ย้ำ หากไม่เดินหน้า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ยิ่งกระทบสิทธิ์สุขภาพคนไทย การจัดการฝุ่นพิษติดกับดักโครงสร้างปัญหาเดิม ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจหาย ห่วงเวลาเริ่มนับถอยหลัง หวัง ครม.ใหม่ เร่งตัดสินใจ พร้อมเตือนความจำ สส.ภูมิใจไทย – พรรคร่วม เคยหนุนร่าง กม.ท่วมท้น หากยังถูกเมิน ยิ่งสะท้อนความรับผิดชอบทางนโยบายต่อสังคม และคะแนนเสียงจากประชาชน
หลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดแรก หลายฝ่ายที่ร่วมผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดฯ พ.ศ. … หรือ พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ต่างเฝ้ารอความชัดเจนจากรัฐบาลจะยืนยันต่อรัฐสภา ให้เดินหน้าพิจารณากฎหมายต่อจากกระบวนการเดิมก่อนยุบสภาหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้าที่จะยุบสภา กฎหมายอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ วุฒิสภาแล้ว
รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม นายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ เปิดเผยกับ The Active ว่า ได้รับข้อมูลจากฝ่ายราชการหลายหน่วยงานที่เชื่อถือได้ว่า รัฐบาลชุดใหม่อาจจะไม่เสนอให้รัฐสภาหยิบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ขึ้นมาพิจารณาต่อ ซึ่ง “ไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง” แต่หากรัฐบาลไม่หยิบร่างขึ้นมาภายใน 60 วันแรกหลังการประชุมรัฐสภา ผู้เสนอร่างฉบับประชาชน มีสิทธิตาม มาตรา 14 พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ที่จะยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา ภายใน 120 วัน เพื่อให้ร่างที่ค้างอยู่กลับเข้าสู่กระบวนการตามข้อบังคับการประชุมได้ แต่จะไม่ได้กลับไปต่อจากชั้นกรรมาธิการวุฒิสภา แต่ถอยกลับไปที่ วาระ 1 สภาผู้แทนราษฎร และรอให้รัฐบาลหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องยื่นร่างประกบ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของ กมธ.ร่วมอีกครั้ง
ยันรัฐบาลไม่เดินหน้า ประชาชนจะยื่นเอง
รศ.คนึงนิจ ชี้ว่า ยังมีข้อถกเถียงด้านกฎหมายว่า เมื่อผู้แทนประชาชนยื่นหนังสือแล้ว ประธานรัฐสภาสามารถรับได้เลยหรือไม่ เนื่องจากนิติกรสภายังตีความไม่ตรงกัน หากมีการตีความที่ “ไม่เป็นคุณต่อสิทธิของประชาชน” ก็อาจกระทบต่อสิทธิตามรัฐธรรมนูญของผู้เข้าชื่อกว่า 20,000 คน และอาจต้องพิจารณาว่าจะร้องเรียนต่อหน่วยงานใด หรือถึงขั้นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ แม้ตอนนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น แต่เป็นประเด็นที่ต้องจับตา

“หากรัฐบาลไม่หยิบร่างขึ้นมา ผู้แทนภาคประชาชนก็จะยื่นเอง แล้วร่างจะถูกดึงกลับมาเริ่มต้นที่วาระ 1 ในสภาฯ เช่นเดิม แต่อาจใช้เวลาไม่ยาวเท่าเดิม เพราะเนื้อหาได้ผ่านการตกผลึกจากกระบวนการก่อนหน้า แต่ก็ยังขึ้นกับทิศทางการเมืองของชุดใหม่ว่าจะรับกรอบการปฏิรูปเดิมหรือไม่”
รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม
รศ.คนึงนิจ ยังบอกอีกว่า สิ่งที่เป็นห่วงที่สุด คือ กองทุนเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และ โครงสร้างการบริหารจัดการใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ pain point ของระบบเดิม โดยเฉพาะการกระจายอำนาจ ที่จะทำให้การจัดการคุณภาพอากาศมีประสิทธิภาพขึ้น หากรัฐบาล “ไม่เอาเลย” คำถามคือ จะมีมาตรการใดไปแก้ต้นตอของปัญหาได้จริง
พร้อมย้ำว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ในขณะที่ผู้คนเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากมลพิษ แม้รัฐธรรมนูญปี 2560 จะไม่ได้เขียนสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจน แต่สามารถตีความได้ในฐานะ สิทธิมนุษยชนสากล และยิ่งเมื่อประเทศไทยต้องการเข้าเป็นสมาชิก OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา โลกยิ่งจับตาความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อม หากมีข่าวว่าไทยไม่เอากฎหมายอากาศสะอาดฯ ย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น การค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐได้
“แค่ตัด พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกไป ไม่ได้แปลว่าจบ เรื่องจะไม่จบง่าย ๆ ภาคประชาสังคมจะยังเดินหน้าต่อ และยังมีกฎหมายลักษณะเดียวกันรอคิวอีกจำนวนมาก หากรัฐบาลปฏิเสธร่างกฎหมายอากาศสะอาดฯ ก็ต้องตอบให้ได้ว่าทำไมไม่ปฏิเสธฉบับอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพราะไม่ใช่แค่คนไทยที่รอคำตอบ แต่ ทั่วโลกกำลังจับตามอง political will ของรัฐบาลใหม่อยู่ และต้องดูว่าภาพลักษณ์ประเทศจะย้อนแย้งกับสิ่งที่ไปแสดงบนเวทีโลกหรือไม่”
รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม
หวั่น กฎหมายชะงัก ไทยติดกับดักโครงสร้างเดิม
เช่นเดียวกับ ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขมลพิษอากาศ (ศวอ.) ย้ำว่า ตามหลักการหลังยุบสภา ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ แม้ผ่านการพิจารณาจากสภาฯ และอยู่ในชั้นกรรมาธิการวุฒิสภาแล้ว แต่ยังถือว่า ไม่เสร็จสิ้นกระบวนการตรากฎหมาย จึงต้องรอให้รัฐบาลใหม่ “ยืนยันเดินหน้า” ภายใน 60 วัน นับจากประชุมรัฐสภาครั้งแรก ซึ่งเวลาขณะนี้เริ่มนับแล้วและถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับสภาฯ
ไพสิฐ ยังมองว่า การที่รัฐบาลจะหยิบร่างใดขึ้นมายืนยันเป็นเรื่องการให้ความสำคัญทางนโยบาย โดย พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ เป็นกฎหมายที่มีความจำเป็น เพราะปัญหามลพิษทางอากาศเรื้อรังสะสมมายาวนาน และต้องการกฎหมายเฉพาะเพื่อแก้ไขจากต้นตอ จึงต้องจับตาว่ากฎหมายฉบับนี้จะอยู่ในนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ โดยมีทั้งรัฐสภาและภาคประชาชนคอยติดตามตรวจสอบต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะไม่ยืนยัน ก็ยังมีเงื่อนไขที่ดี คือ ร่างที่มาจากภาคประชาชนสามารถยื่นหนังสือยืนยันต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่ต้องรอให้พ้น 60 วันก่อน ซึ่งจะทำให้ ร่างไม่ตกไป และสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อได้ตามสิทธิของประชาชน ส่วนประเด็นที่ว่า ร่างใดจะถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการ
ไพสิฐ ยังชี้ว่า ต้องดูตามหลักเจตนารมณ์ของกฎหมายเข้าชื่อ เพราะร่างภาคประชาชนได้ถูกบูรณาการรวมอยู่ในร่างเดียวที่พิจารณาในสภาแล้ว สิทธิของประชาชนจึงยังคงอยู่ และสามารถผลักดันให้ร่างนี้เดินหน้าต่อได้

จึงย้ำว่า ประเทศไทยพยายามแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 มายาวนานด้วยวิธีการเดิม ๆ และผลจึงเหมือนเดิมเพราะติดอยู่ใน 4 โครงสร้างปัญหาใหญ่ ได้แก่
- โครงสร้างระบบราชการ
- โครงสร้างองค์ความรู้และข้อมูล
- โครงสร้างเศรษฐกิจ
- โครงสร้างทางวัฒนธรรม
“ทั้งหมดล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้การจัดการมลพิษทางอากาศไปไม่ถึงไหน กฎหมายอากาศสะอาดฯ ถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเหล่านี้ โดยเฉพาะระบบข้อมูลการบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการจัดการปัญหาที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การขนส่ง อุตสาหกรรม และหมอกควันข้ามแดน ขณะที่โครงสร้างทางวัฒนธรรมต้องใช้เวลาและการสร้างทัศนคติร่วมกัน”
ไพสิฐ พาณิชย์กุล
ไพสิฐ ยังระบุว่า หากกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ผ่าน ประเทศไทยก็ยังติดอยู่ในโครงสร้างปัญหาเดิม แม้จะใช้มาตรการหรือกฎหมายอื่นมาบรรเทา แต่ยังไม่ใช่การป้องกันอย่างแท้จริง ขณะที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ จะสร้าง “ระบบบริหารจัดการใหม่ทั้งระบบ” เพื่อให้อากาศสะอาดเกิดขึ้นได้จริง
ไพสิฐ จึงฝากถึงรัฐบาลใหม่ว่า นโยบายที่ดีต้องตอบโจทย์ประชาชน และแก้ปัญหาเรื้อรังเชิงโครงสร้าง ซึ่งสถานการณ์มลพิษทางอากาศพิสูจน์มานานแล้วว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน ก่อนหน้านี้ สส. ในสภาฯ รวมทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ได้สนับสนุนร่างกฎหมายนี้อย่างเป็นเอกฉันท์กว่า 340 เสียง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในกฎหมายลักษณะนี้ ดังนั้น การที่รัฐบาลชุดใหม่จะยกหรือไม่ยกร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ จึงสะท้อน “ความรับผิดชอบทางนโยบาย” ต่อสังคม ต่อคะแนนเสียงประชาชน และต่อปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน เขาย้ำว่า นโยบายรัฐบาลที่ดีต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมด
หวังรัฐบาลไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า
ขณะที่ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ บอกกับ The Active ด้วยว่า ได้ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยอยู่ในวุฒิสภา มองว่านี่คือจังหวะสำคัญ ในการบริหารความรู้สึกร่วมระหว่างรัฐบาลใหม่ ภาคประชาสังคม และผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในเวลานี้ที่สภาพอากาศในภาคเหนือ อีสาน เริ่มกระทบสุขภาพอย่างชัดเจน ทั้งที่ยังไม่พ้นเดือนมีนาคม โดยรัฐบาลใหม่ที่จะจัดตั้งในเดือนเมษายน จำเป็นต้องรีบแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อเข้ามาบริหารราชการในช่วงที่โลกและไทยกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนหลายชั้น ขณะเดียวกันก็มี “ปัญหาเก่า” ที่รอการสะสางอย่างมลพิษอากาศ
“ทั้งที่ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ผ่านสภาฯ มาแล้ว และอยู่ในชั้นกรรมาธิการ วุฒิสภา ซึ่งวุฒิสภาก็รับหลักการไปแล้ว แต่กระบวนการต้องหยุดชะงักเพราะเหตุยุบสภา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกฎหมายนี้เลย ดังนั้น เมื่อมีคณะรัฐมนตรีใหม่ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะเร่งมีมติแจ้งไปยังประธานรัฐสภา เพื่อขอหยิบกฎหมายที่ตกเตียงกลับขึ้นมาพิจารณาต่อ”
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
วีระศักดิ์ ยังชี้ว่า มีร่างกฎหมายอย่างน้อย 2 ฉบับ คือ กฎหมาย PRTR ที่ค้างอยู่ในชั้น กมธ. สภาผู้แทนฯ และ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ที่อยู่ในชั้น กมธ.วุฒิสภา ทั้งสองฉบับผ่านหลักการสำคัญแล้วและใกล้เสร็จจึงไม่ควรเริ่มนับหนึ่งใหม่ให้เสียเวลา และการเร่งเดินหน้าจะเป็น “กำลังใจสำคัญ” ต่อทั้งผู้ที่กำลังสู้ไฟป่าในหน้าแล้ง และประชาชนทั้ง 65 ล้านคนที่กำลัง “สู้ฝุ่น” อยู่ทุกวัน จะได้เห็นว่ารัฐบาล “ไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า” และให้เกียรติต่อมติในอดีตของสมาชิกสภาฯ ที่เคยลงมติรับหลักการอย่างท่วมท้นทุกวาระ
ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ยังย้ำถึง ความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ เพราะหน้าต่างเวลา 60 วันตามรัฐธรรมนูญนั้น ตอนนี้หายไปแล้ว 10 วัน และยังมีช่วงที่ทำงานที่บ้าน หยุดสงกรานต์ที่อาจทำให้เวลายิ่งกระชั้นขึ้น หากไม่เตรียมการตั้งแต่ตอนนี้ อาจเหลือเวลาน้อยมากสำหรับนำเรื่องเข้าสู่ ครม. เพื่อส่งกลับไปยังประธานรัฐสภา ซึ่งยังต้องรอมติจากที่ประชุมอีก เพราะสภาประชุมเพียงสัปดาห์ละ 2 วัน
“นี่เป็นเรื่องของความรู้สึก ความหวัง และศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลใหม่ ว่าเมื่อเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาที่กระทบสุขภาพและชีวิตของคนทั้งประเทศจริงหรือไม่ อีกทั้งการเดินหน้าร่างกฎหมายจะเป็นสัญญาณให้ส่วนราชการเริ่มเตรียมร่างอนุบัญญัติและมาตรการต่าง ๆ ได้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องรอให้กฎหมายผ่านแล้วจึงค่อยมานับหนึ่ง”
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
วีระศักดิ์ ระบุด้วยว่า หากเร่งรัดได้ทันจะถือเป็นตัวอย่างของการปฏิรูประบบราชการที่มองเห็นปัญหาล่วงหน้าและเตรียมพร้อมไว้ก่อนตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น เพื่อให้เมื่อกฎหมายผ่าน ก็สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว รองรับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อจากผลกระทบของซูเปอร์เอลนีโญหรือฤดูแล้งที่ยาวนานกว่าปกติ ส่วนความกังวลว่าหากรัฐบาลไม่ยืนยันร่างภายใน 60 วันนั้น ยังไม่ตีความไปก่อนว่า “จะไม่ทำ” แต่หากปล่อยให้เลยเวลาจนไม่ยืนยันจริง ก็จะไม่ใช่แค่ประชาชนไทยที่ตั้งคำถาม แต่รวมถึงนานาชาติ นักลงทุน และสถาบันการเงิน ที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาพประชาชนและประสิทธิภาพการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทย
“ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ของไทยได้รับความสนใจจากต่างประเทศอย่างมากเพราะเป็นกฎหมายแม่บทที่ออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหาที่ซับซ้อน จึงเป็นตัวชี้วัดความสามารถของประเทศไทยในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และสะท้อนว่าประเทศกำลังก้าวไปข้างหน้าในเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง สุขภาพของประชาชน”
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
