แก้ฝุ่นข้ามจังหวัด นครนายก – กทม. ดันใช้เทคโนโลยี หนุน “เกษตรกรไม่เผา”  

ย้ำ อย่าโทษเกษตรกรฝ่ายเดียว เดินหน้าแก้ที่ต้นตอ มองเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน ทั้งต้นทุน การเข้าถึงเครื่องจักรทางการเกษตร หนุนการใช้เทคโนโลยีเสริมแนวทางเกษตรไม่เผา แก้ฝุ่นยั่งยืน ขณะที่ คพ. คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้นสัปดาห์หน้า

จากกรณีเหตุไฟไหม้ทุ่งนาในพื้นที่ อ.ปากพลี จ.นครนายก เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา จนทำให้เกิดการลุกลามเป็นวงกว้างกว่า 20,000 ไร่ ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันและฝุ่นละออง PM2.5 ปริมาณมาก พัดเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ในช่วงที่สภาพอากาศปิด ทำให้มวลอากาศ และฝุ่นละอองที่พัดมาจากต้นทาง ส่งผลให้ในช่วงเช้าวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ค่าฝุ่น PM2.5 ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ สูงเกินมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพของประชาชน

The Active ลงพื้นที่ หมู่บ้านลำบัวลอย ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก หนึ่งในพื้นที่ที่เกิดเหตุไฟลามทุ่ง แม้ขณะนี้ไฟดับหมดแล้ว หลงเหลือให้เห็นสภาพแปลงนาสุดลูกหูลูกตาที่เพิ่งผ่านการเผาไหม้ และฝุ่นควันจากการเผาที่ยังคงลอยคละคลุ้งเต็มพื้นที่

สุจินต์ บุญโกศล เจ้าของร้านขายอาหารในวัดลำบัวลอย ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก เปิดเผยกับ The Active ว่า ตอนเกิดเหตุช่วงที่มีควันลอยมา มีเศษขี้เถ้าปลิวเข้ามาที่ร้าน ท้องฟ้ามืดไปหมด ด้วยลมที่แรงมากทำให้ควบคุมไฟยาก เห็นว่ามีรถดับเพลิงระดมเข้ามาช่วยกันดับเพลิง ส่วนผลกระทบทางสุขภาพ คือ มีอาการแสบตา 

สุจินต์ บุญโกศล ชาวบ้าน ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก

สุจินต์ บอกว่า มีการเผาแบบนี้เกิดขึ้นทุกปี ซึ่ง อบต. จะประกาศว่าช่วงวันเวลาไหนที่สามารถเผาได้บ้าง แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา จึงอยากให้เอาจริงเอาจังกับคนเผา

เช่นเดียวกับ พิเชษฐ์ เชิดเชื้อ หนึ่งในชาวบ้านที่อาสาเข้าไปช่วยดับไฟในวันเกิดเหตุ เล่าว่า ไฟแรงมาก เพราะมีลมพัดแรง ทำให้เปลวเพลิงลุกลามไปไกล และเสี่ยงจะลามไปติดบ้านชาวบ้านด้วย

พิเชษฐ์ เชิดเชื้อ ชาวบ้าน ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก

จึงเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้ อบต. จัดหาเครื่องอัดฟางให้ ตำบลละ 4 – 5 เครื่อง เมื่ออัดฟางเสร็จชาวนาจะได้ไม่ต้องเผา รัฐบาลก็จะได้ฟางไปเพื่อนำไปให้เกษตรกรที่เลี้ยงวัว หรือนำไปอัดเป็นถ่านเพิ่มเติมจากที่เกษตรจังหวัด ให้ใช้จุลินทรีย์เพื่อย่อยสลายฟาง

กทม.-นครนายก จับมือแก้ฝุ่นข้ามจังหวัด ชู โมเดลเกษตรกร เลิกเผาด้วยเทคโนโลยี

จากปัญหาที่เกิดขึ้น กรุงเทพมหานคร คือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกลุ่มควันและฝุ่น PM2.5 จึงร่วมกับ ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ ออกมาตรการแก้ปัญหา โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีในการเกษตร 

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ควรถูกมองหรือสื่อสารในลักษณะการกล่าวโทษเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากปัญหาการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะการเผาตอซังและฟางข้าว เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน เช่น ต้นทุนการผลิต ระบบและการเข้าถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตร การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงข้อจำกัดด้านเวลาและแรงงานของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่

กทม. จึงปรับแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการแก้ไขที่ปลายทาง มาเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ และให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเกษตรกรให้มีทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร โดยไม่ต้องพึ่งพาการเผา ซึ่งแนวทางดังกล่าวได้มีการดำเนินงานร่วมกับจังหวัดนครนายกอย่างต่อเนื่อง

“ตลอดช่วง 3–4 เดือนที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร และจังหวัดนครนายก ได้มีการหารือและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ผ่านกลไกของคณะทำงานความร่วมมือเพื่อควบคุมและบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ยกระดับการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงการเผา โดยใช้ข้อมูลด้านคุณภาพอากาศ สภาพอุตุนิยมวิทยา และอัตราการระบายอากาศ (Ventilation Rate) เมื่อกรุงเทพมหานครประเมินว่ามีความเสี่ยงจากสภาพอากาศปิดและอาจเกิดการเคลื่อนตัวของฝุ่นเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะประสานกับจังหวัดนครนายก ล่วงหน้าอย่างน้อย 3–5 วัน เพื่อให้สามารถควบคุมพื้นที่ ลดกิจกรรมเสี่ยง และเตรียมมาตรการเชิงรุกในพื้นที่ต้นทางได้อย่างทันท่วงที ซึ่งแนวทางดังกล่าวช่วยลดความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่นในหลายช่วงที่ผ่านมา”

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์

พรพรหม ยังบอกว่า การลดเผาในภาคเกษตรจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ต้องมีเครื่องมือ เทคโนโลยี และการสนับสนุนที่เหมาะสม จึงได้ร่วมกับ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) พัฒนาโครงการนำร่องการจัดการตอซังและฟางข้าวแบบไม่เผา เพื่อสร้างต้นแบบที่สามารถขยายผลได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

  • การสนับสนุนจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง–ฟางข้าว สำหรับพื้นที่นำร่องกว่า 1,000 ไร่ โดยใช้เทคโนโลยีการฉีดพ่นด้วยโดรน ที่ใช้น้ำเพียงประมาณ 8 ลิตรต่อไร่ ไม่จำเป็นต้องนำน้ำเข้าแปลงนา และสามารถใช้แหล่งน้ำทั่วไป ลดภาระและต้นทุนของเกษตรกร

  • หลังการฉีดพ่น ใช้ระยะเวลาการย่อยสลายประมาณ 20–25 วัน ซึ่งสอดคล้องกับรอบการปลูกข้าว ก่อนทำการไถกลบ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เกษตรกรต้องดำเนินการอยู่แล้วตามปกติ

  • ซากฟางที่ผ่านการย่อยสลายสามารถเปลี่ยนเป็นอินทรีย์วัตถุและปุ๋ยบำรุงดิน ช่วยลดต้นทุนด้านปุ๋ยเคมีในระยะยาว

  • มีนักวิทยาศาสตร์ดิน (Soil Scientist) ลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการย่อยสลาย รวมถึงตรวจวัดคุณภาพดิน เพื่อจัดเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับการขยายผลในอนาคต

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานคร ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ร่วมแก้ปัญหา ประกอบด้วย

  • GIZ (ประเทศเยอรมนี) ในการสนับสนุนกรอบการจัดการการเผาและการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น

  • ภาคเอกชนและหน่วยงานด้านเครื่องจักรกลการเกษตร ในการสนับสนุนเครื่องมือและระบบจัดการตอซัง เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกร

“กทม. ขอยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผาในที่โล่ง ไม่สามารถอาศัยการสั่งห้ามหรือการกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ แต่จำเป็นต้องอาศัย ความเข้าใจในข้อจำกัดและบริบทของเกษตรกร การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือข้ามพื้นที่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง”

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์

ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ย้ำด้วยว่า เหตุการณ์ไฟไหม้พื้นที่เกษตรในจังหวัดนครนายกครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญ ที่ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งขยายมาตรการสนับสนุนเกษตรกร และยกระดับความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร จังหวัดต้นทาง และภาคีทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำ และลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้างอย่างยั่งยืนในอนาคต

ขณะที่ สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ บอกว่า ได้ประสานจังหวัดนครนายก และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุการลักลอบเผานา-ตอซังข้าว ในพื้นที่ ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก เกิดไฟลามทุ่งเป็นวงกว้างมากกว่า 13,000 ไร่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สั่งการงดการเผา และระดมสรรพกำลังเจ้าหน้าที่ของป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครนายก หน่วยงานในจังหวัดนครนายก กู้ภัย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และรถดับเพลิง/รถน้ำจากทุก อบต. ดับ/สกัดไฟลามทุ่ง และทำแนวกันไฟ สามารถควบคุมเพลิงและดับไฟได้ตั้งแต่ คืนวันที่ 27 ม.ค. 69 แต่ยังคงเฝ้าระวังในบางพื้นที่ และทางจังหวัดได้ประชุมฉุกเฉินหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางป้องกันการเกิดขึ้นซ้ำอีก และเร่งหาแนวทางการจัดการใช้ประโยชน์ตอซังทดแทนการเผา

ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) ได้คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ 7 วัน พบว่า สถานการณ์จะคงอยู่ตลอดทั้งสัปดาห์ โดยจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นหลังวันที่ 2-3 ก.พ. 69 เนื่องจากมีลมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงเข้ามาส่งผลให้อัตราการระบายสูงขึ้น พัดพาฝุ่นที่แขวนลอยออกไปได้

อย่างไรก็ตามช่วงสัปดาห์นี้หากแหล่งกำเนิดเพิ่มมากขึ้นสถานการณ์อาจรุนแรงยิ่งขึ้น จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนงดการเผาในที่โล่งทุกชนิด ลดการใช้ยานพาหนะ เข้มงวดควบคุมโรงงาน สถานที่ก่อสร้าง ให้งดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง เพื่อบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นละอองที่มีแนวโน้มสูง และขอให้พี่น้องประชาชนดูแลสุขภาพ งดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หากมีความจำเป็นให้สวมใส่หน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ป้องกันตัวเองเมื่อออกนอกบ้าน ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active