ฤดูฝุ่นหมดแล้ว แต่ กม.อากาศสะอาดฯ ยังต้องไปต่อ เครือข่ายอากาศสะอาด-เยาวชน ยังไม่วางใจ “ชั้น กมธ. สว.” หวั่นปัดตกเขี้ยวเล็บสำคัญ แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ถึงระดับโครงสร้าง ยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย พร้อมเปิดเบื้องหลังสร้างความเข้าใจกับสังคม
แม้ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. (พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ) จะได้เดินหน้าพิจารณาต่อในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ วุฒิสภา แต่ก็ยังมีประเด็นที่หลายฝ่ายต่างแสดงความกังวล ไม่ว่าจะเป็น เรื่องโครงสร้างอำนาจ เครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ กองทุนเพื่ออากาศสะอาด บทลงโทษ ที่จะใช้ในการแก้ปัญหาที่ต้นตอ อาจถูกตัดออกหรือไม่

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 69 สมาคมสังคมวิทยาสาธารณะ (ประเทศไทย) ร่วมกับ เครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ และ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ สมาคมสังคมวิทยาสาธารณะ (ประเทศไทย) ครั้งที่ 2 เสวนาโต๊ะกลม หัวข้อ ลมหายใจที่มองเห็น: พลังภาคพลเมืองและการสื่อสารสาธารณะเพื่อฝ่าวิกฤตอากาศสะอาดในสังคมไทย เพราะเมื่อ PM 2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องฝุ่น แต่คือภาพสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ และความล้มเหลวเชิงนโยบาย ร่วมสะท้อนต้นตอปัญหา ผ่าน กระบวนการขับเคลื่อนภาคพลเมืองและการสื่อสารสาธารณะ พลิกวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ถูกละเลย ให้เป็นพลังการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้
ผศ.ธนาชัย สุนทรอนันตชัย ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวเฉียว เฉลิมพระเกียรติ และกรรมการสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ กล่าวว่า งานประชุมวิชาการสมาคมสังคมวิทยาสาธารณะ เป็นการประชุมแห่งชาติ ที่เน้นในเรื่องการหาทางออกร่วมกัน โดยใช้เรื่องสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา ซึ่งเกี่ยวข้องกับมนุษย์ นำมาสู่การเสวนาโต๊ะกลม หัวข้อ ลมหายใจที่มองเห็น: พลังภาคพลเมืองและการสื่อสารสาธารณะเพื่อฝ่าวิกฤตอากาศสะอาดในสังคมไทย เพื่อสะท้อนว่าพลเมืองจะใช้พลังอย่างไร ในการสื่อสารสาธารณะเรื่องอากาศสะอาด เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างไร เป็นเรื่องที่ทุกคนแสดงความกังวล โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเริ่มดีขึ้นการพูดถึงในประเด็นนี้มักหายไป ทำให้การขับเคลื่อนเรื่องนี้ไม่ง่ายนัก
การสื่อสาร กม.อากาศสะอาด ให้คนเข้าใจ
“โจทย์ยาก” แต่ “ไม่ง่าย” จนขาดสาระ
กัญฐณา อภิรภาภรณ์ กรรมการสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ และทีมสื่อสารเครือข่ายอากาศสะอาด ประเทศไทย กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานสื่อสารอากาศสะอาดว่า ได้เข้ามาร่วมในช่วงการล่ารายชื่อเสนอร่างกฎหมายฉบับประชาชน หลังจากเครือข่ายอากาศสะอาดทำงานเรื่องนี้กันมามากกว่า 7 ปี และยกร่างกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ในช่วงแรกการสื่อสารเพื่อให้คนมาร่วมเข้าชื่อค่อนข้างยาก กระทั่งได้พบกับคนที่มีความรู้และสนใจ จึงเกิดเป็นไอเดียในการจะทำอย่างไรให้คนที่สนใจเข้ามาหาเราเอง เกิดเป็น Clean Air Station “สถานีอากาศสะอาด” โดยให้คนที่มีความรู้เสนอตัวเข้ามาร่วมแล้วใช้พื้นที่ของคนเหล่านั้นเป็นสถานีอากาศสะอาด มีป้ายรณรงค์ล่ารายชื่อไปไว้ในที่นั่น ๆ ทำให้ได้รายชื่อมาเยอะพอสมควร รวมถึงการร่วมกับอินฟลูฯ เพื่อชวนคนมาลงชื่อ จนได้มากว่า 27,000 รายชื่อ
“การสื่อสารเรื่องอากาศสะอาด ทางทีมไม่ยอมที่จะนำเสนอแบบน้ำ ๆ เพื่อกระตุ้นความอยาก ความโกรธ ในสังคม ในฐานะนักสื่อสารได้เรียนรู้ว่าเป้าหมายที่หนักแน่น จะทำให้การสื่อสารที่ชัดเจนพาเราไปได้ไกลกว่าการสื่อสารที่ง่าย”
กัญฐณา อภิรภาภรณ์

จุดเริ่มต้น “วิ่งสู้ฝุ่น”รวมพลังประชาชน
หนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ
ณัฐรดา กุกเรยา ผู้แทนกลุ่มเยาวชนเพื่ออากาศสะอาด (Youth for Clean Air) กล่าวว่า ก่อนที่จะมาร่วมขับเคลื่อนจริงจัง เคยเป็นหนึ่งในคนที่คอยชักชวนคนมาลงชื่อเสนอร่างกฎหมายอากาศสะอาด และอยากช่วยเป็นกระบอกเสียงในฐานะประชาชน ต่อมากลุ่มเยาวชนเรามีความกังวลว่ากฎหมายจะได้ออกมาใช้หรือไม่จึงเป็นที่มาของการเกิดกลุ่มเยาวชนเพื่ออากาศสะอาด ต่อมากลุ่มเยาวชนมองเห็นจังหวะในสภาฯ ที่แรงกดดันภาคประชาชนมีความสำคัญ โดยเฉพาะช่วงที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อว่ากฎหมายจะนำไปพิจารณาต่อหรือไม่ จึงชักชวนเพื่อนในกลุ่มเยาวชน และรวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรม

ณัฐรดา บอกว่า คนที่มาร่วมกิจกรรมวิ่งสู้ฝุ่น สะท้อนว่า แค่อยากทำอะไรที่ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้ บางคนบอกว่าเพื่อสุขภาพ บางคนชอบวิ่งอยู่แล้วและการวิ่งในอากาศที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญ บางคนไม่ได้ลงทะเบียนมาก็มาร่วม นับว่าเป็นการเริ่มต้นง่าย ๆ ที่ว่าทุกคนอาจจะไม่จำเป็นต้องลงลึก หรือต้องเข้าใจมันมากขนาดนั้น แต่ก็เป็นการรวมพลังในแบบของประชาชน ที่สันติ ไม่สร้างความเดือดร้อน เป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ดึงคนเข้ามา
(แปะภาพ งานวิ่ง)
พีรณัฐ วัฒนเสน ผู้แทนกลุ่มเยาวชนเพื่ออากาศสะอาด (Youth for Clean Air) บอกว่า ส่วนตัวสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม และติดตามกฎหมายมานาน จนเห็นว่ากฎหมายดูทีท่าอาจไม่ได้ไปต่อ จึงมาร่วมกับกลุ่มเยาวชนสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ และเกิดเป็นกิจกรรมวิ่งสู้ฝุ่นในช่วงที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกในนามภาคประชาชนที่จัดงานจริงจังแบบนี้
พีรณัฐ บอกว่า การขับเคลื่อนกฎหมาย ความเข้าใจเรื่องกฎหมายก็สำคัญ เพราะประชาชนอาจไม่สามารถเข้าใจกฎหมายได้ทั้งฉบับ แต่ก็มีคำถามเข้ามา ทำให้เชื่อว่าหลายคนอาจจะสนใจเช่นกัน จึงอาศัยการอธิบายผ่านการสื่อสารของเครือข่ายอากาศสะอาด ทำให้เกิดความเข้าใจ

ก้าวต่อไป การสื่อสาร สร้างแรงกระเพื่อมสังคม
กัญฐณา ชี้ว่า ถ้าเราจะไปให้ถึงเป้าหมายผลักดันแรงกระเพื่อมของสังคมให้ได้ ไม่ใช่แค่การนำข้อมูลมาย่อยให้ง่าย แต่คือความเข้าใจหัวใจสำคัญของกฎหมายซึ่งไม่ได้เกิดจากสื่อสารเท่านั้น แต่อาจมาจากการทำให้คนได้เข้ามามีส่วนร่วมผ่านนิทรรศการ งานศิลปะ การวิ่ง การทำ MV ประกอบเพลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ได้เชื่อมใจ ทำความเข้าใจกัน เรียกได้ว่าเป็น “ปีกอีกข้าง” ของนกอินทรีย์
“ในช่วง 1 ปี 8 เดือน ของการพิจารณากฎหมาย ประชาชนตัวเล็ก ๆ ที่ทำมาหากิน มนุษย์เงินเดือน เข้าไปนั่งในสภาฯ ร่วมกับนักการเมือง รัฐบาล เพื่อพิจารณาร่างกฎหมาย ทำให้เราได้เห็นว่ามีคนที่พยายามตัดทอนความสำคัญในเรื่องนั้นเรื่องนี้ จะทำอย่างไรให้เขาเข้าใจ หรือไม่ให้เขาตัดกฎหมายของเราทิ้ง”
“ทุกครั้งที่ออกมาจากห้องประชุม กมธ. ทีมสื่อสารก็จะถูกโยนโจทย์ ว่าจะทำอย่างไรกับ Message ที่คนนั้นคนนี้บอกว่าจะไม่เอาเรื่องนั้นเรื่องนี้ อาจารย์ทางกฎหมายบอกว่าถ้าไม่มีจะทำให้กฎหมายอ่อนแอ แก้ไขปัญหาไม่ได้ เราต้องมาคิดกัน ยิ่งเหลือเวลาน้อย หากถูกเลื่อนประชุมก็จะไม่ทันการ การสื่อสารต้องทำงานกันอย่างหนัก เป็นจุดที่ทำให้เราหาข้อมูลว่าการที่ไม่มีอากาศสะอาด ใน 1 วันทำคนตายไปกี่คน จนพบข้อมูลว่า 139 คน จึงเป็นภาพที่ออกมาของการทำแฟลชม็อบว่านี่คือการตายของคน ใน 1 วันที่ไม่พิจารณากฎหมาย คนตายไปเท่าไหร่”
กัญฐณา อภิรภาภรณ์

กัญฐณา บอกอีกว่า ที่สำคัญปัญหาเรื่องมลพิษอากาศถูกมองว่าเป็น “Seasonal” หรือ สิ่งที่เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลหรือช่วงเวลา ทำให้คนออกมาสนใจเป็นบางช่วงที่ฝุ่นเยอะเท่านั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องทำให้คนเข้าใจใหม่ ว่าเรื่องนี้สำคัญและต้องผลักดันอยู่เสมอ เพราะใน 1 ปี ไทยมีอากาศดีที่เป็นสีเขียวเพียง 30 กว่าวัน จึงพูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบ ครอบครัวที่สูญเสีย เพื่อให้เรื่องราวการสื่อสารไปแตะถึงหัวใจคนมากที่สุด
“เราต่อสู้กันด้วยแค่เรื่อง เขาผิด เราถูก การมองว่าวิธีการของฉันถูก แต่จริง ๆ แล้วมันคือทุกคนไม่อยากตาย ไม่อยากให้คนที่เรารักตาย ไม่รู้จะสู้กันไปทำไม ถ้ามีวิธีที่จะทำให้ไม่ตายก่อนวัยอันควรง่ายกว่าไหม หมอกฤตไท อายุ 20 กว่าปี ที่เขาจะเติบโตเป็นคนที่ช่วยเหลือคนได้อีกมาก อยากให้นักการเมืองลองจินตนาการว่าถ้านี่คือลูกของคุณ เรามาทำให้เขาเห็นว่าการตายก่อนวัยอันควรชัดได้อย่างไร”
กัญฐณา อภิรภาภรณ์

เมื่อถามถึงข้อกังวลของนักการเมืองว่า กฎหมายจะไปกระทบเงินในกระเป๋า กระทบเศรษฐกิจ กัญฐณา เล่าย้อนถึง การประชุมในห้อง กมธ. โดยอ้างถึงคำพูดของ นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท ที่เปิดไมค์กล่าวท่ามกลางข้อถกเถียงเหล่านี้ว่า “เรากำลังคุยกันถึงเรื่องที่กระทบต่อชีวิตคน ข้างหลังที่รอกฎหมายนี้คือคนที่ป่วย ยากจน คือคนที่ไม่มีโอกาสมานั่งในห้องแอร์และมีเครื่องฟอกอากาศ เขากำลังรอความช่วยเหลือจากเราอยู่ อย่าถกกันในเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ ทำให้เรื่องนี้ผ่านไปได้ด้วยดี” เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างผ่านมาได้
