สานพลัง ‘เจ้าพระยา–บางปะกง’ แก้ฝุ่น PM2.5 ประสานพื้นที่ลดเผา

กทม. จับมือ อ.ปากพลี จ.นครนายก ลดเผาภาคเกษตร ใช้การพยากรณ์ล่วงหน้าประสานพื้นที่อย่างใกล้ชิด ช่วยฝุ่น PM2.5 ต้นปี 69 ดีขึ้น ขณะที่ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อสังคมและสุขภาพ ชี้ แก้ปัญหาต้องมองทั้งระบบ ชูแนวคิด เข้าใจทั้งชาวนา-คนเมือง ควบคู่การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพลุ่มน้ำบางปะกง เพื่อวางทางออกระยะยาว

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กรุงเทพมหานคร และจังหวัดนครนายก มีความร่วมมือกันมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ ประชุมร่วมกัน ยอมรับว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ไหนก็จะส่งผลกระทบต่ออีกจังหวัด ตามทิศทางของลม ทำให้ต้องทำงานกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ปีนี้ก็มีความใกล้ชิดและเห็นผลสำเร็จ ซึ่งนอกจากจะมีภาครัฐ ได้มีการดึงภาคประชาสังคม นักวิชาการ ที่มีมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพเจ้ามามีส่วนร่วม ในการระดมความเห็นแนวทางที่จะต่อยอดจากสิ่งที่ภาครัฐทำ

นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อสังคมและสุขภาพ บอกถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหานี้ให้เกิดความยั่งยืน แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไปในหลายครั้งในการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศในเมืองไทย คือ การจัดการเชิงพื้นที่ การจัดการเชิงลึกที่มองทุกประเด็นมากกว่าเรื่องการเผา จึงมีแนวคิดในการจัดการแบบองค์รวม โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ที่ตนเองเป็น กรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน ในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิด้านนโยบายสาธารณะ

นี่จึงเป็นโอกาสหนึ่งที่จะทำให้ กทม. สามารถจัดพัฒนาในมิติของความยั่งยืนได้ชัดเจนขึ้น โดยมีจังหวัดนครนายก ที่อาจจะไม่ได้ถูกนับเป็นปริมณฑล แต่มีความสำคัญกับ กทม.อย่างมาก ครั้งนี้จึงนำมาสู่การเสวนา “สานพลังเจ้าพระยา–บางปะกง” ร่วมออกแบบแนวทางลดการเผาเกษตร แก้ปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืน” ที่จะหารือ 3 เรื่อง คือ 1. การทำงานของ กทม. ร่วมกับพื้นที่ อ.ปากพลี จ.นครนายก  2. ความหลากหลายทางชีวภาพ และ 3. สุขภาพของคนนครนายกในมิติสิ่งแวดล้อม

นพ.วิรุฬ ยังมองว่าการทำความเข้าใจการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของสังคม ควรมองให้รอบด้าน จากโจทย์เผานาที่ จ.นครนายก และฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นใน กทม. การแก้ปัญหาที่จะใช้ Empathy (ความเข้าอกเข้าใจ) ว่า จะทำเรื่องนี้ไปเพื่อใคร ซึ่งจะมองเห็นคน 2 กลุ่มชัดเจนขึ้นคือ “ชาวนา ที่ อ.ปากพลี” กับ “คนใน กทม.” ที่จะทำอย่างไรให้คนทั้ง 2 กลุ่มได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการร่วมในเรื่องการใช้อากาศร่วมกัน แต่โจทย์ที่อยากมองเพิ่มคือ คนอีกอย่างน้อย 2 กลุ่ม คือ คนนครนายก และ เด็ก เพื่อให้เห็นภาพระยะยาวของการแก้ปัญหา

ฝุ่น PM2.5 กทม. ปี 69 มีแนวโน้มดีขึ้น

พรพรหม ยังระบุถึงภาพรวมสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ กทม. ที่ดีขึ้น แม้สภาพอากาศจะไม่ต่างจากที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากการทำงานอย่างใกล้ชิดกับจังหวัดต่าง ๆ ประกอบกับมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นที่ยกระดับขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นข้ามจังหวัด, มาตรการตรวจรถควันดำ, การส่งเสริมการตรวจสภาพรถ, แก้ฝุ่นโรงงาน, นโยบายทำงานที่บ้าน work from home กล่าวคือ เป็นการทำในหลายมิติที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น หากเทียบกับปีก่อน ในเดือนเดียวกัน คือ ธ.ค. ม.ค. ก.พ. พบว่า นอกจากจำนวนวันที่มีฝุ่น ค่าเฉลี่ยของฝุ่นก็ลดลง โดยปีนี้วันที่ค่าฝุ่นเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ติดต่อกันเกิน 1 วัน มีเพียง 3 วัน คือ วันที่ 13-15 ม.ค. 69 สะท้อนให้เห็นว่าระลอกฝุ่นที่เข้ามาลดลง  

สำหรับที่มาที่ไปของฝุ่น กทม. มาจาก 3 ปัจจัย

  1. ฝุ่นเมือง คือ ในพื้นที่กทม. มีฝุ่นอยู่แล้วจาก การใช้รถยนต์ดีเซลที่มีจำนวนมากถึง 3.3 ล้านคัน รถมีควันดำ รถบรรทุกควันดำ มีโรงงานอุตสาหกรรม มีการเผา

  2. ฝุ่นข้ามจังหวัด ที่มีการเผา ที่ลอยเข้ามากับลม เพื่อมาเจอกับฝุ่นใน กทม. ก็จะทำให้ค่าฝุ่นยิ่งสูง

  3. เมื่อค่าฝุ่นทั้งสองมาเจอกันแล้วเกิดสภาพอากาศที่ฝาชีครอบ อากาศ ไม่สามารถถูกระบายออก ทำให้ค่าฝุ่นยังคงอยู่ในกรุงเทพ

โดยทั้ง 3 ส่วนประกอบกัน เมื่อมาเจอกัน ทำให้ค่าฝุ่นขึ้นไปถึงสีแดง ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

“ปีนี้ทำได้ดี เนื่องจาก ปัจจัยที่ 1 กับปัจจัยที่ 3 ยังคงมีอยู่ แต่ปีนี้ปัจจัยที่ 2 ไม่เข้ามาเติม ในวันที่ปัจจัย 1 กับ 3 มาเจอกัน เพราะมีการประสานงานใกล้ชิดกับทางจังหวัดนครนายก โดยการเตือนหรือแจ้ง ใช้การพยากรณ์ของ กทม. ที่แม่นยำขึ้น จะรู้ว่ามีแนวโน้มฝาชีครอบล่วงหน้า 1 สัปดาห์ มีสถานการณ์อะไรที่ต้องระวังบ้าง ก็จะมีการประสานใกล้ชิดไปยังอำเภอ เช่น ช่วง 3 วันนี้จะหนักมาก ช่วยเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งทางอำเภอปากพลี ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ในวันที่ กทม. ฝุ่นหนัก ก็จะไม่มีการเผาในพื้นที่นครนายก ซึ่งต่างจากปีที่ผ่านมาที่เราไม่ได้แจ้ง นี่คือความสำเร็จอย่างหนึ่งไม่ต้องลงทุนพันล้านแต่เราใช้การพูดคุยกัน อยากให้มีการทำอย่างต่อเนื่องและมีความชัดเจนขึ้น”

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์

พรพรหม ยังเล่าถึง การดำเนินการ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ว่า ระยะสั้น คือ การสื่อสาร เพื่อควบคุมการเผา ช่วงการเผา จุดความร้อน ผ่านดาวเทียม การพยายามกรณ์ซึ่งได้เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศจากจีน ที่บอกได้ด้วยว่าองค์ประกอบของฝุ่นมีที่มาอย่างไร ซึ่งสามารถนำไปแบ่งปันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ระยะกลาง คือ การจัดการเผาตอซังโดยไม่เผา แต่จากการพูดคุยที่ อ.ปากพลี พบว่า การเผาเป็นวิธีที่ราคาถูกที่สุด แต่มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น กทม. เสนอว่าจะสนับสนุนเครื่องจักรอัดฟาง แต่พบว่า พันธุ์ข้าวที่ปลูกมีลักษณะเหนียวไม่สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้

หรือหากจะใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายก็พบว่า บางพื้นที่เพาะปลูกข้าว อยู่นอกเขตชลประธาน เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจะขาดความชื่น ซึ่งขณะนี้มีการหาแนวทางเพื่อจัดการต่อไป ส่วน ระยะยาว คือ การปรับโครงสร้างการปลูกแบบผสมผสาน เนื่องจากได้ฟังชาวนาเล่าบอกว่า ข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่เป็น “ข้าวฟางลอย” ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ เป็นข้าที่นำไปผลิตแป้ง ซึ่งบางครั้งทำแล้วขาดทุนเขาจะรอเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ก็จะมองหาว่ามีโอกาสทำอย่างอื่น เช่น ประมง หรือ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ต่อไป

ความหลากหลายทางชีวภาพ ลุ่มน้ำบางปะกง

ขณะที่ ชวลิต วิทยานนท์ กรรมการวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร อธิบายถึง บริบทของลุ่มน้ำบางปะกง ว่า แม้มีขนาดเล็กกว่าลุ่มน้ำเจ้าพระยาประมาณ 10 เท่า แต่กลับมีความหลากหลายของชนิดปลาใกล้เคียงกัน สะท้อนว่า เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก อีกทั้งต้นน้ำยังเชื่อมโยงกับพื้นที่ป่ามรดกโลกและผืนป่าขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มป่าดงพญาเย็น–เขาใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งที่พบปลาเฉพาะถิ่นและปลาใกล้สูญพันธุ์จำนวนมาก แต่ปัจจุบันลุ่มน้ำบางปะกงกำลังเผชิญแรงกดดันจากการพัฒนา ทั้งโครงการอ่างเก็บน้ำ ประตูน้ำ และโครงการชลประทานขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงโครงการใหม่ที่มีแผนก่อสร้างเพิ่มเติม ซึ่งอาจกระทบต่อระบบนิเวศ แม้ว่าขณะนี้ความหลากหลายทางชีวภาพยังคงอยู่ เนื่องจากโครงการเหล่านี้ยังไม่ได้ดำเนินการเข้มข้นเท่าพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ชวลิต ยังระบุว่า ปัญหาสำคัญอีกด้านคือคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำบางปะกง แม้จะมีการกล่าวโทษว่าน้ำจากนาข้าวเป็นสาเหตุของปลาตาย แต่การตรวจสอบพบว่าน้ำจากนามีความเป็นพิษไม่สูงนัก และเมื่อไหลลงสู่แม่น้ำก็ถูกเจือจาง จึงมีข้อสันนิษฐานว่าปลาตายอาจมาจากน้ำเสียจากแหล่งอื่น เช่น การลักลอบปล่อยน้ำเสียจากโรงงาน

ขณะที่ในพื้นที่ อ.ปากพลี ส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำบางปะกง มีความหลากหลายของสัตว์น้ำสูงมาก จากการสำรวจในพื้นที่ทุ่งและนาข้าวกว่าแสนไร่ พบ ปลาประมาณ 96 ชนิด และยังพบสัตว์ที่บ่งชี้คุณภาพน้ำ เช่น กบ เขียด และเต่าน้ำ รวมถึงนกมากกว่า 200 ชนิด จนได้รับการยอมรับว่าเป็นพื้นที่สำคัญของนกระดับโลก หรือ Important Bird Area ขณะเดียวกัน ยังพบปลาหายากอย่าง “ปลาซิวสมพงษ์” ซึ่งปัจจุบันพบเพียงพื้นที่เดียวในลุ่มน้ำบางปะกง โดยมีพื้นที่อาศัยอยู่ราว 200 ตารางกิโลเมตร และในฤดูแล้งแหล่งน้ำธรรมชาติที่ยังมีคุณภาพดีเหลืออยู่ไม่มาก ทำให้มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงของแหล่งน้ำหรือคุณภาพน้ำในช่วงหน้าแล้ง

นอกจากนี้ ชวลิต ยังระบุว่า ทุ่งนาปีในพื้นที่ยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ชุมชนอย่างมาก ทั้งการปลูกข้าว การเลี้ยงควาย เป็ดไล่ทุ่ง และการจับปลา โดยเฉพาะตำบลท่าเรือ ซึ่งมีพื้นที่นาปีกว่า 4 หมื่นไร่ สามารถสร้างมูลค่าจากการประมงพื้นบ้านได้เกือบ 20 ล้านบาทต่อปี

“ระบบนิเวศของทุ่งนาและพื้นที่ชุ่มน้ำยังมีบทบาทสำคัญในการกักเก็บคาร์บอน และช่วยสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลายด้าน ทั้งด้านอาหาร น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และเศรษฐกิจชุมชน โดยชุมชนในพื้นที่เสนอแนวคิดการพัฒนาที่ทำให้ ทุ่งอยู่ได้ นกอยู่ได้ น้ำ ข้าว ปลาอยู่ได้ ควบคู่กับการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ”

ชวลิต วิทยานนท์


Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active