‘ยศชนัน’ ชู ยกระดับไทย เป็นประเทศรายได้สูงด้วยเทคโนโลยี ขอเปลี่ยนความฝันคนไทย ให้เป็นจริง

พรรคเพื่อไทยจัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายระดมแกนนำและแคนดิเดตนายกฯ ขึ้นเวที หวัง ฟื้นเศรษฐกิจ แก้หนี้ทั้งระบบ เดินหน้ารัฐบาลดิจิทัล วางโครงสร้างพื้นฐานทุกมิติ และยึดประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไทย

พรรคเพื่อไทย จัดเวทีปราศรัยครั้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งจริง ที่สนามกีฬาเทพหัสดิน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ภายใต้สโลแกน “ยศชนัน ทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่” ท่ามกลางประชาชนสวมเสื้อสีแดงและขาวจำนวนมากเข้าร่วมรับชมในครั้งนี้

โดยในช่วงเริ่มงาน ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 1 สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 2 และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 3 ได้เดินทักทายประชาชนที่มานั่งรอหน้าเวที พร้อมกับถ่ายภาพร่วมกับ ผู้บริหาร สส. และแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรค

ศ.ยศชนัน กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า หลายคนอาจไม่กล้าฝันว่าเกษตรจะเป็นอาชีพที่มีรายได้สูง ประเทศจะไร้คอร์รัปชัน คนไทยจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีอากาศสะอาดเด็กไทยทุกคนอยากเรียนต้องได้เรียนในสิ่งที่ดีที่สุด ครู ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร จะมีรายได้เพียงพอและกลับมากเป็นอาชีพในฝันของเด็กอีกครั้ง เราจะมีเทคโนโลยีเป็นของตนเองมีศักดิ์ศรีในเวทีโลกในยุคสงครามเทคโนโลยี ประเทศไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงด้วยเทคโนโลยี ทั้งนี้ตนเชื่อเสมอว่าสำหรับประเทศไทย หากทุกคนช่วย ทุกอย่างต้องเป็นไปได้  และวันที่ 8 ก.พ.นี้ ตนพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทย ที่จะเปลี่ยนแปลงความฝัน ความหวังของคนไทยให้เป็นความจริง

ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย

“ประเทศมีเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่เข้าใจความเดือดร้อนประชาชน และครั้งนี้หากตนมีโอกาสก็พร้อมจะทำงานด้วยความเข้าใจประชาชน เพื่อคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยตนพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความหวัง ความฝันของประชาชนคนไทยให้เป็นความจริง และจะทำให้ดีที่สุด”

ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ยศชนัน ระบุด้วยว่า สิ่งที่ตนจะส่งมอบให้คนไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า จะทำให้ดีที่สุด โดยดึงเศรษฐกิจนอกระบบบออกมาเข้าระบบเพื่อเพิ่มรากฐานรายได้ให้กับเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยจะยืนสง่าบนเวทีโลกด้วยเทคโนโลยี ประเทศไทยจะให้โอกาสคนที่ล้มลงได้ลุกกลับขึ้นมาอีกครั้ง เราจะแก้หนี้ทั้งระบบ ดูแลคนที่เปราะบางให้ดีที่สุด จะขยายการเกษตรให้เป็นเกษตรที่มีมูลค่าสูง ยกระดับอุตสาหกรรมสะอาดให้มูลค่าสูง การบริการและท่องเที่ยวมูลค่าสูง ยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพ เศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม เศรษฐกิจการเงินทุกรูปแบบ เราจะวางโครงสร้างพื้นฐานทุกมิติ  จะบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติทั้งระบบ และประเทศไทยต้องไร้คอร์รัปชันด้วยรัฐบาลดิจิทัล ดูแลประชาชนด้วยวิทยาศาสตร์ข้อมูลอย่างเป็นธรรม นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญประเทศไทยจะต้องดำรงไว้ด้วยระบบประชาธิปไทยอันมีพระมาหกษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยวันที่ 8 ก.พ. นี้ ตนขอโอกาสพรรคเพื่อไทยดูแลประชาชนอีกครั้ง และตนพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรี

สุริยะ  กล่าวว่า การทำนโยบายที่ทำได้จริง ต้องมีทีมที่เคยทำงานจริงเข้าใจระบบราชการ กฎหมาย งบประมาณ กลไกรัฐสภา มีความละเอียด ไม่ใช่เขียนเอาหล่อเอาเท่ เพื่อพูดบนเวที บางพรรคมีการนำนโยบายที่คล้ายกับพรรคอื่นมาเปลี่ยนชื่อ บางพรรคก็มีนโยบายแค่บนป้ายบางพรรคก็เอาสิ่งที่พรรคเพื่อไทยวางรากฐานไว้แล้วมาพูดเหมือนเป็นของตนเอง แปลว่านโยบายเพื่อไทยมาถูกทางจนมีคนต้องทำตาม แต่นโยบายที่ดีที่สุด ต้องมีคนที่ทำได้จริงอยู่เบื้องหลัง

พรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์ เคยเป็นทั้งรัฐบาลพรรคเดียว รัฐบาลผสม และฝ่ายค้าน จึงเห็นมาหมดทุกมุม พรรคเพื่อไทยเคยเจออุปสรรค โจทย์ยาก และข้อจำกัดต่าง ๆ เพราะนั้นรอบนี้พรรคเพื่อไทยจึงออกแบนโยบายแบบละเอียด ไม่ได้เป็นประกาศแล้วก็จบ แต่ได้ออกแบบขั้นตอนการทำงานกับระบบจริง

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 2 พรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ตามบางนโยบายอาจไม่สามารถทได้ครบทุกนโยบายภายใน 4 ปี เพราะมีข้อจำกัดในด้านขั้นตอนและยังระบบที่ต้องแก้ไขก่อน ดังนั้นอย่างต้องการให้ทำนโยบายได้เร็วและครับ จึงควรลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทยเพื่อให้ได้ สส. จำนวน 200 คน

ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนไป โจทย์ใหม่ไม่ใช่แค่พอทำให้ประเทศอยู่ได้ แต่ต้องทำไปประเทศไปได้ไกลกว่าเดิม ด้วยความรู้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อให้วิทยาศาสตร์สอนและจำทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น โดยต้องคิดบนฐานข้อมูลไม่ใช่ความรู้สึก แก้ปัญหาที่สาเหตุไม่ใช่ปลายเหตุ วัดผลได้ ปรับปรุงได้ และทำให้ดีขึ้นได้จริง เพราะปัจจุบันเป็นยุคที่ทุกประเทศแข่งกันด้วยเทคโนโลยี

ดังนั้นจึงไม่มีใครเหมาะสมกว่า ศ.ยศชนัน  หรือ อ.เชน ซึ่งมีวิสัยทัศน์ มองปัญหาเป็นภาพจริง จริงใจ กล้าตัดสินใจบนเหตุผล เข้าใจเทคโยโลยี และเข้าใจระบบราชการ ทั้งนี้ประเทศไทยไม่ได้ต้องการคนพูดเก่ง แต่ต้องการคนทำเป็น ต้องการคนจับระบบได้ และทำงานเป็นทีมได้ เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นได้

ขณะที่ จุลพันธ์ ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เชื่อมั่นว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนในประเทศนี้ที่กล่าวถึงนโยบายมากเท่าพรรคเพื่อไทย โดยยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ดังนี้ วันที่เจ็บป่วย 30 บาทรักษาทุกโรคจะรักษาได้ทุกที่ ไม่ต้องเดินทางไกลอีกต่อไป วันที่ต้องขึ้นรถเมล์ร้อนจะกลายเป็นรถเมล์แอร์เย็นในราคาเพียง 10 บาท วันที่ต้นทุนการเดินทางไม่เป็นภาระเพราะรถไฟฟ้าราคา 20 บาทตลอดสาย วันที่หนี้สินจะไม่เป็นโซ่ตรวนอีกต่อไป วันที่เกษตรกรไม่ต้องไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำท่วมภัยแล้ง และต้นทุน เพราะจะมีกำไรอย่างน้อย 30% วันที่เสี่ยงโชคไม่ใช่ภาระของรายได้ แต่หวยเกษียณจะทำให้เป็นเงินออมเพื่อให้มีใช้ตอนเกษียณอายุ วันที่แกงค์ยาเสพติด สแกมเมอร์จะไม่ทำลายลูกหลานไทยได้อีกต่อไป

วันที่เด็กไทยอยากไปเรียนต่างประทศ ไม่ต้องกังวลเรื่องทุน เพราะมีโครงการ ODOS วันที่ศิลปะได้รับการให้มีคุณค่าและเด็กจะสามารถสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ วันที่คนไม่ต้องตรวจค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้านอีกต่ไป แต่สามารถสูดอากาศได้เต็มปอด วันที่ประกันสังคมตอบโจทย์ประชาชนภาคแรงงาน โดยมีการลงทุนอย่างมืออาชีพและมีสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น วันที่คนไทยไร้จนมีเงินในกระเป๋า พรรคเพื่อไทยยืนยันให้ทุกคนมีรายได้อย่างน้อย 3,000 บาทต่อเดือน และทั้งหมดจะชัดเจน และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยรัฐบาลดิจิทัล แม่นยำตรงจุด ผ่านนโยบายเศรษฐีเงินล้าน นำประชาชนสู่ระบบด้วยความเต็มใจ

ทั้งหมดเหล่านี้คือความฝันร่วมกัน เป็นสิ่งที่ประเทศไทยอยากเห็น พรรคเพื่อไทยจะสร้างประเทศไทยที่ดีให้ทุกคนมาร่วมกันสร้างไปพร้อมกันด้วยการเลือกเพื่อไทยไปเป็นรัฐบาล และให้ ศ.ยศชนัน เป็นนายกรัฐมนตรี

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 3 พรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ตนเห็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพวกเราโอบรับความแตกต่าง พวกเราไม่ตัดสินกัน พวกเราเปิดพื้นที่ให้กัน พวกเราไม่สร้างความแตกแยก ประชาธิปไตยไม่ใช่เวทีให้ประกาศว่าใครที่คิดไม่เหมือนเราคือศัตรู เราไม่ทำทุกอย่างเพื่อชนะบนโลกโซเชียล แต่แพ้ในโลกแห่งความเป็นจริง ประชาชนไม่ได้เลือกเพื่อไทยเพราะโง่ แต่เพราะมีนโยบายจากชีวิตจริง โดยเสนอทางออกต่อปัญหาแบบจับต้องได้

“ประชาธิปไตย ต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงข้อนี้ ไม่ใช่เหยียบหัวคนส่วนใหญ่ แล้วเรียกตัวเองว่าก้าวหน้า เพื่อไทยไม่ขายความสะใจ ไม่เหยียบคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดี ไม่ใช้ความโกรธเป็นแรงขับเคลื่อน แต่เราเลือกทำในสิ่งที่ยากกว่า คือ ความอดทนของประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่ยาวิเศษ ต้องใช้เวลา ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกัน”

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active