กทม. เผย แนวโน้มฝุ่น PM 2.5 ปี 2569 ดีขึ้น จับมือ กระทรวงอุตสาหกรรม จัดการมลพิษทางอากาศทั้งระบบ ครอบคลุมการคมนาคม โรงงาน เกษตร หวัง คุ้มครองสุขภาพประชาชน
วันนี้ (6 ม.ค. 69) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุถึงความร่วมมือกับ กระทรวงอุตสาหกรรม ในการ “ยกระดับมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” เดินหน้าแก้ปัญหา PM2.5 ทั้งระบบ ครอบคลุมยานพาหนะ โรงงาน และการคุ้มครองสุขภาพประชาชน
พร้อมย้ำถึงภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปีนี้ พบว่า มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งในด้านจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน และค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของฝุ่น โดยเป็นผลจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ พร้อมเน้นย้ำว่า สถานการณ์ฝุ่นแม้ว่าจะดีขึ้นแต่ก็ยังไม่วางใจ ต้องดูยาว ๆ ตลอดทั้งเดือนมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์ ซึ่งแนวโน้มจะดีขึ้นเป็นลำดับเนื่องจากอากาศที่เปิดมากยิ่งขึ้น

“ผมขอขอบคุณกระทรวงอุตสาหกรรมที่ร่วมมือกันกำกับดูแลแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการทำงานอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพระหว่าง กทม. และกระทรวงอุตสาหกรรม โดยคาดหวังให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีอากาศสะอาดสำหรับหายใจ และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ชีวิตและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครได้อย่างยั่งยืนต่อไป”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ผู้ว่าฯ กทม. ยังเผยว่า สถานการณ์ฝุ่น กทม. มีแนวโน้มดีขึ้น สามารถกล่าวได้ว่าเกิดจากความร่วมมือจากทุกหน่วยงานอย่างเข้มแข็ง ดังนี้
- ลดการเผาพื้นที่เกษตรได้ โดยอาศัยการความร่วมมือข้ามจังหวัด ลดฝุ่นจากต้นทาง เช่น จ.นครนายก และ จ.ปราจีนบุรี ให้ควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร โดยข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) พบว่า จำนวนจุดเผาในพื้นที่ดังกล่าวลดลง 28% ความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหลายจังหวัดช่วยลดผลกระทบของฝุ่นจากพื้นที่ต้นลมได้อย่างเป็นรูปธรรม
- ห้ามปล่อยรถควันดำเกิน 20% (เดิม 30%) โดยกรมควบคุมมลพิษ ได้ปรับค่ามาตรฐานควันดำให้เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้การตรวจจับมีประสิทธิภาพ สามารถจับกุมรถที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 3.5 เท่า
- ตรวจรถในไซต์ก่อสร้าง สถานประกอบการ รถที่ใข้งานต้องลงทะเบียนบัญชีสีเขียว ค่าควันดำต้องไม่เกินมาตรฐาน
- ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านโครงการ “รถคันนี้ลดฝุ่น” มีรถเข้าร่วมโครงการแล้ว 186,095 คัน สามารถช่วยลดการปล่อยมลพิษจากภาคการจราจรได้ 9.3 %
- WFH ช่วยลดรถ ลดฝุ่น ประกาศใช้เมื่อ 4 ธ.ค. 2568 มีส่วนช่วยลดปริมาณการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเห็นผล โดยพบว่าสามารถลดปริมาณการจราจรเฉลี่ยได้ 8.5% ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 47.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. เหลือ 19.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 5 ธ.ค. หรือคิดเป็นการลดลง 58%
- เพิ่มพื้นที่สีเขียว เสริมการป้องกันฝุ่น ภายใต้นโยบายปลูกต้นไม้ล้านต้น ปัจจุบันปลูกต้นไม้ไปแล้วรวม 2,326,667 ต้น เป็นไม้ยืนต้น 1,377,340 ต้น โดยในจำนวนนี้มี 932,452 ต้น ที่ปลูกเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงสีเขียวช่วยลดฝุ่นที่พัดมาจากจังหวัดต้นลม นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มสวน 15 นาทีแล้วรวมทั้งสิ้น 441 แห่ง
ขณะที่ ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การร่วมมือกับ กทม. แก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบผ่าน 3 มาตราการเชิงรุก ได้แก่
- อัปเกรดการกํากับโรงงาน รื้อฐานความคิดเดิมที่บังคับใช้มาตรฐานการปลดปล่อยมลพิษเท่ากันทุกพื้นที่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทและการขยายตัวของชุมชนเมือง จึงยกระดับมาตรฐานค่า Emission มลพิษอากาศของโรงงานใน กทม. ที่เข้มกว่ามาตรฐานทั่วไป โดย โรงงานใน กทม. ต้องควบคุมการระบายมลพิษอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อน้ำและหม้อต้ม ให้ฝุ่นไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สำหรับเชื้อเพลิงก๊าซและไม่เกิน 90 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สําหรับเชื้อเพลิงแข็งและเชื้อเพลิงเหลว (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 62%) พร้อมอัปเกรดเทคโนโลยีการกํากับการปลดปล่อยมลพิษอากาศโรงงานในกรุงเทพฯ แบบเรียลไทม์ด้วยระบบ CEMS (Continuous Emission Monitoring System) ที่ครอบคลุมโรงานมากกว่ามาตรฐานทั่วไป โดยจะกำหนดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ก.ค. 2569 (จากเดิมที่ต้องติดตั้ง 8 โรงาน) ให้ครอบคลุมโรงงานขนาดใหญ่ มากกว่า 156 โรงงาน ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงและติดตามการระบายมลพิษอากาศของโรงงานดังกล่าวได้ทุกโรงงานแบบตลอดเวลา หากมีค่ากำหนดที่เกินก็จะให้เร่งแก้ไขปรับปรุง
- การยกระดับมาตรฐานยานยนต์ โดยได้บังคับใช้กฎหมายมาตรฐานการปล่อยไอเสียยูโร 6 กับรถยนต์ ขนาดเล็กเครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2568 และรถยนต์ขนาดใหญ่เครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา นอกจากนี้กระทรวงฯยังสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าผ่านมาตรการ EV3.5 และการลดภาษีสรรพสามิตของ รัฐบาลโดยเน้นการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
- ควบคุมการเผาอ้อย เพื่อนำไปสู่ “อ้อยไทย ไร้เผา” ให้เงินช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งการอุดหนุนการตัดอ้อยสดและการรับซื้อใบอ้อย วางเป้าหมายอ้อยเผาทั้งประเทศไม่เกิน 10% และให้โรงงานหยุด รับอ้อยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2568 – 4 ม.ค. 2569 เพื่อลดปริมาณรถบรรทุก และลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล

“ส่งการบ้านต่อให้คนกรุงเทพฯ ฝากท่านผู้ว่าฯ ตอนนี้มาตรการครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน เห็นผลเป็นที่ประจักษ์ว่ามีอากาศที่ดีขึ้น ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่เข้าใจ ทั้งโรงงาน ทั้งช่าวไร่ ทั้งบริษัทรถยนต์ ผู้ใช้รถยนต์ และที่สำคัญทางโรงงานน้ำตาลต่าง ๆ ที่เข้าใจในการอยู่ร่มกันอย่างสมดุล”
ณัฐพล รังสิตพล
นอกจากนี้ กระทวงอุตสาหกรรม ยังร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการแก้ไขปัญหาโดยให้ความสำคัญกับการลดการเผาอ้อยทั้งก่อนและหลังการ เก็บเกี่ยว ควบคู่กับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และ เครือข่ายการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์และต่อยอดการบริหารจัดการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
