10 สส.ประชาชน ยันเจตนารมณ์แก้ กม.ไม่ได้มุ่งร้ายต่อระบอบการปกครอง-พร้อมสู้คดี

“เท้ง” ย้ำ เงื่อนไขจากคำสั่งศาล ไม่กระทบแนวทางพรรค ไม่มีลด-เพิ่มเพดานอะไร พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ตรวจสอบรัฐบาลเข้มข้น ขณะที่ “หมอวาโย” กางไทม์ไลน์ คาดใช้เวลา 1-2 ปี มั่นใจกระบวนการยุติธรรมให้ความเป็นธรรม

ตามที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องของ ป.ป.ช. ที่กล่าวหาว่า อดีต สส. พรรคก้าวไกล 44 คน ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หลังร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ 10 คน สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ห้ามไม่ให้กระทำซ้ำหรือกระทำการใด ๆ หรือแสดงความคิดเห็นซึ่งการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้องนั้น

วันนี้( 24 เม.ย. 69) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีม 10 สส.ที่เกี่ยวข้องกับคดีร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แถลงจุดยืน โดยระบุเพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งศาล จึงขอเพียงแค่ยืนยันว่า การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายนั้น ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

“นัยของคดีนี้สำคัญกว่าอนาคตทางการเมืองของพวกผม คือเรื่องอนาคตของประชาธิปไตยไทย ซึ่งเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ที่ต้องการระบอบการเมืองที่มีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจต่อทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน  ไม่ใช่ระบอบที่ใช้อำนาจเพื่อปกป้องการแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม เราไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงคราม เพื่อรักษาระบอบการเมืองที่เป็นมรดกของการรัฐประหาร ซึ่งต้องการลดทอนอำนาจของประชาชนลง แล้วกินรวบอำนาจและผลประโยชน์ไว้ที่กลุ่มชนชั้นนำและนักการเมืองบางกลุ่มโดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศและประชาชน”

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ณัฐพงษ์ ย้ำว่า จะดำเนินการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องรักษาความชอบธรรมของอำนาจผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนร่วมกับประชาชนในการเปลี่ยนผ่านการเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการเตรียมแนวทางสู้คดี โดยคาดหวังความยุติธรรมในกระบวนการของศาลฎีกาฯ อย่างน้อยปลายทางสุดท้าย ในกระบวนการนิติวิธีหลังจากนี้ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็จะมาจบที่ศาลฎีกาฯ ซึ่งเป็นศาลสูงสุดในกระบวนการยุติธรรม คงจะต้องต่อสู้ไปอีกนานพอสมควร เพราะสำนวนคดีนี้เกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรม เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งในสำนวนนี้มีผู้คัดค้านถึง 44 คน แต่ละคนก็มีพยานหลักฐานและพยานบุคคล ที่ต้องการขอหมายจากศาล เพื่อเชิญพยานบุคคล และหลักฐานภายนอกเข้ามา เพราะฉะนั้นคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี

นพ.วาโย ยังคาดหมายว่าจะได้รับความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมาได้คัดค้านและโต้แย้งมาโดยตลอด ว่าการไต่สวนของ ป.ป.ช.เป็นไปโดยมิชอบ และไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริงในกระบวนการของ ป.ป.ช. เพราะบางคนขอหมาย ยื่นพยานจาก ป.ป.ช. แค่หมายเดียว ป.ป.ช.ก็ยังไม่ออกให้เลย และทั้ง 43 คน ไม่มีใครได้รับอนุญาตจาก ป.ป.ช.ที่จะได้รับหมายขอพยานบุคคลภายนอกเลย จึงคิดว่าน่าจะได้รับความเป็นธรรมในศาล และคำร้องคัดค้านของตัวเองที่ยื่นต่อศาล ขอให้ศาลวินิจฉัยถึงกระบวนการอันมิชอบของ ป.ป.ช. ก็ยังคงอยู่ ไม่ได้ยกคำร้องของตัวเองไป ซึ่งอาจจะมีคำสั่ง เดียวกันไปในคราวเดียวกัน กับคำพิพากษาก็ได้

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน

“ในโอกาสนี้ศาลได้เปิดโอกาสให้ ป.ป.ช. โต้แย้งคำพิพาทของตัวเอง ภายใน 14 วัน เพราะถือว่าเป็นกระบวนการที่ชอบแล้ว ป.ป.ช. ก็โต้แย้งมาแล้วกัน เหตุผลที่บอกว่าพยานหลักฐานที่ตนเองขอไปทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับคดี ปปช ก็ต้องตอบให้ได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร แต่ทั้งนี้ทั้ง 10 คน เมื่อได้รับคำสั่ง ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปแบบมีเงื่อนไข จะเห็นว่าเงื่อนไขค่อนข้างกว้าง ต้องตีความและผูกอยู่กับคำร้อง โดยแต่ละคนคงจะได้รับคำร้องและเตรียมข้อมูล ดูเนื้อหาตามคำร้องอย่างละเอียด เพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเหมาะสม”

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง

นพ.วาโย ยังกล่าวถึงกรณี 10 สส.หาก ป.ป.ช. ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาล ว่าสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพราะเป็นคู่ความในคดีในฐานะผู้ร้อง ส่วนกรณี สนธิญา สวัสดี ไปยื่นร้องคัดค้านคำสั่งศาล แม้จะอ้างว่าเป็นผู้ร้องในชั้น ป.ป.ช. แต่คู่ความในคดีนี้คือ ป.ป.ช. กับ 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล คาดว่าศาลจะไม่รับคำร้อง เพราะไม่ใช่คู่ความ

ณัฐพงษ์ ยืนยันการทำหน้าที่ต่อของฝ่ายค้าน กับความเข้มข้นในการตรวจสอบรัฐบาล ทำอย่างเข้มข้นมาโดยตลอดอยู่แล้ว ส่วนคำสั่งศาลที่ออกมามีเงื่อนไข ที่อาจทำให้หลังจากนี้จะมีการลดเพดานขับเคลื่อนประเด็นที่แหลมคมแบบนี้หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่า คงไม่ได้มีการลดเพิ่มเพดานอะไร ก็เดินหน้าในแบบที่เคยทำมาโดยตลอด วันนี้ไม่อยากให้มองในประเด็นคำสั่งศาลอย่างเดียว อยากให้มองว่าสิ่งที่กำลังทำลายประเทศนี้อยู่ ก็คือการทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในฐานะผู้แทนราษฎร วันนี้ก็ไม่ได้ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมใช้อำนาจทุกอย่างที่มีในฐานะ สส. ในสภาฯ เพื่อขับเคลื่อนทุกอย่างต่อไป ย้ำว่าไม่มีการเพิ่มหรือลดเพดานอะไร

ส่วนทิศทางของพรรคหลังจากนี้ ที่ถูกหลายฝ่ายมองว่าอาจจะลดโทนลงมา และมีการถกเถียงกันในสังคม หลายแนวทาง และพรรคเดินไปในทิศทางไหน ณัฐพงษ์ ก็ยืนยันว่า โจทย์ใหญ่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคประชาชน และและการขับเคลื่อนทางการเมืองก็ไม่จำเป็นต้องเลือก เราจำเป็นต้องเดินหน้าในทุกกระดาน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active