‘แลนด์บริดจ์’ มาแน่! เมื่อ ‘ภูมิใจไทย’ แลนด์สไลด์ ระนอง–ชุมพร

จับสัญญาณ ‘ภูมิใจไทย’ กวาดเรียบยกจังหวัด ‘อนุทิน’ ยัน เดินหน้าได้เอง แม้ไม่มีพรรคใดหนุน ‘ปธ.หอการค้าชุมพร’ ชี้ถ้าทำได้ ใต้พัฒนาอีกมาก ฝากเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นธรรม ด้าน ‘ภาคประชาชน’ รับสภาพ พ.ร.บ. SEC เดินหน้าชัวร์ ย้ำ แลนด์บริดจ์เพื่อนักการเมือง ชาวบ้านไม่ได้ประโยชน์

ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ (วันที่ 10 ก.พ. 69) ในพื้นที่ จ.ระนอง และ ชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการ แลนด์บริดจ์ เชื่อมอ่าวไทย–อันดามัน ที่ยังมีข้อถกเถียงในสังคม ปรากฏว่าผู้สมัครจาก พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ผลักดันนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สามารถกวาดคะแนนได้อย่างท่วมท้นมาเป็นอันดับ 1 ทุกเขต และครองชัยชนะทั้ง 2 จังหวัด

โดยผลอย่างไม่เป็นทางการ ทั้ง 3 เขตของ จ.ชุมพร ได้แก่

เขต 1 วิชัย สุดสวาสดิ์ ได้คะแนน 43,318 คะแนน คิดเป็น 47.83%

เขต 2 กิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ ได้คะแนน 33,428 คะแนน คิดเป็น 34.83%

เขต 3 สุพล จุลใส ได้คะแนน 39,753 คะแนน คิดเป็น 45.71%

ขณะที่ จ.ระนอง ซึ่งมีเพียงเขตเลือกตั้งเดียว คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ทิ้งห่างคู่แข่ง ด้วยคะแนน 56,553 คะแนน คิดเป็น 71.07% ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่ง สส. ยกจังหวัดเช่นกัน

ผลการเลือกตั้งดังกล่าวสอดคล้องกับท่าทีของ พรรคภูมิใจไทย ก่อนหน้านี้ที่ผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์อย่างจริงจัง โดยเมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึงทิศทางโครงการแลนด์บริดจ์ในพื้นที่ระนอง-ชุมพร ว่า โครงการดังกล่าวเป็นแนวคิดที่ตนเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม และจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เนื่องจากมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและบทบาทของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งของภูมิภาคอาเซียน

อนุทิน ยังระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และเมื่อถูกถามถึงการสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่น ก็ย้ำว่า แม้จะมีหรือไม่มี ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะพรรคภูมิใจไทยสามารถเดินหน้าโครงการนี้ได้ด้วยตัวเอง

เมื่อผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการออกมาแบบนี้ ในฐานะของเครือข่ายภาคประชาชน และภาคธุรกิจ ที่เคยแสดงออกถึงการคัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับการมีโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้น จึงมีหลากหลายมุมมองสะท้อนถึงผลการเลือกตั้ง รวมถึงความกังวลต่ออนาคตการพัฒนาในพื้นที่

ภาคประชาชนจับตาเข้ม เชื่อ อนุทินนายกฯ แลนด์บริดจ์มาแน่

สมโชค จุงจาตุรันต์ เครือข่ายปกป้องแผ่นดินชุมพร-ระนอง ให้ความเห็นกับ The Active ว่า ว่าที่รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ อนุทิน และคณะ จะผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ 100% เพราะสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง ได้ตรวจสอบไปที่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พบว่า รายงาน EHIA ของท่าเรือทั้งแหลมริ่วและอ่าวอ่าง เข้าสู่กระบวนการของ สผ.แล้ว เป็นสัญญาณบ่งชัดว่า รายงาน EHIA เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ รอ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) เคาะ และหากรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน เชื่อว่า หลังจากนี้ประมาณ 60 วัน ที่ กกต.จะรับรองประกาศผล น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น รัฐบาลอาจจะหยิบยก ร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ที่เป็นร่างของ สนข. เข้า ครม. เพื่อให้มีมติรับเป็นร่างของรัฐบาล และนำร่าง พ.ร.บ. SEC อีก 3 ฉบับ คือ ร่างของ อนุทิน ชาญวีรกูล, ร่างที่เสนอโดย สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง อดีต สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย และ ร่างของ อนุชา บูรพชัยศรี อดีต สส.รวมไทยสร้างชาติ (ปัจจุบัน ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 28) รวมเป็น 4 ร่าง จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา เพื่อศึกษาและรวมเป็นร่างเดียวในชั้นกรรมาธิการ เชื่อว่า “รัฐบาลภายใต้การนำของคุณอนุทิน รัฐบาลทำแน่นอน”

สมโชค จุงจาตุรันต์ เครือข่ายปกป้องแผ่นดินชุมพร-ระนอง

ส่วนแนวทางหลังจากนี้ที่เคยปรึกษากับเครือข่ายฯ มีมติร่วมกันว่า สผ. กับ คชก. อาจจะต้องลงพื้นที่เพื่อมาดูหน้างาน และประชาชนจะไปร่วมแสดงพลังว่าเราไม่เอาโครงการนี้ เพื่อให้ สผ. และ คชก. ได้เห็นว่า รายงานที่จัดทำโดยผู้พัฒนาโครงการที่บอกว่า ไม่มีผู้คัดค้าน “เป็นความเท็จ” ขณะเดียวกันการพิจารณาของ สผ. น่าจะมีหลายครั้ง และครั้งใดก็ตามที่เกิดการชี้ขาดโดย สผ. จะนำพี่น้องประชาชนไปแสดงพลังคัดค้านที่ สผ. นี่คือแนวทางเบื้องต้น

“มีผู้สมัคร สส. บางคนลงพื้นที่ไปให้ข้อมูลกับชาวบ้านว่า “ถ้าโครงการสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ก็จะไม่สร้างโครงการ” นี่คือสิ่งที่บอกกับชาวบ้าน แต่ในขณะเดียวกันในโซเชียลมีเดียก็ประกาศชัดเจน ว่าจะเดินหน้าเต็มที่ และยังให้ข้อมูลอันเป็นเท็จกับประชาชนฝั่งระนองว่า ไม่มีการถมทะเล มีการทำสะพานเชื่อมออกไปกลางทะเลนำเรือมาเทียบแล้วยกสินค้า ซึ่งข้อมูลเหล้านี้ล้วนเป็นข้อมูลเท็จ มองว่ารัฐบาลขาดความจริงใจ”

สมโชค จุงจาตุรันต์

พร้อมยอมรับว่า บรรยากาศก่อนการเลือกตั้งในพื้นที่ “ชาวบ้านเชื่อว่าโครงการนี้ไม่เกิด” เพราะ เขาบอกว่าถ้าโครงการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน รัฐบาลก็จะไม่สร้าง ประกอบกับการให้ข้อมูลว่ารัฐบาลมีความจริงใจ ทำเอกสารสิทธิ์ออกเป็นโฉนด แต่ภายหลังพบว่า บางรายได้โฉนดครุฑสีเขียว หรือ น.ส.3 ก. ที่ออกโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ ที่ดิน สปก. นั่นเอง แต่โฉนดครุฑแดง หรือ น.ส.4 ที่ออกโดยกระทรวงมหาดไทยยังไม่เห็น “เป็นการหลอกชาวบ้านอีกเรื่อง”

เครือข่ายปกป้องแผ่นดินชุมพร-ระนอง บอกอีกว่า จากการอ่านนโยบายพรรคภูมิใจไทย ที่แถลงต่อ กกต. ก็ไม่พบเรื่องนี้ แต่มั่นใจว่ารัฐบาลจะผลักดันแน่นอน เพราะว่า ในพื้นที่ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย มีบุคคลที่ใกล้ชิดนักการเมืองกว้านซื้อที่เป็นจำนวนมาก ทำให้เห็นว่าโครงการนี้เป็นผลประโยชน์นักการเมืองอย่างแท้จริง

สอดคล้องกับ ทม สินสุวรรณ เครือข่ายรักษ์ระนอง บอกกับ The Active ว่า ชัดเจนอยู่แล้วที่ อนุทิน เอาแลนด์บริดจ์ แต่อยากให้มองชาวบ้านที่หากินกับทะเล และพิจารณาเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหม อย่าทำเป็นท่าเรือ เพราะพี่น้องชาวประมงหากินอยู่ที่ดอนตาแพ้ว อ่าวอ่าง อยากให้ดูความเดือดร้อนของชาวบ้านก่อนตัดสินใจ

ทม สินสุวรรณ เครือข่ายรักษ์ระนอง

“ทุกครั้งที่เดินทางไปพบ ไม่ได้เจอ นายกฯ อนุทิน เลยแม้แต่ครั้งเดียว มีเพียงให้ตัวแทนมารับ บอกว่าจะพิจารณาและให้คำตอบ แต่จนถึงตอนนี้ยังไร้คำตอบ แต่หากจะเดินหน้าอีกหลังจากนี้ ชาวบ้านก็จะเดินทางไปอีก เพราะชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จากการไม่มีที่อยู่ไม่มีที่ทำกิน”

“ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง สส.ที่หาเสียง บอกชัดเจนว่าดันแลนด์บริดจ์ พอผลออกมาแบบนี้รู้สึกหมดแรง แต่ยังยืนยันจะสู้ เชื่อว่าคงมีอะไรบางอย่างที่ทำให้คนเลือกกลับมาอีก ตอนแรกคิดว่าการเลือกตั้งจะเป็นโอกาสปิดทางแลนด์บริดจ์”

ทม สินสุวรรณ

ทม ยังย้ำว่า คนระนองที่เดือดร้อน ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เขาเริ่มโครงการฯ เมื่อไหร่ ก็ต้องออกจากที่ทันที แต่เบื้องต้นคุยกับเครือข่ายว่าหากจะเดินหน้าโครงการฯ ก็จะไปรวมตัวที่รัฐสภา เพราะเคยบอกกับนายกฯ อนุทิน ว่าอย่าทำ ถ้ายังทำเราจะไปนอนที่รัฐสภา

“ใจลึก ๆ อยากสู้ใจจะขาดเรื่องแลนด์บริดจ์ เพราะคิดถึงอนาคตของลูกหลานและพี่น้องที่ต้องอยู่ไปอีกนาน แต่มะอายุมากแล้ว เดินก็ไม่ไหว และมีโรคประจำตัวหอบหืด ปอดมีข้างเดียว แต่มะทมก็ยังสู้ ขอฝากให้ท่านนายกฯ อนุทิน จงพิจารณา คิดกับชาวบ้าน ว่าที่ชาวบ้านอยากได้แบบไหน อยากได้อะไร แต่ถ้าโครงการแลนด์บริดจ์มันเป็นของนักธุรกิจ เป็นของนายทุน แล้วชาวบ้านได้อะไร มีแต่เดือดร้อน จะให้ไปอยู่ที่ไหน หากินที่ไหน และลองคิดว่าถ้าเป็นครอบครัวของท่านนายกฯ คิดบ้างไหมว่าลูกหลานของท่านเดือดร้อน แต่นี่คนลำบาก คนยากไร้ และลงมาดูว่าเขาหากินอย่างไร อยู่อย่างไร อย่าฟังแต่ สนข. อย่าทำเป็นท่าเรือ ทำเป็นที่ท่องเที่ยว ทำเป็นมรดกโลก ทำอะไรก็ได้อย่าให้กระทบประชาชนคนยากไร้”

ทม สินสุวรรณ

ขณะที่ สมบูรณ์ คำแหง โพสต์ผ่าน เฟซบุ๊กส่วนตัวหลังผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ว่าจะติดตามนโยบายที่เสนอไว้ ทั้งเรื่อง แลนด์บริดจ์ กฎหมาย SEC และอีกหลายโครงการในภาคใต้ ซึ่งคิดว่ารัฐบาลอนุทินมีความชัดเจนในเรื่องนี้

สมบูรณ์ คำแหง

ในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ในนามภาคประชาชนคนใต้ พยายามจัดเวทียื่นข้อเสนอกับพรรคการเมืองและได้เชิญชวนมาก็มาทุกพรรคยกเว้น พรรคภูมิใจไทย ชัดเจนว่าเขาจะรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นความท้าทายของภาคประชาชนแบบพวกเราต่อไปว่าภายใต้รัฐบาลชุดนี้ที่จะบริหารประเทศไปอีก 4 ปีข้างหน้า มีประเด็นที่ต้องทักท้วง เรียกร้อง หรือต้องคัดงางกับรัฐบาลในอนาคตข้างหน้านี้อย่างแน่นอน

“ผมไม่ได้หมายความว่าถ้าเป็นรัฐบาลพรรคอื่น หรือ พรรคประชาชน เราจะนิ่งสงบ ผมคิดว่าในมิติการเมือง รักชอบพรรคไหน เห็นพรรคไหนที่จะเป็นทางออกของประเทศนี้ แต่ในการทำหน้าที่บริหารประเทศ พรรคการเมืองใดที่ไม่เห็นหัวประชาชน ภาคประชาชนอย่างผมต้องออกมาแสดงท่าทีในสังคมสาธารณะเหมือนที่ผ่านมา”

เราไม่ได้อยู่ในฐานะของคนที่ขวางการพัฒนา แต่คนแบบเราในสังคมนี้ต้องมี เพราะไม่งั้นจะไม่มีใครที่แสดงความเห็นที่แตกต่าง หรือตั้งข้อสังเกต ถึงทิศทางการพัฒนาในบางมิติที่อาจจะต้องทักท้วงบ้างเป็นเรื่องปกติ”

สมบูรณ์ คำแหง

ปธ.หอการค้าชุมพร เชื่อผุดแลนด์บริดจ์ได้ ใต้พัฒนาอีกมาก
ฝากเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นธรรม

ด้าน กมล เรืองตระกูล ประธานหอการค้าจังหวัดชุมพร ก็แสดงความเห็นกับ The Active โดยมองว่า จังหวัดชุมพรมีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ของประเทศ จากสภาพภูมิศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงการขนส่งได้ทั้งแนวเหนือ ใต้ และ ตะวันออก ตะวันตก เป็น “จุดรวมของโลจิสติกส์” หรือ “สี่แยกใหญ่ของประเทศ” สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ มองว่า ยังอยู่ในช่วงที่ไม่ชัดเจน ซึ่งในส่วนของภาคเอกชนในพื้นที่ พร้อมสนับสนุน แต่สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างจะได้รับผลกระทบจากการโยกย้ายถิ่นฐาน ตรงนี้ต้องใช้กฎหมายพิเศษเข้ามาดูแล

กมล เรืองตระกูล ประธานหอการค้าจังหวัดชุมพร

ประธานหอการค้า จ.ชุมพร ยังระบุอีกว่า หากจะเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์ จำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เพราะไม่สามารถใช้เกณฑ์การเวนคืนในอัตราปกติได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถูกกำหนดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ

“การเยียวยาต้องทำให้เกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เอากฎหมายทั่วไปมาใช้ เพราะมันไม่คุ้มกับการโยกย้ายชีวิตของคนในพื้นที่ อันนี้สำคัญมาก”

กมล เรืองตระกูล

กมล ยังย้ำว่า แม้ร่าง พ.ร.บ. SEC จะเป็นกฎหมายหลักที่ครอบคลุมภาพใหญ่ แต่ประเด็นการเวนคืนที่ดินและการชดเชยผลกระทบจำเป็นต้องใช้กฎหมายเฉพาะ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างชัดเจน ตราบใดที่กฎหมายยังไม่ผ่านสภา พอไม่มีความชัดเจน มันก็เกิดช่วงสุญญากาศ ชาวบ้านก็คิดไปได้หลายทาง บางส่วนยินดี บางส่วนก็ยังคัดค้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจำนวนหนึ่งเป็นพื้นที่ป่า ทำให้ชาวบ้านกังวลว่าจะไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม หากใช้กฎหมายปกติ

“ถ้าไปอิงกฎหมายธรรมดา มันไม่คุ้มกับการโยกย้ายเลย เพราะฉะนั้นต้องมีรูปแบบพิเศษเข้ามาคุยกัน ซึ่งทั้งหมดก็ยังขึ้นอยู่กับความจริงใจของฝ่ายการเมืองว่าจะผลักดันมากแค่ไหน”

กมล เรืองตระกูล

ประธานหอการค้า จ.ชุมพร ยังมองว่า หากท้ายที่สุดโครงการแลนด์บริดจ์ไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ชุมพรควรมีอย่างน้อยคือ “ท่าเรือน้ำลึก” เนื่องจากปัจจุบันระบบราง โดยเฉพาะรถไฟทางคู่ ได้พัฒนามาถึงชุมพรแล้ว และถูกวางบทบาทให้เป็นฮับของระบบรางในอนาคต ชุมพรตอนนี้เหมือนเป็นศูนย์กลางของการรถไฟ เฟสต่อไปก็จะลงไปทางใต้ และเมื่อ พ.ร.บ.ขนส่งทางรางเกิดขึ้น กรมขนส่งทางรางจะเป็นเรกูเลเตอร์ เปิดให้เอกชนเข้ามาเดินรถได้ ระบบโลจิสติกส์ของประเทศจะเปลี่ยนไปเยอะมาก เชื่อว่า หากประเทศหันมาใช้ระบบรางมากขึ้น จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศจากประเทศผู้ส่งวัตถุดิบ สู่ประเทศผู้ผลิต

นอกจากนี้ จ.ชุมพร มีจุดแข็งด้านวัตถุดิบการเกษตร ทั้งผลไม้ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่ยังส่งออกในรูปวัตถุดิบ ส่งออกยางพาราเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่กลับไปซื้อยางล้อสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ทั้งที่วัตถุดิบมาจากเรา ถ้ามีพื้นที่หลังท่าเรือ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เราจะส่งออกเองได้

“ฝากไปถึง กระทรวงคมนาคมและฝ่ายนโยบายว่า ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาโลจิสติกส์ในพื้นที่ชุมพรอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นแลนด์บริดจ์ หรือการพัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงกับ พ.ร.บ. SEC ที่จะครอบคลุมพื้นที่ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ทำเลแบบนี้ ไม่มีที่ไหนดีกว่านี้แล้ว ถ้าผลักดันได้จริง ภาคใต้จะพัฒนาได้อย่างมาก

กมล เรืองตระกูล

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active