เพื่อสิทธิสวัสดิการสังคมส่งเสริมสุขภาพที่ดี”

ประเด็นสมรสเท่าเทียม
โจทย์การให้ความรู้บริบทความหลากหลายทางเพศ ควบคู่กับการสร้างการรับรู้ แกนกลางที่จะทำเข้าใจความหลากหลายทางเพศ ความคิดทางสังคม ยอมรับความหลากหลายทางเพศ โดยมี Key message ที่ต้องการสื่อสาร คือ “1 ปีผ่านไป เรารู้จักและเข้าใจสมรสเท่าเทียมดีหรือยัง ?”

ประเด็นสังคมสูงวัย
ต้องการให้สังคมสูงวัย เข้าถึงสวัสดิการและบริการสุขภาพ เพราะมองว่าการไม่ทราบสิทธิของผู้สูงวัยเองเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ โดยมี Key message ที่ต้องการสื่อสาร คือ “สูงวัย แข็ง ใหญ่ยาว หมายถึง สูงวัยต้องแข็งแกร่ง มีความสุขที่ยิ่งใหญ่ และมีอายุที่ยืนยาว”

ประเด็นการตายดี
เน้นไปที่ สิทธิในการตัดสินใจวาระสุดท้ายของชีวิต และทำให้การพูดเรื่องการตายเป็นเรื่องธรรมชาติของการสนทนา ไม่ถูกทำให้เป็นเรื่องต้องห้าม
โดยมี Key message ที่ต้องการสื่อสาร คือ “รักเขา ปล่อยให้เขาตายดี”
ผลลัพธ์ที่ได้จากข้อสรุปการเวิร์กช็อปในครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้อ้างอิงในวงเสวนาเชิงนโยบาย และถูกนำเสนอไปยังพรรคการเมืองในวันที่ 22 ม.ค. 69 พร้อมยังคาดหวังให้ ประชาชนที่มาร่วมในงาน ได้นำเครื่องมือเดียวกันนี้ไปปรับใช้ในองค์กร และเปลี่ยนการถกเถียง สู่ข้อสรุปที่ใช้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

ผศ.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะที่ปรึกษา Policy Watch ย้ำว่า นโยบายสาธารณะที่ดี ไม่ใช่วัดแค่ทำได้หรือไม่ แต่นโยบายที่ดีจะต้องยั่งยืน ความยั่งยืนนี้ต้องมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน
การเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้มาลองพัฒนาการสื่อสารเชิงนโยบายนั้นเป็นพื้นฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เพราะการร่วมกันคิด ออกแบบ และวางแผนการสื่อสาร จะทำให้เห็นชัดว่า อะไรคือจุดคานงัดที่จะทำให้คนมีอำนาจได้ยิน และเห็นว่าประเด็นเหล่านั้นมีความสำคัญที่ต้องหยิบไปขับเคลื่อนต่อ
ขณะเดียวกัน การสื่อสารนโยบาย จำเป็นต้องอยู่บนกรอบวิธีคิด และภาษาเดียวกัน เพื่อให้การพัฒนานโยบายมีประสิทธิภาพ และต้องทำให้ประชาชนรับรู้ว่าพวกเขาจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร
เพราะการสื่อสารนโยบาย คือ เครื่องมือตรงกลางที่จะช่วยเชื่อมให้ “โลกของนโยบาย” กับ “โลกของประชาชน” ใกล้ชิดกันมากขึ้น
