แนะ นายกฯ-รัฐบาล เปลี่ยนจากตั้งรับ เป็นบริหารเชิงรุก ส่งตัวแทนคุยทุกม็อบตั้งแต่ต้น เร่งแจงข้อเท็จจริง ข้อเรียกร้องไหนทำได้ สิ่งไหนต้องใช้เวลา พร้อมทำข้อตกลงร่วมให้ชัดเจน ชี้ หากปล่อยชุมนุมยืดเยื้อ เสี่ยงขยายผลต่อศึกซักฟอก เตือนมวลชน รักษาระยะห่างนักการเมือง-แกนนำเก่า ๆ หวั่นเสียความชอบธรรม
วันนี้ (8 พ.ย. 69) เครือข่ายแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน (นปผ.) นำโดย กำนันมะโน – มะโน เครือแก้ว กำนันตำบลกระบี่น้อย จ.กระบี่ นำมวลชนเคลื่อนจาก จ.เพชรบุรี มุ่งทำเนียบรัฐบาลเพื่อปักหลักชุมนุมยื่นข้อเรียกร้องแก่รัฐบาลเพื่อขอให้แก้ปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหายาเสพติด และเรียกร้องให้ลดราคาน้ำมันดีเซล
กำนันมะโน ย้ำว่า การออกมาเคลื่อนไหวในฐานะประชาชน คาดหวังให้รัฐบาลรับฟัง และเร่งแก้ ปัญหาให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด ไม่มีนักการเมืองหรือนายทุนอยู่เบื้องหลัง ท่ามกลางแนวร่วมที่เตรียมเดินทางเข้ามาสมทบอีกในวันนี้

เช่น กลุ่มต่อต้านรัฐบาลกินรวบ (ต.ร.ก.) ได้เดินทางเข้ามาบริเวณป้ายรถเมล์ด้านหน้าสำนักงาน ก.พ.ร. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล, เครือข่ายคัดค้านโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด, กลุ่มประชาชนผู้เดือดร้อนจากเหมืองโปแตช-ต้านก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ, แนวร่วมทวงคืนพืชสวนโลก อ.คง จ.นครราชสีมา เป็นต้น โดยแต่ละกลุ่มมีข้อเรียกร้องและวัตถุประสงค์ในการเคลื่อนไหวแตกต่างกัน
ขณะที่วันนี้ (8 พ.ย. 69) บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ชุดเฉพาะกิจช่างสนามตำรวจได้นำตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 14 ตู้ เข้ามาเตรียมพร้อมในพื้นที่ 2 จุด ได้แก่ บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ จำนวน 4 ตู้ และสะพานมัฆวานรังสรรค์ จำนวน 10 ตู้ โดยเบื้องต้นยังไม่มีการนำตู้คอนเทนเนอร์มาใช้เป็นแนวกั้น แต่ใช้แผงเหล็กปิดกั้นการจราจรตามจุดที่กำหนดแทน พร้อมจัดกำลังตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์การชุมนุม ซึ่งคาดการณ์ว่ากลุ่มของกำนันมะโน จะเดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล ประมาณช่วงค่ำของวันนี้
ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงมหาดไทย ย้ำว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้จะต้องไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน
นักรัฐศาสตร์ ชี้ “อย่าประเมินม็อบกำนันมะโนต่ำไป”
รศ.โอฬาร ถิ่นบางเตียว รองคณบดี คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นกับ The Active ถึงการเคลื่อนไหวของมวลชนในเวลานี้ สะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐบาลในช่วง 8–9 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน ปัญหาปากท้อง ยาเสพติด ตลอดจนการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งถือเป็นการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนที่มีความคาดหวังต่อผลงานที่เป็นรูปธรรม แต่ผลงานที่ผ่านมายังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม
รศ.โอฬาร ยังวิเคราะห์ถึงจุดแตกหักที่ทำให้ประชาชนต้องมุ่งหน้ามาที่ทำเนียบรัฐบาล เกิดจากการที่ รัฐบาลยังคงใช้วิธีการบริหารจัดการในเชิงการเมือง ประเมินสถานการณ์ว่าสามารถเจรจาต่อรองได้ แต่กลับไม่ได้ลงมือแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ นอกจากนี้การสื่อสารของภาครัฐยังไม่สามารถสื่อสารถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอก เช่น วิกฤตพลังงานโลก และผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก
“เมื่อภาครัฐชี้แจงเรื่องนี้น้อยเกินไป จึงเปิดช่องให้กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ในภูมิภาคต่าง ๆ นำข้อมูลไปโจมตีรัฐบาลฝ่ายเดียว ยิ่งทำให้มวลชนตกอยู่ในสภาวะที่รับข้อมูลเกินจริง เช่น ความคาดหวังให้รัฐบาลต้องลดราคาน้ำมันลงถึง 10 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่เกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการ”
รศ.โอฬาร ถิ่นบางเตียว

แนะ นายกฯ เปิดทำเนียบทำ MOU แก้ปัญหาร่วม
เพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าและป้องกันไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการเล่นเกมการเมือง รศ.โอฬาร เสนอว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากการตั้งรับมาเป็นการบริหารจัดการเชิงรุก ส่งตัวแทนเข้าไปพูดคุยกับกำนันมะโน และแกนนำกลุ่มต่าง ๆ ตั้งแต่ต้น เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงว่าข้อเรียกร้องใดทำได้ทันทีหรือต้องอาศัยระยะเวลา พร้อมทั้งจัดทำข้อตกลงร่วม เช่น MOU หรือ MOA ที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันทั้งในเรื่องราคาน้ำมันและกรอบการทำงาน
“การแก้ปัญหาต้องร่วมกันบนการรับรู้ทั้ง 2 ฝั่ง กำนันมะโนเองก็จะได้เอาข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ไปบอกกับประชาชนต่อว่าจะแก้ปัญหาร้องกันยังไง เพราะตอนนี้การแก้ปัญหาอยู่ที่ข้าราชการ ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง แต่ประชาชนหรือว่าภาคประชาสังคมไม่มีส่วนรับรู้เลย ดังนั้นการปรับกลยุทธ์ของรัฐบาลจากการตั้งรับมาเป็นการเข้าหาประชาชนอย่างจริงใจ เป็นทางออกสำคัญที่สุดในการสลายเงื่อนไขความขัดแย้ง และป้องกันไม่ให้วิกฤตมวลชนลุกลามจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลในระยะยาว”
รศ.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
รศ.โอฬาร ยังเสนอว่า เรื่องเร่งด่วนรัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนจากการส่งเจ้าหน้าที่ไปรับหนังสือร้องเรียนแล้วเงียบหาย แต่รัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบโดยตรงต้องลงพื้นที่แก้ไขปัญหา เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกรณีปัญหามลพิษอุตสาหกรรมใน จ.ปราจีนบุรี ที่ต้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี ส่วนประเด็นซับซ้อน
เช่น การปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคใต้ รัฐบาลควรจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐ ข้าราชการ ตำรวจ และภาคประชาสังคม เพื่อแก้ปัญหาจากการรับรู้ร่วมกัน แทนที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงเพียงอย่างเดียว รวมถึงให้ความสำคัญกับกลุ่มเคลื่อนไหวอื่น ๆ เช่น ข้อร้องเรียนเรื่องเหมืองแร่โปแตช และข้อสงสัยเรื่องการทุจริตโครงการพืชสวนโลกมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท โดยต้องเข้าไปรับฟังและแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที
ประเมินทิศทางม็อบออร์แกนิก และจุดเปลี่ยนทางการเมือง
เมื่อถามถึงกระแสกำนันมะโน จะกลายเป็นการชุมนุมที่ยืดเยื้อ หรือจุดติดในทางการเมืองในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 7-11 ธ.ค.69 หรือไม่ รศ.โอฬาร ประเมินว่า ด้วยศักยภาพ และการเคลื่อนไหวของกลุ่มกำนันมะโนยังมีข้อจำกัดด้านประสบการณ์ทางการเมืองเมื่อเทียบกับแกนนำมวลชนในอดีต ประกอบกับขาดแคลนท่อน้ำเลี้ยงหรือนายทุนหนุนหลัง คาดว่าจะสามารถยึดพื้นที่เคลื่อนไหวได้ราว 2 สัปดาห์ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ หากรัฐบาลไม่เร่งเจรจากับมวลชนทั้งเรื่องราคาน้ำมัน ยาเสพติด เหมืองโปแตช และข้อสงสัยการทุจริต จะถูกฝ่ายค้านนำไปรวบรวมเพื่อขยายผลเป็นประเด็นหลักในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอย่างแน่นอน
“การเคลื่อนไหวของกลุ่มกำนันมะโน และแนวร่วมกลุ่มต่าง ๆ ถือเป็นความชอบธรรม และเป็นอิสระทางการเมืองอย่างแท้จริง แต่ต้องระวังรักษาระยะห่างจากนักการเมือง กลุ่มทุน และแกนนำการเมืองรุ่นเก่า เช่น สนธิ ลิ้มทองกุล กลุ่มแกนนำเดิมเข้ามาร่วมเคลื่อนไหว อาจส่งผลกระทบต่อความชอบธรรมของมวลชน เนื่องจากสังคมอาจมองว่าเป็นการขับเคลื่อนที่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง ดังนั้น การรักษาความเป็นมวลชนหน้าใหม่ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาการชุมนุมที่ชอบธรรมไว้“
รศ.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
