เปลี่ยนที่มารายได้ ไทยพีบีเอส แค่ข้ออ้าง เปิดช่องแทรกแซงสื่อ ?

นักวิชาการ ห่วง เปลี่ยนที่มารายได้ไทยพีบีเอส ทำให้งบฯ ที่ให้บริการประชาชนที่น้อยอยู่แล้วถูกเบียดมากขึ้น พร้อมยกบทเรียนองค์กรอิสระถูกแทรกแซง เมื่อรับงบฯจากรัฐ แจงมีกลไกการตรวจสอบรายได้และเส้นทางการเงินอยู่แล้ว​ การยกเรื่องวินัยการเงินการคลังเป็นแค่ข้ออ้าง “เจิมศักดิ์” เปรียบไทยพีบีเอสเหมือนก้างขวางคอคนที่อยากรวบอำนาจ


จากกรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นเสนอร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย โดยอ้างว่าทำเพื่อสร้างวินัยทางการเงินการคลัง ซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของรายได้ในองค์กร จึงเกิดเป็นข้อถกเถียงถึงความเหมาะสมและความอิสระของสื่อ

วันนี้ (4 ต.ค. 2569) ไทยพีบีเอส เชิญนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ และตัวแทนผู้บริโภค มาร่วมแลกเปลี่ยนในวงเสวนาเปลี่ยน “กระเป๋าเงิน” ไทยพีบีเอส “วินัยการเงินประเทศ” ดีขึ้นจริงหรือไม่? เพื่อแสดงให้เห็นถึงที่มาที่ไปและสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากมีการแก้ไขขึ้นจริง ​โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า เวลาเราพูดถึงคำว่าวินัยการเงินการคลัง ก็มักจะนึกถึงการไม่กู้หนี้ยืมสินเยอะ ​แต่หากดูตัวเลขเงินบำรุงที่ปันส่วนไปให้ไทยบีพีเอสหากเปรียบเทียบกับงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลทั้งหมด เม็ดเงินจำนวนนี้ยังถือว่าน้อยมาก เพราะฉะนั้น ตัวเลขจำนวนนี้ไม่ได้ทำให้เสียวินัยการเงินการคลัง

“การให้ไปขอจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งจากงบประมาณแผ่นดินปี 2570 ที่เพิ่งผ่านมา ไม่มีงบลงทุนเหลือแล้ว เหลือแต่งบประจำคือพวกเงินเดือน ค่าน้ำค่าไฟของหน่วยราชการ เพราะฉะนั้นการบอกให้ไปของบประมาณแผ่นดินก็คือการไปเบียดจากกระทรวงต่าง ๆ ที่ให้บริการประชาชน ที่น้อยอยู่แล้วก็จะถูกเบียดมากขึ้น”

นอกจากนี้ สมเกียรติ ยังตั้งคำถามกลับไปถึง ศุภชัย ใจสมุทร ว่า ที่ผ่านมา ศุภชัย เองก็มีแนวทางทางการเงินที่ขัดกับการสร้างวินัยทางการเงิน​ อย่างกรณีผลักดันแก้ปัญหาหนี้ กยศ.โดยไม่เตรียมแหล่งรายได้อื่นเข้ามาแทนที่มองได้ว่าเป็นการไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง เพราะมีผลทำให้ กยศ. ขาดสภาพคล่อง นักศึกษาใหม่ขาดแคลนแหล่งเงินทุน อีกทั้งทำให้ผู้กู้ยืมรู้สึกว่าเงิน กยศ. เป็นเงินฟรีจากรัฐบาล สิ่งนี้ต่างหากที่แสดงให้เห็นถึงการไม่รักษาวินัยการเงิน

ขณะเดียวกัน รศ. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการและสื่อมวลชนอาวุโส ระบุว่า คำว่าวินัยการเงินการคลังไม่ได้หมายความว่าเงินจำเป็นจะต้องส่งมาที่ส่วนกลางเสมอไป และส่วนกลางเป็นคนจัดสรรเพียงอย่างเดียว

ที่สำคัญคือการทำความเข้าใจว่าเงินของประชาชนควรใช้อย่างไรและก่อให้เกิดอะไรที่คุ้มค่าบ้าง หากมองว่าไม่คุ้มค่า ก็ควรจะมองไปข้างหน้าว่ามีวิธีที่ไหนที่ใช้เงินเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในความเห็นของรศ.ดร.เจิมศักดิ์มองว่า ข้อเสนอของพรรคภูมิใจในประเด็นนี้จึงเป็นเพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น

นอกจากนี้ รศ.เจิมศักดิ์ ยังตั้งคำถามต่อวิธีการว่า ทำไมผู้เสนอถึงเลือกตัดการส่งเงินบำรุง แล้วค่อยไปเพิ่มภาษีสรรพสามิตกับกลุ่มธุรกิจสุรายาสูบเอาทีหลัง ทั้งๆ ที่สามารถเลือกแนวทางไม่ต้องตัดการส่งเงินบำรุง แต่เพิ่มภาษีไปเลยก็ได้

ด้าน มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ เปิดเผยว่า ขณะนี้ไทยพีบีเอสเองก็มีหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบข้อมูลเรื่องรายได้และเส้นทางการเงินอยู่แล้วสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน อีกทั้งความเป็นสื่อสาธารณะยังทำให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้เช่นกัน ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ใช้การตรวจสอบการเงิน แต่ยังรวมไปถึงการร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหา แนวทางของช่องอีกด้วย

KPI ของไทยพีบีเอสจึงไม่ได้ดูแค่ยอดคนดูเพียงอย่างเดียว แต่ในฐานะสื่อสาธารณะต้องมีความคุ้มค่าในการให้ประโยชน์กับสังคมด้วย เช่น ที่ผ่านมาช่องเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนหรือไม่ ได้ทำหน้าที่เป็นความหวังในกับประชาชนในยามวิกฤตหรือไม่ หรือรักษาได้ความมีจริยธรรมสื่อไว้ได้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่

“สิ่งหนึ่งที่ผมสอนนักศึกษาเรื่องการเท่าทันสื่อ อย่างแรกคือการต้องรู้ว่าเจ้าของสื่อเป็นใคร ถ้าคุณเป็นเจ้าของสื่อ คุณก็คงไม่ให้สื่อมาด่าตัวเองหรอก”

มานะมองว่า แหล่งที่มาของรายได้มีผลต่อการทำข่าวในระยะยาว ความมั่นคงของรายได้เดิมทำให้สื่อสามารถวางแผนได้ว่าด้วยงบประมาณเท่านี้ กำลังคนเท่านี้ แผนการทำงานล่วงหน้าควรจะเป็นอย่างไร แต่หากเปลี่ยนมาใช้เป็นงบประมาณรายปี ก็อาจจะเกิดความสั่นคลอนต่อแผนในอนาคต

ด้าน สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า รัฐบาลไม่ต้องกลัวการถูกตรวจสอบ ถ้ารัฐทำดี สื่อก็จะสนับสนุน ขณะเดียวกันเรื่องที่รัฐทำแล้วขัดกับผลประโยชน์ประชาชน รัฐก็ต้องยอมรับในเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเช่นกัน

สารี เพิ่มเติมว่า ต้องแยกประเด็นระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพของไทยพีบีเอสให้มีคนดูเยอะขึ้น มีเนื้อหาที่มีคุณภาพขึ้น กับเรื่องการเงิน เพราะไม่ได้หมายความว่าสื่อจะดีขึ้นได้จากการรับเงินงบประมาณเพียงอย่างเดียว ไทยพีบีเอสสามารถปรับประสิทธิภาพของตัวเองได้ ถึงแม้ใช้แหล่งทุนเดิม

“สิ่งที่เราอยากเห็นมากกว่าคือการจัดลำดับการใช้งบประมาณแผ่นดิน เช่น เราไม่อยากให้รัฐปรับปรุงถนนบนถนนเดิม แต่อยากให้เอาเงินมาปรับปรุงขนส่งสาธารณะ”

วินัยการเงินการคลังในทรรศนะของ สารี จึงหมายถึงการนำเงินไปสร้างประโยชน์และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนจริง ๆ ซึ่งควรเป็นไปตามลำดับความสำคัญ

“เราไม่ควรจะต้องดูทีวีผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว ต้องนึกถึงว่าในบางพื้นทีห่างไกลที่ไม่สามารถดูได้ แล้วตอนนี้การเข้าถึงสื่อดิจิทัลก็กำลังมีปัญหา อันนี้คือความสำคัญของทีวีสาธารณะ หลักที่พูดเรื่องเงินมันคือการรับประกันความอิสระ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล รับประกันว่ามีอำนาจในการตรวจสอบ”

ขณะเดียวกันมีการตั้งคำถามว่า องค์กรอิสระอื่น ๆ ก็มีความเป็นอิสระจากรัฐแต่ก็ยังอยู่ในระบบงบประมาณปกติได้ ทำไมไทยพีบีเอสถึงจะทำไม่ได้?


สมเกียรติ ระบุว่า ที่ผ่านมาองค์กรอิสระอื่น ๆ ในไทยอย่าง กกต. ป.ป.ช. เองก็ถูกประชาชนตั้งคำถามถึงการทำงานมามากมาย ที่สำคัญคือองค์กรอิสระในไทยมาจากการแต่งตั้งโดยวุฒิสภา ซึ่งก็มีข้อกังขาอยู่อีกว่าวุฒิสภาที่ได้มานั้นเป็นอิสระจริงหรือมาจากการฮั้วกันแน่ เพราะฉะนั้นความอิสระไม่ใช่แค่เงินอย่างเดียว แต่รวมไปถึงโครงสร้างการจัดสรรด้วย

แม้จะบอกว่าเป็นองค์กรอิสระ ก็มีตัวอย่างขององค์กรอิสระในต่างประเทศที่หากมีความเห็นต่าง หรือคัดค้านแนวทางของรัฐบาล ก็จะถูกตัดงบไปในที่สุด

“ในเม็กซิโกมีสถาบันการเลือกตั้งแห่งชาติ คล้าย ๆ กับ กกต. บ้านเรา ถูกตัดงบเพราะรัฐบาลมองว่า องค์กรนี้เป็นของกลุ่มคู่อำนาจฝั่งตรงข้าม หรือในแอฟริกาใต้ที่ตัดงบผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยเหตุที่มองว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้าม หรือไม่อยู่ในอาณัติของตัวเอง” สมเกียรติ​ กล่าว ​ พร้อมย้ำว่า องค์กรอิสระ คงจะเหลือความอิสระแค่ชื่อเท่านั้น ถ้าไม่ได้ปราศจากการควบคุมทางการเงิน ทางโครงสร้าง และทางบุคลากร

ถามว่าใครได้ประโยชน์เสียประโยชน์จากความพยายามครั้งนี้ รศ.เจิมศักดิ์ กล่าวว่า คนที่เสียประโยชน์ คือคนตัวเล็กตัวน้อย คน​ชายขอบ เยาวชน และคนที่อยากได้ความจริงจากสังคม เพราะประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ คือประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง คนจะมีส่วนร่วมได้ต้องได้ข่าวสารข้อมูลที่สมบูรณ์



“กลับกันเพราะฉะนั้นคนที่จะได้ประโยชน์ก็คือคนที่หวังจะรวบบ้านรวบเมือง หรือหวังรวบอำนาจบ้านเมืองเพราะเหมือนไทยพีบีเอสเป็นเหมือนก้างขวางคอ เป็นห่วงว่าวันนี้มีการรวบอำนาจ ไม่ว่าจะสภาล่าง สภาบน องค์กรอิสระทั้งหลาย เพราะฉะนั้นถ้าสื่อถูกรวบอำนาจก็จะไม่เหลือแล้ว”

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active